News Logo
หน้าแรก
ไฟป่าไม่ใช่ฤดูกาลอีกต่อไป โลกเข้าสู่ยุคไฟลามสุดขั้ว

ไฟป่าไม่ใช่ฤดูกาลอีกต่อไป โลกเข้าสู่ยุคไฟลามสุดขั้ว

13 ก.ค. 2569 17:19
ผู้ชม 5 คน

เปลวไฟกำลังลุกไหม้หลายทวีป สเปนสูญเสียหลายชีวิต ฝรั่งเศสเร่งอพยพ สหรัฐฯ ระดมดับไฟ นักวิทยาศาสตร์เตือนโลกร้อนกำลังเปลี่ยน 'ฤดูไฟป่า' ให้กลายเป็นภัยถาวร

ณ วันที่ 13 กรกฎาคม 2569 หลายประเทศกำลังเผชิญวิกฤตไฟป่ารุนแรงพร้อมกัน โดยสเปนมีผู้เสียชีวิตและผู้สูญหายจำนวนมาก ขณะที่ฝรั่งเศสเผชิญไฟป่าหลายจุดทางตอนใต้ และสหรัฐฯ ยังมีไฟป่าขนาดใหญ่หลายสิบจุดที่อยู่ระหว่างการควบคุม ท่ามกลางอุณหภูมิที่สูงขึ้นและคลื่นความร้อนที่เกิดบ่อยขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ระบุว่าเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ไฟป่ารุนแรง ลุกลามรวดเร็ว และไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในฤดูกาลเดิมอีกต่อไป

เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2569 ทางการสเปนรายงานว่า มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 12 คน และยังมีผู้สูญหายอีก 23 คน จากเหตุไฟป่ารุนแรงในแคว้นอันดาลูเซีย ทางตอนใต้ของประเทศ หลังไฟที่เริ่มต้นใกล้เมืองลอส กายาร์ดอส จังหวัดอัลเมเรีย ลุกลามอย่างรวดเร็วภายใต้คลื่นความร้อนและลมกระโชกแรง จนต้องอพยพประชาชนกว่า 1,400 คน และเผาผลาญพื้นที่หลายพันเฮกตาร์

รายงานของ BBC และ The New York Times ระบุว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นหนึ่งในเหตุไฟป่าที่ร้ายแรงที่สุดของสเปนในยุคปัจจุบัน ผู้รอดชีวิตหลายคนเล่าว่า เปลวไฟพุ่งเข้าหาหมู่บ้านอย่างรวดเร็วแทบไม่มีเวลาเก็บข้าวของหรือหลบหนี ขณะที่ผู้เสียชีวิตหลายรายถูกพบอยู่ภายในรถยนต์ที่ถูกไฟเผา

ไฟป่าครั้งนี้เกิดขึ้นระหว่างคลื่นความร้อนระลอกที่สามของยุโรปตะวันตกในฤดูร้อนปีนี้ ซึ่งทำให้อุณหภูมิในหลายพื้นที่พุ่งแตะเกือบ 40 องศาเซลเซียส ความร้อนที่ยาวนานทำให้พืชพรรณและดินสูญเสียความชื้นอย่างรวดเร็ว จนกลายเป็นเชื้อเพลิงชั้นดี เมื่อเกิดประกายไฟเพียงเล็กน้อยก็สามารถลุกลามเป็นไฟป่าขนาดใหญ่ได้ภายในเวลาอันสั้น

สถานการณ์ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในสเปนเท่านั้น แต่ยังลุกลามไปยังฝรั่งเศส ซึ่งกำลังเผชิญฤดูไฟป่าที่รุนแรงกว่าปกติ โดยเฉพาะพื้นที่ทางตอนใต้และตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศที่อยู่ในเขตภูมิอากาศเมดิเตอร์เรเนียน หลังคลื่นความร้อนและภาวะแห้งแล้งต่อเนื่องทำให้ฤดูไฟป่าในปีนี้เริ่มเร็วกว่าปกติราว 3 สัปดาห์ และพื้นที่ถูกไฟไหม้มากกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนถึง 2 เท่า

หนึ่งในจุดที่ได้รับผลกระทบหนักคือเทือกเขาดีอัวส์ ในจังหวัดโดรม ทางตะวันออกเฉียงใต้ของฝรั่งเศส ซึ่งไฟป่าเผาผลาญพื้นที่แล้วกว่า 3,500–3,700 เฮกตาร์ เจ้าหน้าที่ต้องอพยพหมู่บ้าน 3 แห่ง ค่ายพักแรม 2 แห่ง รวมถึงเด็กจากค่ายฤดูร้อนมากกว่า 450 คน ขณะที่เจ้าหน้าที่ดับเพลิงและทหารหลายร้อยนายยังคงปฏิบัติการควบคุมไฟที่ลุกลามอย่างรวดเร็วในพื้นที่ภูเขาหินปูนซึ่งมีสภาพแห้งจัด

