News Logo
หน้าแรก
สาเหตุไฟป่าปี 69 รุนแรง ช่วงรอยต่อรัฐบาลใหม่ ขาดงบฯ จนท.เกียร์ว่าง

สาเหตุไฟป่าปี 69 รุนแรง ช่วงรอยต่อรัฐบาลใหม่ ขาดงบฯ จนท.เกียร์ว่าง

4 เม.ย. 2569 20:10
ผู้ชม 49 คน

ไฟป่าปี 69 รุนแรงมาจากสาเหตุเชื้อเพลิงสะสมมาก ช่วงรอยต่อก่อนมีรัฐบาลใหม่ เจ้าหน้าที่เกียร์ว่าง ไม่เตรียมการล่วงหน้า ขาดงบประมาณสนับสนุน ภาวะเศรษฐกิจที่แย่ซ้ำเติมทำให้คนเผาป่าหาเลี้ยงชีพมากขึ้น

นายชัชวาลย์ ทองดีเลิศ ประธานสภาลมหายใจเชียงใหม่ เปิดเผยกับ Next News ว่า พื้นที่ป่าในจังหวัดภาคเหนือมีประมาณ 9 ล้านไร่ ในจำนวนนี้เป็นป่าผลัดใบ 7 ล้านไร่ ทำให้มีใบไม้ที่สะสมเป็นเชื้อเพลิง จำนวน 1-2 ตันต่อไร่ต่อปี เมื่อรวมกับใบไม้สะสมจากปี 2568 ที่ไม่ถูกเผาไหม้หรือบริหารจัดการเชื้อเพลิง เนื่องจากมีปริมาณฝนมาก ทำให้ปีนี้มีใบไม้ที่เป็นเชื้อเพลิงสะสมมากขึ้นเกือบเท่าตัว เมื่อบวกกับสถานการณ์เอลนีโญที่แล้งหนักและอุณหภูมิสูง ทำให้จำนวนจุดความร้อน (hotspot) ที่เกิดจากการเผาป่ามีปริมาณที่สูงตามไปด้วยและเกิดมากขึ้นกว่าปีก่อนหน้า

คำถามคือใครเป็นคนเผา นายชัชวาลย์ อธิบายว่า ที่ผ่านมาในพื้นที่ภาคเหนือมีการประกาศทับที่ทำกินชาวบ้าน 1,170 หมู่บ้าน และภาครัฐไม่ได้มีงบประมาณเข้าไปพัฒนา ทำให้ชุมชนเหล่านี้ต้องอาศัยป่าในการทำกิน ทั้งการทำเกษตรและหาของป่าตามวิถีปกติและมีการเผาป่า ประกอบกับภาวะเศรษฐกิจที่ไม่ดี และภัยแล้ง การเผาป่าจึงมีมากขึ้น

ประธานสภาลมหายใจเชียงใหม่ ระบุว่า ปัจจัยต่อมาเกิดจากการบริหารจัดการไฟ (fire management) หรือการชิงเผาโดยหน่วยงานภาครัฐที่รับผิดชอบผืนป่าเหล่านั้นมีกำลังคนน้อย เช่น อุทยานแห่งชาติศรีน่าน พื้นที่ 3 แสนไร่ มีกำลังเจ้าหน้าที่จัดการไฟป่าแค่ 5 คน อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ 3 แสนไร่ มี 15 คน ฯลฯ ดังนั้น ด้วยกำลังคนที่มีน้อยจึงสามารถป้องกันไฟป่าได้เพียง 10-20% ที่เหลืออีก 80% ต้องปล่อย จึงเกิดสุญญากาศ

"นอกจากนี้ยังมีไฟแค้น ไฟขัดแย้ง และไฟการเมืองที่ไม่ชอบรัฐบาลด้วย ไฟขัดแย้งคือชาวบ้านขัดแย้งกับผู้นำชุมชน ทั้งจากนโยบาย zero burning (ห้ามเผาเด็ดขาด) โดยเฉพาะนโยบายประกาศปิดป่าของจังหวัด ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในป่ายิ่งไม่เห็นด้วยก็เลยยิ่งเผาหนักขึ้น อีกประเด็นก็คือช่วงยุบสภาและเข้าสู่การเลือกตั้ง ข้าราชการและเจ้าหน้าที่เกียร์ว่าง ไม่มีการเตรียมความพร้อมรับมือหน้าไฟ งบประมาณก็ลงมาน้อยมาก ขาดอุปกรณ์ดับไฟ ยิ่งเศรษฐกิจไม่ดียิ่งเชื่อมโยงกับการเผาป่าที่มากขึ้น" นายชัชวาลย์ ระบุ

