กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยประสาน 53 จังหวัด และกรุงเทพมหานคร เตรียมรับฝนตกหนักถึงหนักมากระหว่างวันที่ 9-13 ตุลาคม 2569 เสี่ยงน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก ดินโคลนถล่ม และลมกระโชกแรง ขณะที่กรมอุตุนิยมวิทยาเตือนภาคกลางและ กทม. เฝ้าระวังเป็นพิเศษวันที่ 10-11 ตุลาคม ส่วนภาคใต้มีแนวโน้มเผชิญฝนต่อเนื่องตลอด 5 วัน ท่ามกลางสถานการณ์น้ำท่วมเดิมที่ยังไม่คลี่คลายในบางพื้นที่
เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2569 นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เปิดเผยว่า กองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกลาง (กอปภ.ก.) ได้ประสานหน่วยงานใน 53 จังหวัด และกรุงเทพมหานคร เตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์ฝนตกหนักระหว่างวันที่ 9-13 ตุลาคม 2569 หลังติดตามข้อมูลพยากรณ์อากาศของกรมอุตุนิยมวิทยาที่คาดว่าประเทศไทยจะเผชิญสภาพอากาศแปรปรวน ทั้งฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง และลูกเห็บตกบางพื้นที่ พร้อมกำชับให้เฝ้าระวังพื้นที่ลุ่มต่ำและพื้นที่ลาดเชิงเขาที่เสี่ยงเกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และดินโคลนถล่ม
กรมอุตุนิยมวิทยาออกประกาศเรื่องฝนตกหนักถึงหนักมากบริเวณประเทศไทย ฉบับที่ 4 (250/2569) เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2569 ระบุว่า สาเหตุของฝนระลอกนี้เกิดจากมวลอากาศเย็นหรือบริเวณความกดอากาศสูงจากประเทศจีนแผ่ลงมาปกคลุมประเทศไทยตอนบน ประกอบกับร่องมรสุมพาดผ่านภาคใต้ตอนบน ขณะที่มรสุมตะวันตกเฉียงใต้ยังคงพัดปกคลุมทะเลอันดามัน ภาคใต้ และอ่าวไทย ส่งผลให้หลายภูมิภาคมีฝนเพิ่มขึ้น แต่ช่วงเวลาที่ได้รับผลกระทบจะแตกต่างกัน
สำหรับวันที่ 9 ตุลาคม คาดว่าฝนจะเพิ่มขึ้นบริเวณด้านตะวันออกของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก และภาคใต้ ก่อนขยายพื้นที่ในวันที่ 10 ตุลาคม ครอบคลุมภาคเหนือตอนล่าง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ภาคกลาง กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ภาคตะวันออก และภาคใต้ ส่วนวันที่ 11 ตุลาคม ยังมีความเสี่ยงฝนตกหนักในภาคเหนือตอนล่าง ภาคกลาง กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ภาคตะวันออก และภาคใต้ ขณะที่วันที่ 12-13 ตุลาคม พื้นที่เฝ้าระวังหลักจะอยู่ในภาคใต้
ด้านการประเมินพื้นที่ฝนตกหนักรายจังหวัด ศูนย์ข้อมูลข่าวสารร่วมสถานการณ์น้ำท่วมของรัฐบาลระบุว่า วันที่ 9 ตุลาคม ต้องเฝ้าระวังจังหวัดสงขลา สุราษฎร์ธานี พังงา นครศรีธรรมราช ระนอง และยะลา ขณะที่วันที่ 10 ตุลาคม ต้องจับตานครศรีธรรมราชและพังงา ส่วนวันที่ 11 ตุลาคม มีพื้นที่เสี่ยง ได้แก่ ชุมพร สุราษฎร์ธานี ระนอง พัทลุง สงขลา และสตูล ก่อนที่ฝนจะเพิ่มขึ้นในสุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช และตรัง วันที่ 12 ตุลาคม และบริเวณระนองกับยะลาในวันที่ 13 ตุลาคม
สำหรับพื้นที่ที่ ปภ. ประสานให้เฝ้าระวังครอบคลุม 53 จังหวัด และกรุงเทพมหานคร แบ่งเป็น
ภาคเหนือ 5 จังหวัด ได้แก่ ตาก กำแพงเพชร เพชรบูรณ์ นครสวรรค์ และอุทัยธานี
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 9 จังหวัด ได้แก่ ชัยภูมิ ร้อยเอ็ด ยโสธร อำนาจเจริญ นครราชสีมา บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี
ภาคกลางและภาคตะวันออก 25 จังหวัด ได้แก่ กาญจนบุรี ราชบุรี สุพรรณบุรี ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา ลพบุรี สระบุรี นครนายก ปราจีนบุรี สระแก้ว ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ปทุมธานี นนทบุรี นครปฐม สมุทรสาคร สมุทรสงคราม และสมุทรปราการ รวมถึงกรุงเทพมหานคร
ภาคใต้ 14 จังหวัด ได้แก่ ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ปัตตานี ยะลา นราธิวาส ระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่ ตรัง และสตูล ซึ่งต้องเฝ้าระวังฝนตกต่อเนื่องและปริมาณฝนสะสม โดยเฉพาะพื้นที่ใกล้ภูเขาและทางน้ำไหลผ่านที่อาจเกิดน้ำป่าไหลหลากหรือดินโคลนถล่มได้
อย่างไรก็ตาม การประกาศพื้นที่เฝ้าระวังทั้ง 53 จังหวัดและกรุงเทพมหานคร ไม่ได้หมายความว่าทุกพื้นที่จะเกิดฝนตกหนักหรือน้ำท่วมพร้อมกัน แต่เป็นการเตรียมพร้อมรับมือความเสี่ยงตามการคาดการณ์สภาพอากาศ ซึ่งระดับความรุนแรงและช่วงเวลาที่ได้รับผลกระทบอาจแตกต่างกันไปในแต่ละจังหวัด
ขณะเดียวกัน สถานการณ์ฝนระลอกใหม่เกิดขึ้นในช่วงที่หลายพื้นที่ยังอยู่ระหว่างฟื้นฟูจากอุทกภัยก่อนหน้า โดยศูนย์ข้อมูลข่าวสารร่วมสถานการณ์น้ำท่วมรายงานเมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2569 ว่า กรุงเทพมหานครยังมีน้ำท่วมขังใน 9 เขต รวม 80 ชุมชน ส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ฝั่งตะวันออก แม้ถนนสายหลักเกือบทั้งหมดกลับมาใช้งานได้ตามปกติแล้วก็ตาม โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังเร่งสูบน้ำและระบายน้ำออกจากพื้นที่
ด้านสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) รายงานว่า สถานการณ์น้ำในแม่น้ำเจ้าพระยามีแนวโน้มดีขึ้น โดยระดับน้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยาเริ่มลดลง และมีแนวโน้มสามารถปรับลดการระบายน้ำได้ตามสถานการณ์ อย่างไรก็ตาม ยังต้องเฝ้าระวังพื้นที่จังหวัดปราจีนบุรี นครนายก และฉะเชิงเทรา ซึ่งมีน้ำท่วมขังเป็นบริเวณกว้าง รวมถึงพื้นที่รอยต่อกรุงเทพมหานครและสมุทรปราการที่ยังต้องเร่งระบายน้ำเพื่อรองรับฝนระลอกใหม่
สำหรับการเตรียมรับมือ ปภ. ได้ประสานจังหวัด กรุงเทพมหานคร และศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขตในพื้นที่เสี่ยง ให้ติดตามปริมาณฝน ระดับน้ำ และสถานการณ์อุทกภัยอย่างใกล้ชิด พร้อมจัดเตรียมเจ้าหน้าที่ เครื่องจักรกลสาธารณภัย และรถปฏิบัติการให้สามารถเข้าช่วยเหลือประชาชนได้ตลอด 24 ชั่วโมง โดยเฉพาะพื้นที่ที่เกิดน้ำท่วมซ้ำซากและพื้นที่ที่ยังมีน้ำท่วมขัง ต้องเร่งระบายน้ำออกให้มากที่สุดก่อนฝนระลอกใหม่เข้ามาเพิ่มเติม
นอกจากนี้ ยังให้เตรียมศูนย์พักพิงชั่วคราว อาหาร น้ำดื่ม และสิ่งจำเป็นสำหรับรองรับผู้อพยพ รวมถึงพิจารณาปิดกั้นพื้นที่ท่องเที่ยวธรรมชาติ เช่น น้ำตกและถ้ำลอด หากมีความเสี่ยงเกิดน้ำป่าไหลหลาก พร้อมแจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่เสี่ยงล่วงหน้าเพื่อให้มีเวลาเตรียมความพร้อม
กรมอุตุนิยมวิทยายังเตือนว่า บริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทยที่มีฝนฟ้าคะนองอาจมีคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร ชาวเรือควรตรวจสอบสภาพอากาศและหลีกเลี่ยงการเดินเรือในบริเวณฝนฟ้าคะนอง ส่วนประชาชนบนบกควรหลีกเลี่ยงการอยู่ในพื้นที่โล่งแจ้ง ใต้ต้นไม้ใหญ่ และบริเวณป้ายโฆษณาที่ไม่แข็งแรงขณะเกิดพายุฝน
ทั้งนี้ ประชาชนสามารถติดตามประกาศเตือนภัยจากกรมอุตุนิยมวิทยาผ่านสายด่วน 1182 และหากประสบอุทกภัยหรือต้องการความช่วยเหลือ สามารถแจ้งเหตุผ่านสายด่วนนิรภัย 1784 หรือไลน์ “ปภ.รับแจ้งเหตุ 1784” ที่ Line ID @1784DDPM ได้ตลอด 24 ชั่วโมง