อีกพื้นที่สำคัญคือจังหวัดปีเรเน-โอรียองตาล ทางตอนใต้ของฝรั่งเศส ใกล้เมืองแปร์ปิญอง ติดชายแดนสเปน ซึ่งเกิดไฟป่าขนาดใหญ่เผาพื้นที่ราว 5,000 เฮกตาร์ ประชาชนมากกว่า 10,000 คนต้องอพยพออกจากพื้นที่เสี่ยง และมีผู้ได้รับบาดเจ็บ 16 คน รวมถึงนักดับเพลิง 4 คน โดยเจ้าหน้าที่ระบุว่าลมแรงเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ไฟแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว

ทางการฝรั่งเศสต้องระดมเครื่องบินดับไฟและเฮลิคอปเตอร์เข้าควบคุมสถานการณ์ ขณะที่สหภาพยุโรปส่งเครื่องบินสนับสนุนจากไซปรัสและสวีเดนเข้าช่วยเหลือ สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ฝรั่งเศสกลายเป็นอีกหนึ่งประเทศในยุโรปที่ต้องรับมือกับฤดูไฟป่าที่รุนแรงขึ้นจากอุณหภูมิสูงและความแห้งแล้ง

ขณะเดียวกัน อีกฟากหนึ่งของมหาสมุทรแอตแลนติก สหรัฐอเมริกาก็กำลังเผชิญสถานการณ์ไม่ต่างกัน ศูนย์ข้อมูลไฟป่าแห่งชาติ (National Interagency Fire Center: NIFC) รายงานว่า ตั้งแต่ต้นปี 2569 เกิดไฟป่าแล้ว 38,956 ครั้ง เผาผลาญพื้นที่กว่า 3.5 ล้านเอเคอร์ และจนถึงวันที่ 12 กรกฎาคม ยังมีไฟป่าขนาดใหญ่ 44 จุดที่อยู่ระหว่างการควบคุม โดยกระจุกตัวในรัฐยูทาห์ โคโลราโด และแคลิฟอร์เนีย

NASA ระบุว่า ไฟป่าคอตตอนวูด (Cottonwood) ในรัฐยูทาห์กลายเป็นหนึ่งในไฟป่าที่ใหญ่และสร้างความเสียหายมากที่สุดของรัฐในรอบเกือบ 10 ปี หลังเผาผลาญพื้นที่ไปแล้วกว่า 150 ตารางไมล์ และยังคุกคามโครงสร้างพื้นฐานหลายแห่ง สะท้อนให้เห็นว่าฤดูไฟของสหรัฐฯ กำลังเริ่มเร็วขึ้น ยาวนานขึ้น และรุนแรงขึ้นกว่าที่เคย

นักวิทยาศาสตร์ชี้ว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งในสเปน ฝรั่งเศส และสหรัฐฯ ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดจากกิจกรรมของมนุษย์ ซึ่งกำลังเพิ่มโอกาสเกิดคลื่นความร้อน ภัยแล้ง และสภาพอากาศสุดขั้วอย่างต่อเนื่อง

งานศึกษาของ World Weather Attribution และสถาบันวิจัยด้านภูมิอากาศหลายแห่งระบุว่า ภาวะโลกร้อนทำให้คลื่นความร้อนเกิดบ่อยขึ้น รุนแรงขึ้น และยาวนานขึ้น ส่งผลให้ดินแห้ง พืชพรรณสูญเสียความชื้น และเพิ่มความพร้อมในการเกิดไฟป่าอย่างมีนัยสำคัญ กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไม่ได้เป็นผู้จุดไฟ แต่กำลังทำให้ทุกพื้นที่กลายเป็นเชื้อเพลิงที่ติดไฟง่ายกว่าเดิม

สำหรับสเปน ผลกระทบของโลกร้อนเห็นได้ชัดผ่านคลื่นความร้อนที่ทำให้หิมะบนภูเขาละลายเร็วกว่าปกติ ปริมาณน้ำในดินลดลงอย่างมาก Euronews รายงานว่า ตั้งแต่เริ่มฤดูไฟป่าปีนี้ ประเทศมีพื้นที่ถูกไฟไหม้แล้วเกือบ 50,000 เฮกตาร์ สูงกว่าค่าเฉลี่ยในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะพื้นที่รอบทะเลเมดิเตอร์เรเนียนที่กำลังกลายเป็นหนึ่งในภูมิภาคเสี่ยงไฟป่ามากที่สุดของโลก

