News Logo
หน้าแรก
'หิมาลัย' ละลายเร็ว 267% เสี่ยงวิกฤตน้ำกระทบ 2 พันล้านคนทั่วเอเชีย

'หิมาลัย' ละลายเร็ว 267% เสี่ยงวิกฤตน้ำกระทบ 2 พันล้านคนทั่วเอเชีย

17 เม.ย. 2569 11:34
ผู้ชม 2 คน

ธารน้ำแข็ง “ขั้วโลกที่สาม” เร่งละลายสูงสุด 267% หลังปี 2543 เสี่ยงน้ำท่วม-ขาดแคลนน้ำ กระทบคนเอเชียเกือบ 2 พันล้านคน

ธารน้ำแข็งในภูมิภาคฮินดูคุช-หิมาลัย (HKH) หรือ “ขั้วโลกที่สาม” กำลังละลายเร็วขึ้นต่อเนื่อง จากแรงกดดันของวิกฤตสภาพภูมิอากาศที่รุนแรงขึ้น และเริ่มส่งผลกระทบต่อประชากรเกือบ 2 พันล้านคนที่พึ่งพาแหล่งน้ำจากภูเขาแห่งนี้

รายงานจากศูนย์พัฒนาภูเขานานาชาติ (ICIMOD) ระบุว่า อัตราการสูญเสียมวลน้ำแข็งของธารน้ำแข็งในภูมิภาคฮินดูคุช-หิมาลัยเพิ่มขึ้นมากกว่า 2 เท่านับตั้งแต่ปี 2543 โดยจากเดิมเฉลี่ย 34 เซนติเมตรต่อปี เพิ่มเป็น 73 เซนติเมตรต่อปีในช่วงหลัง ส่งผลให้ความหนาของน้ำแข็งสะสมลดลงเกือบ 27 เมตรตั้งแต่ปี 2518 ขณะที่พื้นที่ธารน้ำแข็งหดตัวลงราว 12% ในช่วงปี 2533-2563

การศึกษาล่าสุดในปี 2569 โดยความร่วมมือของ ICIMOD สถาบัน IIT Indore และ University of Aberdeen พบว่า ธารน้ำแข็งขนาดใหญ่ 5 แห่ง ซึ่งครอบคลุมเพียง 5.5% ของพื้นที่ทั้งหมด กลับมีอัตราการสูญเสียมวลน้ำแข็งเร่งตัวขึ้นอย่างชัดเจน โดยเพิ่มขึ้นตั้งแต่ 17% ไปจนถึงสูงสุด 267% เมื่อเทียบกับช่วงครึ่งหลังของศตวรรษที่ 20 (พ.ศ. 2444-2543)

นักวิจัยชี้ว่า ปัจจัยหลักมาจากอุณหภูมิที่สูงขึ้นและปริมาณฝนที่ลดลง โดยเฉพาะในพื้นที่หิมาลัยตอนกลางและตะวันออกที่มีความอ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงมากกว่าบริเวณคาราโครัม ซึ่งยังคงรักษาสมดุลได้ดีกว่า เนื่องจากหิมะตกในฤดูร้อนยังช่วยชดเชยการละลายบางส่วน

ขณะเดียวกัน รายงาน HKH Glacier Outlook 2026 เตือนว่า ธารน้ำแข็งขนาดเล็ก ซึ่งมีสัดส่วนถึง 75% ของทั้งหมดในภูมิภาค กำลังละลายเร็วที่สุด เพิ่มความเสี่ยงต่อภัยพิบัติทะเลสาบธารน้ำแข็งแตก (GLOF) และนำไปสู่ปัญหาขาดแคลนน้ำในระยะยาว

แม่น้ำสายหลักอย่าง คงคา อินดัส พรหมบุตร โขง และแยงซี ซึ่งมีต้นกำเนิดจากเทือกเขาแห่งนี้ เป็นแหล่งหล่อเลี้ยงภาคเกษตร พลังงาน และการอุปโภคบริโภคของผู้คนในประเทศในเอเชียใต้และเอเชียตะวันออก เช่น อัฟกานิสถาน ปากีสถาน อินเดีย เนปาล ภูฏาน จีน บังกลาเทศ และ เมียนมา หากแนวโน้มยังดำเนินต่อไป ICIMOD คาดว่า ธารน้ำแข็งในภูมิภาคฮินดูคุช-หิมาลัยอาจสูญเสียมวลน้ำแข็งถึง 30-80% ภายในปี 2643 ขึ้นอยู่กับระดับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของโลก

อย่างไรก็ตาม ผลกระทบต่อแต่ละลุ่มน้ำแตกต่างกัน โดยแม่น้ำคงคา อินดัส และพรหมบุตรพึ่งพาน้ำแข็งละลายสูงในฤดูแล้ง ขณะที่แม่น้ำโขงและแยงซีพึ่งพาฝนเป็นหลัก และมีสัดส่วนน้ำจากธารน้ำแข็งค่อนข้างน้อย สำหรับ ประเทศไทย แม้ไม่ใช่ประเทศต้นน้ำโดยตรง แต่ได้รับอิทธิพลผ่านแม่น้ำโขง ซึ่งมีส่วนน้ำจากธารน้ำแข็งเพียงราว 16% ของปริมาณทั้งหมด ที่เหลือมาจากฝนในลุ่มน้ำตอนล่างเป็นหลัก

ข้อมูลจาก Mekong River Commission ระบุว่า แม้การละลายของธารน้ำแข็งไม่ใช่ปัจจัยหลักของแม่น้ำโขง แต่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอาจทำให้เกิดน้ำท่วมรุนแรงในฤดูฝน และน้ำน้อยผิดปกติในฤดูแล้ง กระทบภาคเกษตร ประมง และการใช้น้ำในพื้นที่ริมโขงของไทย

ขณะเดียวกัน ประเทศปลายน้ำอย่าง ลาว กัมพูชา และ เวียดนาม อาจเผชิญผลกระทบรุนแรงขึ้น โดยเฉพาะความเสี่ยงน้ำเค็มรุกและตะกอนลดลงในพื้นที่สามเหลี่ยมปากแม่น้ำ ในระยะยาว งานวิจัยชี้ว่า หลังปี 2593 ปริมาณน้ำในแม่น้ำจากภูมิภาคนี้อาจผ่านจุดสูงสุด และเริ่มลดลง ซึ่งจะกระทบต่อความมั่นคงทางน้ำ อาหาร และพลังงานในวงกว้างของเอเชีย

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ในภูมิภาคฮินดูคุช-หิมาลัยสอดคล้องกับแนวโน้มระดับโลก โดยธารน้ำแข็งในอลาสก้าถูกระบุว่าสูญเสียมวลน้ำแข็งมากที่สุด และมีส่วนทำให้ระดับน้ำทะเลเพิ่มขึ้นถึง 22% ของการสูญเสียจากธารน้ำแข็งทั้งหมด

ขณะที่เทือกเขาแอลป์ในยุโรปกลางสูญเสียธารน้ำแข็งไปแล้วถึง 39% นับตั้งแต่ปี 2543 เช่นเดียวกับภูมิภาคคอเคซัสและเทือกเขาแอนดีสที่เผชิญการละลายอย่างรวดเร็ว

ฮินดูคุช-หิมาลัยยังคงเป็นภูมิภาคที่น่ากังวลมากที่สุด เนื่องจากขนาดพื้นที่มหาศาลและจำนวนประชากรที่พึ่งพาแหล่งน้ำโดยตรงในระดับที่ไม่มีภูมิภาคใดเทียบได้

นักวิทยาศาสตร์ยังชี้ถึงข้อจำกัดด้านข้อมูล โดยปัจจุบันมีเพียง 7 ธารน้ำแข็งในภูมิภาคที่มีการติดตามตามมาตรฐานสากล แม้จะมีข้อมูลภาคสนามย้อนหลังราว 50 ปีจาก 38 แห่งก็ตาม

ทั้งนี้ งานวิจัยก่อนหน้ายังพบว่า อัตราการละลายในช่วงปี 2553-2562 เร็วขึ้นถึง 65% เมื่อเทียบกับทศวรรษก่อนหน้า สอดคล้องกับแนวโน้มภาวะโลกร้อนที่ทวีความรุนแรงขึ้น

จากเดิมที่บางพื้นที่ของคาราโครัมเคยถูกมองว่ามีเสถียรภาพ ล่าสุดข้อมูลใหม่ชี้ว่า แนวโน้มโดยรวมของธารน้ำแข็งในภูมิภาคฮินดูคุช-หิมาลัยกำลังเข้าสู่ภาวะถดถอยอย่างต่อเนื่อง

นักวิทยาศาสตร์เตือนว่า วิกฤตนี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่กำลังเกิดขึ้นแล้วในปัจจุบัน และจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อความมั่นคงทางน้ำ อาหาร พลังงาน และระบบนิเวศของเอเชีย


อ้างอิง:

แท็กที่เกี่ยวข้อง



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ปรากฎการณ์ 'เอลนีโญ' บุกไทย มิ.ย.นี้ แนวโน้มฝนน้อยร้อนแล้งกว่าปกติ
ปรากฎการณ์ 'เอลนีโญ' บุกไทย มิ.ย.นี้ แนวโน้มฝนน้อยร้อนแล้งกว่าปกติ