News Logo
หน้าแรก
กรมลดโลกร้อนรับภัยพิบัติเร่งทำ'ดัชนีพหุภัย-แผนที่ความเสี่ยงภูมิอากาศ'

กรมลดโลกร้อนรับภัยพิบัติเร่งทำ'ดัชนีพหุภัย-แผนที่ความเสี่ยงภูมิอากาศ'

6 ต.ค. 2569 14:48
ผู้ชม 3 คน
googleตั้ง Next News เป็นข่าวโปรดบน Google

'สุชาติ' สั่งกรมลดโลกร้อนเร่งรับมือภัยพิบัติเชิงรุก หลังไทยเผชิญน้ำท่วมกว่า 31 จังหวัด ชี้อีก 15 ปีภาคใต้–ตะวันออก–ตะวันตกมีแนวโน้มฝนเพิ่ม เตรียมใช้ 'ดัชนีพหุภัย-แผนที่ความเสี่ยงภูมิอากาศ' ช่วยวางแผนล่วงหน้า

นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า สถานการณ์ภัยพิบัติที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ทั่วโลกในช่วงที่ผ่านมา ทั้งน้ำท่วม ดินถล่ม พายุ และฝนตกหนัก รวมถึงสถานการณ์น้ำท่วมในประเทศไทย ที่สร้างความเสียหายกว่า 31 จังหวัด สะท้อนถึงความท้าทายจากสภาพภูมิอากาศที่มีความแปรปรวนและเหตุการณ์รุนแรงที่สร้างผลกระทบต่อประชาชน เศรษฐกิจ และโครงสร้างพื้นฐาน จึงสั่งการกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม หรือ กรมลดโลกร้อน เร่งพัฒนาเครื่องมือประเมินความเสี่ยงภูมิอากาศ เพื่อสนับสนุนการวางแผนรับมือภัยพิบัติของประเทศจากการตั้งรับไปสู่การบริหารความเสี่ยงเชิงรุก

นายสุชาติ กล่าวว่า ข้อมูลการคาดการณ์ปริมาณฝนจากแบบจำลองภูมิอากาศโลก ที่กรมลดโลกร้อนจัดทำขึ้น พบว่า ในช่วงประมาณ 15 ปีข้างหน้า พื้นที่ภาคใต้ ภาคตะวันออก และภาคตะวันตกของประเทศไทยมีแนวโน้มเผชิญปริมาณฝนเพิ่มขึ้น ขณะที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคกลางตอนล่างมีแนวโน้มเผชิญปริมาณฝนลดลง สะท้อนให้เห็นว่าความเสี่ยงในแต่ละภูมิภาคมีความแตกต่างและซับซ้อน การบริหารจัดการจึงจำเป็นต้องมีข้อมูลที่สามารถมองแนวโน้มความเสี่ยงในอนาคตควบคู่กับข้อมูลสถานการณ์ปัจจุบัน

นายรวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีหน่วยงานที่รับผิดชอบด้านการพยากรณ์อากาศ การแจ้งเตือนภัย และการบริหารจัดการภัยพิบัติอยู่แล้ว แต่ภายใต้สถานการณ์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การอาศัยข้อมูลและสถิติในอดีตเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอต่อการวางแผนในระยะต่อไป จำเป็นต้องนำข้อมูลการคาดการณ์ภูมิอากาศในอนาคตและแนวโน้มความเสี่ยงของแต่ละพื้นที่มาใช้ประกอบการตัดสินใจ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยกรมลดโลกร้อน จึงมีแผนในการพัฒนาชุดข้อมูลการคาดการณ์ภูมิอากาศระยะกลางและข้อมูลความเสี่ยง เพื่อสนับสนุนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการวางแผนป้องกันและปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างเป็นระบบ

นายพิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 – 2569 ที่ผ่านมา กรมฯ ได้จัดทำข้อมูลการคาดการณ์ภูมิอากาศ ซึ่งแสดงข้อมูลแนวโน้มของฝน อุณหภูมิ ความชื้น ตั้งแต่ปัจจุบัน – ปี ค.ศ. 2100 ที่มีความละเอียดในระดับ 5 x 5 กิโลเมตร รวมทั้ง จัดเตรียมระบบคอมพิวเตอร์และแบบจำลองภูมิอากาศสำหรับการประมวลผลขั้นสูง เพื่อรองรับการเพิ่มความละเอียดของข้อมูลภูมิอากาศระยะกลางและภาพฉายระยะยาวในอนาคต โดยในปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 กรมฯ จะอยู่ระหว่างการพัฒนา 2 เครื่องมือสำคัญ ได้แก่ “ดัชนีพหุภัย” (Multi-Hazard Index: MHI) และ “แผนที่ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” (Climate Risk Map: CRM) เพื่อให้หน่วยงานภาครัฐ จังหวัด และท้องถิ่นมีข้อมูลประกอบการวางแผนเตรียมพร้อมรับมือความเสี่ยงในแต่ละพื้นที่ได้ล่วงหน้า

สำหรับ ดัชนีพหุภัย (MHI) จะใช้ข้อมูลคาดการณ์ฝน อุณหภูมิ และลม ระยะ 3–6 เดือน จาก Climate Forecast System (CFS) มาประมวลผลร่วมกับแบบจำลองภูมิอากาศของกรมฯ และเทคโนโลยี Machine Learning เพื่อเพิ่มรายละเอียดของข้อมูลในพื้นที่เสี่ยง เครื่องมือนี้จะช่วยวิเคราะห์ว่าพื้นที่ใดมีแนวโน้มเผชิญภัยหลายประเภท ภัยใดอาจเกิดขึ้นพร้อมกัน หรือเกิดเชื่อมโยงต่อเนื่องกัน และพื้นที่ใดควรได้รับการเฝ้าระวังเป็นพิเศษ หรือ “Multi-Hazard Hotspot” เพื่อให้หน่วยงานสามารถเตรียมมาตรการรองรับได้ล่วงหน้า

ตัวอย่างเช่น ในช่วงพายุฤดูร้อน พื้นที่หนึ่งอาจเผชิญฝนตกหนักและลมแรงพร้อมกัน ทำให้เกิดผลกระทบรุนแรงกว่าการเกิดภัยเพียงประเภทเดียว หรือกรณีฝนตกหนักต่อเนื่องจนดินอิ่มตัวและนำไปสู่ดินถล่ม ขณะที่ภาคเกษตรอาจเผชิญอุณหภูมิสูงร่วมกับฝนทิ้งช่วง ส่งผลให้ความชื้นในดินลดลง เกิดภาวะขาดแคลนน้ำและกระทบต่อผลผลิตทางการเกษตร การมองความเสี่ยงแบบเชื่อมโยงดังกล่าวจะช่วยให้การวางแผนรับมือภัยมีความครอบคลุมมากขึ้น

ส่วนแผนที่ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (CRM) จะนำข้อมูลการคาดการณ์ภูมิอากาศจากแบบจำลองภูมิอากาศโลกตั้งแต่ปัจจุบันถึงปี ค.ศ. 2100 มาวิเคราะห์ร่วมกับข้อมูลภัยพิบัติในอดีต ลักษณะภูมิประเทศ การใช้ประโยชน์ที่ดิน ตลอดจนข้อมูลด้านเศรษฐกิจและสังคม เพื่อจัดทำเป็นแผนที่ความเสี่ยงเชิงพื้นที่ในระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ (GIS) ครอบคลุมความเสี่ยงสำคัญ 4 ด้าน ได้แก่ ดินถล่ม ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น อุณหภูมิเฉลี่ยระยะยาวเพิ่มขึ้น และการเปลี่ยนแปลงของปริมาณฝน

โดยข้อมูลความเสี่ยงดังกล่าวจะแบ่งออกเป็น 2 ช่วงเวลา โดยช่วงปัจจุบันถึงปี ค.ศ. 2050 จะพัฒนาให้มีรายละเอียดในระดับพื้นที่ เพื่อสนับสนุนการวางผังเมือง การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และการจัดทำแผนปฏิบัติการด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ขณะที่ข้อมูลช่วงหลังปี ค.ศ. 2050–2100 จะใช้สำหรับพิจารณาแนวโน้มความเสี่ยงในระยะยาวและสนับสนุนการศึกษาวิจัย เช่น แนวโน้มผลกระทบจากระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น