ในสหรัฐฯ NOAA อธิบายว่า ฤดูหนาวที่ผ่านมาเกิดภาวะ Snow Drought หรือภาวะหิมะตกน้อยผิดปกติ ทำให้หิมะสะสมมีปริมาณต่ำ เมื่อน้ำจากหิมะละลายมีน้อย ดินและพืชพรรณจึงแห้งเร็วกว่าปกติหลายเดือน เมื่อรวมกับอุณหภูมิที่สูงขึ้นและลมแรง ไฟป่าจึงลุกลามได้รวดเร็วและควบคุมได้ยากกว่าเดิม

NASA ยังพบว่า ไฟป่าขนาดใหญ่ในป่าเขตอบอุ่นของสหรัฐฯ และยุโรปมีทั้งความถี่และความรุนแรงเพิ่มขึ้นประมาณสองเท่าในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา อีกทั้งอุณหภูมิช่วงกลางคืนที่สูงขึ้นยังทำให้เปลวไฟไม่อ่อนกำลังลงหลังพระอาทิตย์ตก ส่งผลให้เจ้าหน้าที่มีเวลาควบคุมไฟน้อยลง และเพิ่มโอกาสที่ไฟจะลุกลามต่อเนื่องตลอดคืน

ผลกระทบของไฟป่าไม่ได้จำกัดอยู่เพียงชีวิตและทรัพย์สิน แต่ยังสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจอย่างมหาศาล ในสเปน ฝรั่งเศส และสหรัฐฯ พื้นที่เกษตรกรรม แหล่งท่องเที่ยว และโครงสร้างพื้นฐานได้รับผลกระทบ ขณะที่ค่าใช้จ่ายด้านการดับเพลิงและการฟื้นฟูพื้นที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ในมิติสิ่งแวดล้อม ไฟป่าที่รุนแรงขึ้นยังปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จำนวนมหาศาลกลับสู่ชั้นบรรยากาศ European Forest Fire Information System ระบุว่า การปล่อยก๊าซจากไฟป่าในยุโรปปีนี้สูงกว่าค่าเฉลี่ย ซึ่งยิ่งเร่งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และทำให้โลกเผชิญความเสี่ยงของไฟป่ามากขึ้น เป็นวงจรที่ส่งเสริมกันเองอย่างต่อเนื่อง

ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบนิเวศเตือนว่า การเกิดไฟป่าบ่อยครั้งกำลังทำลายป่าไม้เก่าแก่ แหล่งอาศัยของสัตว์ป่า และลดความหลากหลายทางชีวภาพในหลายภูมิภาค โดยบางระบบนิเวศอาจต้องใช้เวลาหลายสิบปีกว่าจะฟื้นตัวกลับมาได้ หากสามารถฟื้นตัวได้เลย

แม้รัฐบาลสเปน ฝรั่งเศส และสหรัฐฯ จะระดมกำลังเจ้าหน้าที่ เครื่องบินโปรยน้ำ และอุปกรณ์ดับเพลิงอย่างเต็มที่ แต่สภาพอากาศที่ร้อนจัดและลมแรงยังเป็นอุปสรรคสำคัญ โดยหลายประเทศต้องพึ่งพาความช่วยเหลือข้ามพรมแดนผ่านกลไกของสหภาพยุโรปและความร่วมมือระหว่างประเทศ

ข้อมูลจาก World Weather Attribution, NASA, NOAA และหน่วยงานด้านไฟป่าของยุโรปและสหรัฐฯ สอดคล้องกันว่า หากโลกยังไม่สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ ไฟป่าที่รุนแรง ยาวนาน และเกิดถี่ขึ้น จะไม่ได้เป็นเหตุการณ์ผิดปกติอีกต่อไป แต่จะกลายเป็น “ปกติใหม่” ของสภาพภูมิอากาศโลก ซึ่งหลายประเทศต้องเรียนรู้ที่จะรับมือไปพร้อมกับการเร่งลดต้นตอของวิกฤต นั่นคือภาวะโลกร้อนจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของมนุษย์

อ้างอิง:  

แท็กที่เกี่ยวข้อง



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

EU เตรียมดัน ‘กำจัดคาร์บอนถาวร’ บุกตลาดเปลี่ยนเกมเศรษฐกิจสีเขียวโลก
EU เตรียมดัน ‘กำจัดคาร์บอนถาวร’ บุกตลาดเปลี่ยนเกมเศรษฐกิจสีเขียวโลก