ด้าน นายบัณรส บัวคลี่ ผู้ประสานงานสภาลมหายใจภาคเหนือ กล่าวกับ Next News ว่า ตัวเลขฮอตสปอตที่ภาครัฐนำมาอ้างอิงว่าสามารถบริหารจัดการจนทำให้ตัวเลขลดลงถึง 30% นั้นไม่สามารถนำมาเป็นตัวชี้วัดได้ 100% ว่าสถานการณ์ดีขึ้นหรือเลวลง เนื่องจากต้นฤดูมีเมฆเยอะ ในขณะที่ปลายฤดูมีความกดอากาศต่ำและอากาศร้อนซึ่งดาวเทียมไม่จับไฟ แต่ไปจับรังสีความร้อนแทน ทำให้ในช่วงบ่ายของทุกวันจำนวนฮอตสปอตจึงลดลง

"แต่ตัวเลขก็ยังอยู่ระดับ 1,000-2,000 ทุกวัน 1,000 คือตัวยืน และที่สูงสุดขึ้นไปหลัก 3,000 ถึง 4,000 จุด ในช่วงวันที่ 27-29 มีนาคม เมื่อดูตัวเลขถ้าเช้าอยู่ที่ 2,800 บ่ายลดลงเหลือ 2,000 ถือเป็นตัวเลขที่มหาศาลเมื่อเทียบปีปกติ ราชการดูจากตัวเลขที่วัดได้ แต่ประชาชนวัดจากจมูก วันไหนลมดีจะเปลี่ยนจากสีแดงเป็นเหลือง ดังนั้น ไม่ควรนำตัวเลขฮอตสปอตมาอ้างอิงมากนัก

"แต่ให้ดูการกลืนกินพื้นที่ป่าจาก burn scar (ร่องรอยการเผา) ซึ่งถ้านำตัวเลขฮอตสปอตวางวางทับกับข้อมูลจุดความร้อนจากดาวเทียมของจิสด้า เทียบปี 66-67 จะพบว่าเหลือพื้นที่ป่าที่ไม่ถูกเผาไหม้น้อยแล้ว ถ้าบอกว่าสถานการณ์ดีขึ้นก็คือมันไหม้ไปหมดแล้ว ถ้าเป็นบ้านก็ไหม้จนไม่มีที่ให้ไหม้แล้ว ประเด็นคือจะต้องรักษาพื้นที่ที่ยังไม่ไหม้อย่างไร ทั้งป่าสงวนที่ตอนแรกไหม้มากสุดช่วงมกราคม-กุมภาพันธ์ ต่อมาเข้ามีนาคมเป็นป่าอนุรักษ์เพราะเอาไม่อยู่ ต้านทานไม้ไหว ก่อนหน้านี้ปี 2568 มีงบฯ จ้างคนมาเฝ้าป่าสงวน จ้างทหารมาเฝ้าป่าอนุรักษ์ 720 ล้าน ปีนี้ไม่มีงบฯ จ้าง เชียงใหม่ก็ไม่มีงบกลาง" นายบัณรส ซึ่งอาศัยอยู่ใน จ.เชียงใหม่ มาตั้งแต่ปี 2539 ระบุ

ผู้ประสานงานสภาลมหายใจภาคเหนือ กล่าวอีกว่า ปัญหาไฟป่าเกิดทั้งจากชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ป่า และเกิดจากการชิงเผาของรัฐที่ไปจ้างเอกชนมาเผาเชื้อเพลิงในป่า ซึ่งเผาแล้วควบคุมไม่ได้ และไม่มีการแจ้งล่วงหน้า ไม่ทำตามหลักวิชาการ ในภาพรวมของปีนี้จึงแย่กว่าปีที่แล้ว และจุดความร้อนเกิดขึ้นในพื้นที่ป่าสงวนและป่าอนุรักษ์มากกว่าพื้นที่อื่น

แท็กที่เกี่ยวข้อง
ฝุ่นPM2.5
ไฟป่าภาคเหนือ
มลพิษภาคเหนือ



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ป.ป.ช.หารือผู้ว่าฯ เชียงใหม่แก้ปมท้องถิ่นไม่กล้าอนุมัติงบฯ ลด PM2.5
ป.ป.ช.หารือผู้ว่าฯ เชียงใหม่แก้ปมท้องถิ่นไม่กล้าอนุมัติงบฯ ลด PM2.5