TGO เผยความก้าวหน้าคาร์บอนเครดิตไทย ปีงบประมาณ 2569 Standard T-VER มีการซื้อขายและถ่ายโอนกว่า 1.03 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า มูลค่า 41.66 ล้านบาท ขณะที่ Premium T-VER เดินหน้าเชื่อม CORSIA และ Gold Standard เปิดทางยกระดับเครดิตไทยสู่ตลาดระหว่างประเทศ
องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ TGO แถลงผลการดำเนินงานประจำปีงบประมาณ 2569 ไตรมาสที่ 4 โดยหนึ่งในความก้าวหน้าสำคัญคือการยกระดับกลไกคาร์บอนเครดิตของประเทศไทย ทั้งการเพิ่มจำนวนโครงการ การรับรองคาร์บอนเครดิต การขยายตัวของตลาดซื้อขายภายในประเทศ และการพัฒนา Premium T-VER เพื่อเชื่อมโยงกับมาตรฐานระดับสากล
ข้อมูลของ TGO ระบุว่า ในปีงบประมาณ 2569 มีโครงการภายใต้ Standard T-VER ขึ้นทะเบียนแล้ว 96 โครงการ คาดว่าจะสามารถลดหรือกักเก็บก๊าซเรือนกระจกได้รวม 1,421,400 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี ขณะที่มีการรับรองคาร์บอนเครดิตแล้วรวม 2,521,001 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า จาก 42 โครงการ
ในด้านตลาดซื้อขาย คาร์บอนเครดิตจากโครงการ Standard T-VER มีปริมาณการซื้อขายหรือถ่ายโอนรวม 1,032,681 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า คิดเป็นมูลค่ารวม 41,659,118 บาท สะท้อนการขยายตัวของตลาดคาร์บอนภายในประเทศ ซึ่ง TGO ระบุว่าจะช่วยเพิ่มแรงจูงใจให้เกิดโครงการลดก๊าซเรือนกระจก และสร้างรายได้ให้แก่ผู้พัฒนาโครงการในประเทศไทยมากขึ้น
อีกด้านหนึ่ง ไทยกำลังเดินหน้าพัฒนา Premium T-VER เพื่อยกระดับคุณภาพของคาร์บอนเครดิตและเพิ่มโอกาสเชื่อมโยงตลาดระหว่างประเทศ โดยในปีงบประมาณ 2569 มีโครงการ Premium T-VER ขึ้นทะเบียนแล้ว 3 โครงการ มีศักยภาพลดหรือกักเก็บก๊าซเรือนกระจกประมาณ 5,978 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี และมีการรับรองคาร์บอนเครดิต Premium T-VER แล้ว 60 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าจากโครงการ AWD
TGO ยังได้จัดส่ง Premium T-VER เพื่อขอรับการประเมินภายใต้ CORSIA ขององค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) ระยะที่ 2 ช่วงปี 2570-2572 รวมถึงลงนามบันทึกความเข้าใจร่วมกับสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) และ Gold Standard Foundation เพื่อการรับรองมาตรฐานร่วมระหว่าง Premium T-VER กับ Gold Standard หรือ Dual Certification
นอกจากนี้ ยังมีการพัฒนาระเบียบวิธี Premium T-VER เพิ่มอีก 2 ระเบียบวิธี ได้แก่ การบริหารจัดการระดับน้ำในพื้นที่พรุเสื่อมโทรม เพื่อสนับสนุนการอนุรักษ์และฟื้นฟูระบบนิเวศพร้อมเพิ่มศักยภาพการลดและกักเก็บก๊าซเรือนกระจก และการใช้แบตเตอรี่กักเก็บพลังงานหมุนเวียนส่วนเกินจากการใช้งานตามปกติ
ขณะเดียวกัน เครือข่ายคาร์บอนนิวทรัลประเทศไทย หรือ Thailand Carbon Neutral Network (TCNN) มีสมาชิกสะสมแล้ว 898 องค์กร ครอบคลุมทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษา ขณะที่องค์กรผู้นำด้านการจัดการก๊าซเรือนกระจก หรือ Climate Action Leading Organization (CALO) ซึ่งประกาศเป้าหมายลดก๊าซเรือนกระจกสอดคล้องกับเป้าหมายประเทศ มีจำนวนรวม 56 องค์กร หลังเพิ่มขึ้นอีก 19 องค์กรในปีนี้
กลไกคาร์บอนเครดิตยังถูกขยายลงสู่ระดับจังหวัดและท้องถิ่น โดยมีการจัดทำแผนลดก๊าซเรือนกระจกใน 7 จังหวัด ได้แก่ เชียงราย ร้อยเอ็ด อุทัยธานี สุรินทร์ สมุทรสงคราม ประจวบคีรีขันธ์ และชุมพร พร้อมจัดทำแบบจำลองธุรกิจ 7 รูปแบบ โดยใช้กลไก T-VER และ LESS เชื่อมโยงภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชน เพื่อสร้างแรงจูงใจทางเศรษฐกิจและเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงแหล่งทุน
TGO ระบุว่า เป้าหมายสำคัญของการดำเนินงานคือการทำให้กลไกคาร์บอนเครดิตไทยมีความเข้มแข็งและได้รับการยอมรับในระดับสากล สามารถขับเคลื่อนการลดและกักเก็บก๊าซเรือนกระจกได้อย่างเป็นรูปธรรม เชื่อมโยงสู่ตลาดคาร์บอนคุณภาพสูง และเพิ่มโอกาสให้คาร์บอนเครดิตของไทยเข้าสู่ตลาดระหว่างประเทศ ควบคู่กับการสนับสนุนประเทศไทยไปสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero 2050)




