ทะเลน้ำแข็งแอนตาร์กติกกำลังลดลงอย่างรวดเร็ว หลังความร้อนจากน้ำทะเลลึกที่สะสมมานานหลายสิบปีถูกดึงขึ้นสู่ผิวน้ำ นักวิทยาศาสตร์เตือนอาจเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้มหาสมุทรใต้จากเดิมช่วยชะลอโลกร้อน กลายเป็นตัวเร่งวิกฤตภูมิอากาศแทน
ทะเลน้ำแข็งรอบทวีปแอนตาร์กติกที่เคยถูกมองว่า ทนทานต่อภาวะโลกร้อนมานานหลายทศวรรษ กำลังลดลงอย่างรวดเร็วและต่อเนื่องนับตั้งแต่ปี 2558 เป็นต้นมา ท่ามกลางสัญญาณใหม่ที่ชี้ว่า ความร้อนจากน้ำทะเลลึกซึ่งสะสมมานาน กำลังถูกดึงขึ้นสู่ผิวน้ำและเร่งการละลายของน้ำแข็งอย่างต่อเนื่อง
งานวิจัยล่าสุดที่ตีพิมพ์ในวารสาร Science Advances โดยทีมนักวิทยาศาสตร์นำโดย อาทิตยา นารายานัน ระบุว่า มหาสมุทรรอบแอนตาร์กติกกำลังเกิดจุดเปลี่ยนสำคัญของระบบภูมิอากาศ เมื่อความร้อนที่เคยถูกกักอยู่ในชั้นน้ำลึก เริ่มลอยขึ้นสู่ผิวน้ำและกัดเซาะทะเลน้ำแข็งอย่างต่อเนื่อง
ก่อนหน้านี้ แอนตาร์กติกเคยสร้างความประหลาดใจให้กับนักวิทยาศาสตร์ เพราะในช่วงปี 2550-2558 ปริมาณทะเลน้ำแข็งบางช่วงกลับขยายตัว แม้อุณหภูมิโลกจะเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง จนถูกมองว่าเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ดูเหมือนท้าทายแนวโน้มโลกร้อนของโลก
อย่างไรก็ตาม CNN รายงานเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2569 ว่า ตั้งแต่ปี 2558 เป็นต้นมา ลมที่รุนแรงขึ้นเหนือมหาสมุทรใต้ได้ดึงน้ำอุ่นและเค็มจากชั้นลึก หรือที่เรียกว่า Circumpolar Deep Water ขึ้นมาใกล้ผิวน้ำมากขึ้น ส่งผลให้ทะเลน้ำแข็งเริ่มลดลงอย่างรวดเร็ว
ชั้นน้ำเย็นและน้ำจืดบริเวณผิวทะเล ซึ่งเคยทำหน้าที่เสมือนฝาปิดกักเก็บความร้อนจากด้านล่างไว้ เริ่มพังทลายลงจากการผสมของมวลน้ำที่รุนแรงขึ้นในช่วงปี 2558-2559
ด้าน The Conversation ซึ่งเผยแพร่บทความสรุปงานวิจัยเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2569 ระบุว่า หลังจากนั้นได้เกิด Self-reinforcing cycle หรือวงจรป้อนกลับตัวเอง เมื่อความร้อนและเกลือจากน้ำลึกถูกดันขึ้นมา ทำให้ทะเลน้ำแข็งละลายมากขึ้น ขณะที่ผิวน้ำที่เค็มขึ้นก็ยิ่งเอื้อต่อการผสมกับน้ำลึก เป็นวงจรที่ยิ่งเร่งการสูญเสียน้ำแข็ง
ปี 2566 ถือเป็นจุดต่ำสุดรุนแรงที่สุดครั้งหนึ่ง โดยปริมาณทะเลน้ำแข็งในฤดูหนาวต่ำกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาวอย่างมีนัยสำคัญ จนนักวิทยาศาสตร์มองว่า แทบเป็นไปไม่ได้ที่จะเกิดจากความผันผวนตามธรรมชาติเพียงอย่างเดียว
ขณะที่หน่วยงานวิจัยและฐานข้อมูลด้านหิมะ น้ำแข็ง ธารน้ำแข็ง และภูมิอากาศโลกของสหรัฐฯ (National Snow and Ice Data Center: NSIDC) รายงานว่า ในปี 2568 ทะเลน้ำแข็งแอนตาร์กติกแตะจุดต่ำสุดประจำปีที่เพียง 1.98 ล้านตารางกิโลเมตร นับเป็นระดับต่ำที่สุดอันดับสองในบันทึกดาวเทียม และเป็นปีที่ 4 ติดต่อกันที่พื้นที่น้ำแข็งต่ำกว่า 2 ล้านตารางกิโลเมตร
งานวิจัยยังชี้ให้เห็นความแตกต่างระหว่างฝั่งตะวันออกและตะวันตกของแอนตาร์กติก โดยฝั่งตะวันออกได้รับอิทธิพลหลักจากความร้อนในมหาสมุทรลึก ขณะที่ฝั่งตะวันตกได้รับผลกระทบเพิ่มเติมจากปัจจัยทางบรรยากาศ เช่น เมฆและลมอุ่นที่ช่วยกักเก็บความร้อนใกล้ผิวน้ำ