นายพิรุณ กล่าวเพิ่มเติมว่า ชุดข้อมูลดัชนีพหุภัยและแผนที่ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ คาดว่าจะพัฒนาแล้วเสร็จและเปิดให้ใช้งานผ่านศูนย์ข้อมูลด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change Information Center: CCIC) ของกรมฯ ในช่วงไตรมาสที่ 3 ของปี พ.ศ. 2570 และ พ.ศ. 2571 ตามลำดับ พร้อมเชื่อมโยงข้อมูลกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมอุตุนิยมวิทยา สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และหน่วยงานอื่น ๆ เพื่อสนับสนุนการวางแผนและเตรียมการรับมือความเสี่ยงล่วงหน้า

นายสุชาติ ย้ำว่า เครื่องมือทั้ง 2 ระบบ ไม่ใช่ระบบเตือนภัยฉุกเฉินระยะสั้นหรือระบบพยากรณ์อากาศโดยตรง แต่เป็นข้อมูลสนับสนุนการตัดสินใจสำหรับการวางแผนเชิงป้องกันในระยะกลางและระยะยาว ช่วยให้จังหวัดและท้องถิ่นเห็นแนวโน้มว่าพื้นที่ใดอาจเผชิญความเสี่ยงประเภทใด และควรเตรียมมาตรการรับมืออย่างไร ทำให้สามารถจัดลำดับพื้นที่ มาตรการ งบประมาณ และทรัพยากรให้สอดคล้องกับประเภทและระดับความเสี่ยงได้มากขึ้น เมื่อเข้าใกล้ช่วงเวลาที่อาจเกิดภัย ข้อมูลดังกล่าวยังสามารถนำมาวิเคราะห์ร่วมกับข้อมูลพยากรณ์อากาศ ข้อมูลตรวจวัด และสถานการณ์จริง เพื่อยกระดับการเฝ้าระวังและการสื่อสารความเสี่ยงไปยังประชาชนได้อย่างเหมาะสม

พร้อมกันนี้ นายสุชาติได้สั่งการให้กรมลดโลกร้อนเร่งขับเคลื่อน แผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ (National Adaptation Plan: NAP) และเร่งจัดทำแผนปฏิบัติการด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศรายสาขา (NAP Action Plan) ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องใน 6 สาขาหลัก เพื่อให้การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเชื่อมโยงตั้งแต่ระดับนโยบายไปสู่การดำเนินงานในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม

“การรับมือภัยพิบัติในยุคที่สภาพภูมิอากาศกำลังเปลี่ยนแปลง ไม่สามารถพิจารณาจากรูปแบบที่เคยเกิดขึ้นในอดีตเพียงอย่างเดียว ประเทศไทยต้องสามารถมองเห็นแนวโน้มความเสี่ยงล่วงหน้า และนำข้อมูลมาใช้เตรียมความพร้อมก่อนเกิดภัย การพัฒนาฐานข้อมูล เครื่องมือประเมินความเสี่ยง ระบบเตือนภัย การบริหารจัดการภัย และการเสริมศักยภาพของประชาชน จะเป็นพื้นฐานสำคัญในการลดความสูญเสีย และสร้างภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศอย่างยั่งยืน” นายสุชาติ กล่าว

กรมลดโลกร้อน

กรมลดโลกร้อน

แท็กที่เกี่ยวข้อง
กรมลดโลกร้อน
ภัยพิบัติ
กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

ก

ก

ก



ก

ก

ก

section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ทำความรู้จัก 'กาฬโรค' หลังเจ้าหน้าที่แล็บรัสเซียดับ ไทยเสี่ยงแค่ไหน?
ทำความรู้จัก 'กาฬโรค' หลังเจ้าหน้าที่แล็บรัสเซียดับ ไทยเสี่ยงแค่ไหน?