นักวิทยาศาสตร์จาก University of Cambridge ซึ่งศึกษาข้อมูลมหาสมุทรย้อนหลังหลายทศวรรษ พบหลักฐานชัดเจนว่า ความร้อนจาก Circumpolar Deep Water กำลังเคลื่อนเข้าใกล้แผ่นน้ำแข็งชั้นมากขึ้นในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา
ความร้อนดังกล่าวไม่ได้เพียงละลายทะเลน้ำแข็งบริเวณผิวทะเลเท่านั้น แต่ยังกัดกร่อนแผ่นน้ำแข็งชั้นจากด้านล่าง ซึ่งอาจเร่งให้ธารน้ำแข็งบนแผ่นดินไหลลงทะเลเร็วขึ้น และส่งผลต่อระดับน้ำทะเลทั่วโลกในระยะยาว
นักวิทยาศาสตร์เตือนว่า หากแนวโน้มนี้ดำเนินต่อไป มหาสมุทรใต้ หรือ มหาสมุทรที่ล้อมรอบทวีปแอนตาร์กติก เชื่อมต่อกับมหาสมุทรแปซิฟิก แอตแลนติก และอินเดีย อาจเปลี่ยนบทบาทจากตัวช่วยดูดซับความร้อนและคาร์บอนของโลก กลายเป็นตัวเร่งภาวะโลกร้อนแทน
ผลกระทบยังลามไปถึงระบบนิเวศ โดยเฉพาะสาหร่ายน้ำแข็งซึ่งเป็นฐานอาหารสำคัญของคริลล์ เพนกวินจักรพรรดิ แมวน้ำ และวาฬจำนวนมากที่พึ่งพาระบบนิเวศน้ำแข็งทะเล
นักวิจัยยังเชื่อมโยงปรากฏการณ์นี้เข้ากับทั้งการเกิดรูโอโซนและการเพิ่มขึ้นของก๊าซเรือนกระจก ซึ่งมีส่วนทำให้ลมบริเวณมหาสมุทรใต้รุนแรงขึ้น และเร่งกระบวนการดึงน้ำลึกขึ้นสู่ผิวน้ำ
ก่อนหน้านี้ ปริมาณฝนที่เพิ่มขึ้นจากภาวะโลกร้อนได้สร้างชั้นน้ำจืดหนาบริเวณผิวทะเล ช่วยกักความร้อนเอาไว้ด้านล่างชั่วคราว แต่ในที่สุดแรงลมที่รุนแรงขึ้นก็สามารถทะลวงชั้นดังกล่าว จนเกิดจุดเปลี่ยนของระบบในช่วงปี 2558
งานวิจัยจาก Stanford University และทีมวิจัยอื่นๆ ยังสนับสนุนข้อค้นพบว่า ความร้อนที่สะสมใต้ผิวน้ำมานานหลายสิบปี ถูกปลดปล่อยออกมาอย่างรวดเร็วหลังเกิดการผสมของมวลน้ำอย่างรุนแรงในปีเดียวกัน
แม้นักวิทยาศาสตร์ยังไม่สามารถยืนยันได้เต็มที่ว่า การเปลี่ยนแปลงนี้จะกลายเป็นสภาวะถาวรหรือไม่ แต่ข้อมูลสังเกตการณ์ล่าสุดสะท้อนว่า การลดลงของทะเลน้ำแข็งกำลังเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง รุนแรง และผิดไปจากรูปแบบเดิมอย่างชัดเจน
ผู้เชี่ยวชาญหลายคนจึงมองว่า ปรากฏการณ์นี้อาจเป็นตัวอย่างของการเปลี่ยนสถานะของระบบภูมิอากาศในมหาสมุทรใต้ ซึ่งอาจส่งผลต่อสมดุลภูมิอากาศของโลกทั้งระบบ
ในระยะยาว หากทะเลน้ำแข็งยังลดลงต่อเนื่อง ค่าอัลเบโดหรือความสามารถในการสะท้อนแสงของโลกจะลดลง ทำให้มหาสมุทรดูดซับพลังงานจากดวงอาทิตย์มากขึ้น และยิ่งเร่งวงจรอุณหภูมิโลกให้สูงขึ้นกว่าเดิม
ทะเลน้ำแข็งแอนตาร์กติกถือเป็นองค์ประกอบสำคัญของระบบภูมิอากาศโลก โดยปกติจะขยายตัวสูงสุดในฤดูหนาวของซีกโลกใต้ช่วงเดือนกันยายน และลดลงต่ำสุดในฤดูร้อนช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงมีนาคม ข้อมูลดาวเทียมที่บันทึกมาตั้งแต่ปี 2522 แสดงให้เห็นว่า แม้พื้นที่ทะเลน้ำแข็งจะมีความผันผวนตามธรรมชาติสูง แต่แนวโน้มการลดลงอย่างชัดเจนเริ่มปรากฏหลังปี 2558 เป็นต้นมา
ทั้งนี้ งานศึกษาหลักที่ถูกอ้างอิงในประเด็นนี้ ได้แก่ Science Advances เมื่อปี 2569 รวมถึงงานวิจัยที่เกี่ยวข้องจาก PNAS และ Nature
อ้างอิง:




