News Logo
หน้าแรก
‘ชวลิต’ เตือนอีก 24 ปี น้ำเค็มอาจรุกถึงอยุธยา ไทยต้องเร่งรับมือทะเลสูง

‘ชวลิต’ เตือนอีก 24 ปี น้ำเค็มอาจรุกถึงอยุธยา ไทยต้องเร่งรับมือทะเลสูง

20 ต.ค. 2569 11:00
ผู้ชม 13 คน
googleตั้ง Next News เป็นข่าวโปรดบน Google

“ชวลิต จันทรรัตน์” เตือนผลกระทบจากโลกร้อนไม่ได้หยุดอยู่ที่ฝนหนักและน้ำท่วม ระดับน้ำทะเลอ่าวไทยในอีก 24 ปี หรือราวปี 2593 อาจสูงขึ้นประมาณ 74 เซนติเมตร น้ำเค็มมีโอกาสรุกลึกตามแม่น้ำเจ้าพระยาถึงอยุธยา และแม่น้ำท่าจีนถึงสุพรรณบุรี กระทบพื้นที่เกษตร แหล่งน้ำจืด ชุมชนชายฝั่ง พร้อมชี้ไทยยังมีเวลารับมือ แต่ต้องเริ่มวางแผนโครงสร้างป้องกันตั้งแต่วันนี้

ในช่วงที่กรุงเทพมหานครและหลายจังหวัดของประเทศไทยเผชิญปัญหาน้ำท่วม ความเสี่ยงด้านน้ำที่อยู่ใกล้ตัวอาจถูกมองผ่านภาพของฝนหนักและระบบระบายน้ำเป็นหลัก ขณะที่ นายชวลิต จันทรรัตน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการ บริษัท ทีม คอนซัลติ้ง เอนจิเนียริ่ง แอนด์ แมเนจเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ TEAM GROUP ชี้ว่า ประเทศไทยยังต้องเผชิญความเสี่ยงอีกหลายด้านจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทั้งระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น การกัดเซาะชายฝั่ง น้ำเค็มรุกล้ำเข้าสู่แม่น้ำ ไปจนถึงการเปลี่ยนแปลงของปริมาณน้ำจากต้นธารน้ำแข็ง

ความเสี่ยงเหล่านี้แม้เกิดขึ้นในพื้นที่และช่วงเวลาต่างกัน แต่เชื่อมโยงกันผ่านระบบน้ำตั้งแต่ภูเขาสูง แม่น้ำ จนถึงมหาสมุทร นายชวลิตให้สัมภาษณ์กับ Next News ว่า ผลกระทบจากภาวะโลกร้อนไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะบริเวณที่อุณหภูมิสูงขึ้นโดยตรง แต่สามารถส่งต่อจากพื้นที่ต้นทางไปยังพื้นที่ห่างออกไปหลายพันกิโลเมตร และท้ายที่สุดย้อนกลับมากระทบประเทศไทยได้

ธารน้ำแข็งถล่ม ภัยไกลตัวที่ปลายทางเชื่อมถึงทะเล

กรณีธารน้ำแข็งถล่มบริเวณเทือกเขาหิมาลัย เป็นตัวอย่างหนึ่งที่นายชวลิตใช้ชี้ให้เห็นผลกระทบจากภาวะโลกร้อน ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อช่วงสิ้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา บริเวณเทือกเขาในเขตประเทศเนปาล ใกล้ชายแดนจีน ในช่วงมรสุมฤดูร้อนของภูมิภาค โดยทั่วไปธารน้ำแข็งในเทือกเขาหิมาลัยจะมีการละลายและสูญเสียมวลมากขึ้นตั้งแต่ช่วงประมาณเดือนเมษายนต่อเนื่องไปถึงเดือนกันยายน และบางพื้นที่อาจยาวถึงกลางเดือนตุลาคม ตามระดับความสูงและสภาพภูมิอากาศของแต่ละพื้นที่

นายชวลิตอธิบายว่า ตามปกติมวลน้ำแข็งที่สะสมอยู่บนภูเขาสูงจะยึดเกาะกับพื้นหินภายใต้อุณหภูมิติดลบ แต่เมื่ออุณหภูมิสูงขึ้น บริเวณรอยต่อระหว่างน้ำแข็งกับพื้นหินสามารถเริ่มละลายกลายเป็นน้ำ ทำให้แรงยึดเกาะของมวลน้ำแข็งลดลง และเพิ่มโอกาสที่มวลน้ำแข็งขนาดใหญ่จะเคลื่อนตัวหรือพังถล่มลงมา

เหตุการณ์ดังกล่าวมีพื้นที่น้ำแข็งหลุดออกมาประมาณ 200,000 ตารางเมตร หรือราว 25 สนามฟุตบอล มีน้ำหนักประมาณ 10 ล้านตัน ก่อนตกจากพื้นที่สูงและกระแทกลงสู่ลำน้ำ แรงกระแทกมากจนสถานีตรวจวัดแผ่นดินไหวที่อยู่ห่างออกไปราว 64 กิโลเมตรตรวจจับแรงสั่นสะเทือนได้ระดับ 4.4 แม้ต้นเหตุจะไม่ใช่แผ่นดินไหวก็ตาม

มวลน้ำแข็ง หิน ดิน และต้นไม้ที่ไหลลงมาตามลำน้ำ ยังเข้าไปปิดกั้นทางน้ำจนกลายเป็นเขื่อนชั่วคราว มีน้ำสะสมประมาณ 3 ล้านลูกบาศก์เมตร ก่อนแนวกั้นพังลง เกิดคลื่นสูงประมาณ 9 เมตร และตามคำอธิบายของนายชวลิตมีความเร็วสูงถึงประมาณ 190 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

“ลองจินตนาการว่ารถบรรทุก 1,000 คัน บรรทุกของหนักเต็ม แล้ววิ่งมาด้วยความเร็ว 190 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และกวาดเอาทุกอย่างตามลำน้ำ” นายชวลิตเปรียบเทียบถึงความรุนแรงของเหตุการณ์ดังกล่าว

คลื่นน้ำใช้เวลาประมาณ 10 นาทีเคลื่อนจากจุดเกิดเหตุลงมายังพื้นที่ด้านล่าง บ้านเรือน ถนน และสะพานตามแนวลำน้ำได้รับผลกระทบ ขณะที่โรงเรียนแห่งหนึ่งซึ่งมีนักเรียนมากกว่า 700 คนสามารถอพยพขึ้นพื้นที่สูงได้ทัน หลังได้รับการแจ้งเตือนจากพื้นที่ต้นทาง กรณีนี้แสดงให้เห็นว่า แม้ภัยจะเกิดขึ้นและเคลื่อนตัวอย่างรวดเร็ว แต่การรู้พื้นที่เสี่ยง การแจ้งเตือนที่รวดเร็ว และการอพยพไปยังพื้นที่ปลอดภัยสามารถช่วยลดการสูญเสียได้

เหตุการณ์ลักษณะนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดขึ้น นายชวลิตยังได้กล่าวถึงกรณีในอดีตทั้งเปรู รัสเซีย อินเดีย เนปาล และสวิตเซอร์แลนด์ โดยกรณีสวิตเซอร์แลนด์ที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ไม่มีผู้เสียชีวิต เนื่องจากมีการกันพื้นที่เสี่ยงออกจากการตั้งถิ่นฐานของประชาชน

อีก 24 ปี ทะเลอ่าวไทยอาจสูงขึ้น 74 เซนติเมตร

ผลของน้ำแข็งที่ละลายไม่ได้จบลงบนภูเขา เพราะท้ายที่สุดน้ำจะไหลลงสู่แม่น้ำและมหาสมุทร และเชื่อมโยงกับระดับน้ำทะเลทั่วโลก

สำหรับประเทศไทย แบบจำลองระดับน้ำทะเลมีการประเมินไว้หลายกรณี ทั้งระดับต่ำ ปานกลาง และสูง โดย กรณีปานกลางที่นายชวลิตนำมาอธิบาย ประเมินว่าในอีกประมาณ 24 ปี หรือราว ปี 2593 ระดับน้ำทะเลอ่าวไทยอาจสูงขึ้นประมาณ 74 เซนติเมตร

ระดับน้ำที่สูงขึ้นไม่ได้หมายถึงเพียงเส้นน้ำทะเลที่ขยับสูงขึ้น แต่ยังทำให้คลื่นเข้าปะทะชายฝั่งรุนแรงขึ้นและเพิ่มการกัดเซาะ โดยพื้นที่ตั้งแต่ บางขุนเทียน ขุนสมุทรจีน จ.สมุทรปราการ ไล่ลงไปตามชายฝั่งเพชรบุรีจนถึงสุราษฎร์ธานี อาจเผชิญแรงกัดเซาะมากขึ้นตามระดับทะเลที่สูงขึ้น

ผลกระทบจึงไม่ได้หยุดอยู่ที่แนวชายฝั่ง แต่ยังหมายถึงพื้นที่ทำมาหากินในบริเวณต่ำและพื้นที่ปากแม่น้ำที่มีโอกาสถูกน้ำทะเลรุกลึกเข้ามามากกว่าเดิม

น้ำเค็มอาจไม่หยุดที่ปากแม่น้ำ แต่รุกถึงอยุธยา-สุพรรณบุรี

สิ่งที่นายชวลิตให้ความสำคัญไม่แพ้ระดับน้ำทะเล คือ น้ำเค็มที่รุกลึกขึ้นตามแม่น้ำ จากแบบจำลองที่นำมาอธิบาย ปัจจุบันแนวน้ำเค็มในแม่น้ำท่าจีนสามารถขึ้นมาถึงบริเวณอำเภอบางเลน จ.นครปฐม แต่ในอีก 24 ปีอาจรุกขึ้นไปถึง สุพรรณบุรี

ส่วนแม่น้ำเจ้าพระยา ปัจจุบันแนวความเค็มขึ้นมาถึงบริเวณ สำแล จ.ปทุมธานี ซึ่งเป็นพื้นที่สำคัญต่อระบบน้ำดิบ ก่อนที่ในอนาคตตามแบบจำลองจะสามารถรุกเลยพระนครศรีอยุธยาไปถึงบริเวณรอยต่อระหว่าง อยุธยากับอ่างทอง

ผลกระทบจึงไม่ใช่เพียงเรื่องน้ำท่วม แต่หมายถึงคุณภาพน้ำที่เปลี่ยนจากน้ำจืดเป็นน้ำกร่อยและน้ำเค็มตามระยะทางจากทะเล ซึ่งกระทบโดยตรงต่อการเกษตร

นายชวลิตยกตัวอย่างสวนผลไม้และพื้นที่เกษตรตามแนวลำน้ำ เช่น พื้นที่ปลูกส้มโอและสวนในแถบคลองดำเนินสะดวก รวมถึงพื้นที่นาข้าว ซึ่งจะได้รับผลกระทบหากความเค็มรุกเข้ามาในระดับที่พืชไม่สามารถรับได้

การป้องกันในรูปแบบเดิมอาจต้องพึ่งคันกั้นน้ำที่สูงขึ้นตามระดับทะเล นายชวลิตประเมินว่าแนวคันกั้นน้ำตามสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ป่าสัก และท่าจีนที่เกี่ยวข้องมีระยะทางรวมเกือบ 3,000 กิโลเมตร และหากต้องยกระดับขึ้นตามน้ำทะเล ปัญหาอีกด้านที่จะตามมาคือการระบายน้ำฝนจากพื้นที่ด้านในออกสู่แม่น้ำจะยากขึ้น

สามสมุทร-กรุงเทพฯ อยู่แนวหน้าความเสี่ยง

เมื่อถามถึงพื้นที่ของไทยที่น่าเป็นห่วง นายชวลิตมองว่า พื้นที่ซึ่งรับความเค็มโดยตรงมากที่สุดคือ ปากน้ำ จ.สมุทรปราการ ก่อนลึกเข้าสู่กรุงเทพมหานครและคลองสาขาต่างๆ เช่น คลองบางกอกน้อย ซึ่งในอนาคตอาจต้องพิจารณาระบบประตูเพื่อป้องกันน้ำเค็มไหลย้อนเข้าสู่พื้นที่ด้านใน

ส่วน สมุทรปราการ สมุทรสาคร และสมุทรสงคราม จะเผชิญทั้งการกัดเซาะชายฝั่งและการรุกตัวของน้ำทะเลโดยตรง ขณะที่จังหวัดตามแนวลำน้ำขึ้นไป ได้แก่ กรุงเทพฯ นนทบุรี ปทุมธานี พระนครศรีอยุธยา และพื้นที่ต่อเนื่อง ก็ต้องเตรียมรับความเสี่ยงจากระดับน้ำและความเค็มที่เปลี่ยนไปเช่นกัน

เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงคำเตือนที่ระบุว่า ในอีก 24 ปี กรุงเทพฯ และพื้นที่ด่านหน้าปากแม่น้ำอาจเผชิญความเสี่ยงจมน้ำ นายชวลิตย้ำว่า “เป็นสิ่งที่ไม่เกินจริง” พร้อมยกกรณีคันกั้นน้ำพังในอดีตมาอธิบายว่า หากโครงสร้างป้องกันในอนาคตเกิดความเสียหาย น้ำที่ไหลเข้าพื้นที่จะไม่ใช่น้ำจืดเหมือนน้ำท่วมใหญ่ปี 2554 แต่มีโอกาสเป็นน้ำกร่อยจากการปะทะกันของน้ำเหนือกับน้ำทะเล

บริเวณอยุธยาและอ่างทอง นายชวลิตอธิบายว่า เมื่อมวลน้ำจากด้านเหนือมาปะทะกับระดับน้ำที่สูงขึ้นจากด้านทะเล ระดับน้ำอาจเพิ่มเกิน 74 เซนติเมตรและขึ้นไปมากกว่า 80 เซนติเมตรในบางบริเวณ หากคันกั้นน้ำเกิดความเสียหาย น้ำกร่อยอาจไหลเข้าสู่พื้นที่ด้านในได้ไกล และในสถานการณ์สมมติดังกล่าวผลกระทบอาจรุนแรงกว่าน้ำท่วมปี 2554 เนื่องจากมีปัญหาความเค็มร่วมด้วย

สำหรับแนวทางรับมือ นายชวลิตกล่าวว่า สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ได้เริ่มศึกษารายละเอียดในหลายรูปแบบ ขณะที่แนวคิดที่ TEAM GROUP ศึกษาไว้มีทั้งการ ยกระดับคันกั้นน้ำ และสร้างประตูบริเวณปากแม่น้ำ เพื่อควบคุมน้ำทะเลไม่ให้ไหลย้อนเข้าสู่แม่น้ำเจ้าพระยา ท่าจีน แม่กลอง และบางปะกง

อย่างไรก็ตาม หากสร้างแนวป้องกันบนบกตามชายฝั่ง ระยะทางที่ต้องดำเนินการมีความยาวมาก TEAM GROUP จึงศึกษาทางเลือกการขยับแนวป้องกันออกไปในทะเล โดยเชื่อมการป้องกันน้ำทะเลเข้ากับแนวคิด “กระเปาะแก้มลิง” บริเวณปากแม่น้ำ เพื่อรับน้ำจากด้านเหนือในช่วงน้ำมาก และใช้ประตูควบคุมการระบายออกสู่ทะเลตามจังหวะน้ำขึ้นน้ำลง

แนวคิดดังกล่าวแบ่งเป็นพื้นที่บริเวณปากแม่น้ำสำคัญ 4 แห่ง ได้แก่ เจ้าพระยา บางปะกง ท่าจีน และแม่กลอง โดยนายชวลิตย้ำว่ายังต้องมีการศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมก่อนตัดสินใจเลือกรูปแบบดำเนินการ

ตามกรอบเวลาที่นายชวลิตกล่าวถึง การศึกษารายละเอียดอาจใช้เวลาประมาณ 2 ปี ขณะที่โครงสร้างขนาดใหญ่อาจต้องใช้เวลาก่อสร้างยาวนานหลายสิบปี จึงมองว่ายังมีเวลารับมือ แต่ไม่ควรรอจนระดับน้ำทะเลเพิ่มสูงขึ้นแล้วจึงเริ่มลงมือ

นายชวลิตยกประสบการณ์ของเนเธอร์แลนด์ ซึ่งใช้เวลาประมาณ 20 ปีพัฒนาโครงการป้องกันน้ำขนาดใหญ่ และมองว่าประสบการณ์ดังกล่าวสามารถนำมาศึกษาประกอบการวางแผนของไทยได้

“น้ำทะเลสูงขึ้นทุกวัน ตัวเลขไม่ได้หยุดนิ่ง” นายชวลิตกล่าว พร้อมมองว่า หากต้องจัดลำดับความเร่งด่วน พื้นที่บริเวณปากแม่น้ำเจ้าพระยาควรได้รับความสำคัญก่อน เนื่องจากผลกระทบเชื่อมโยงโดยตรงกับกรุงเทพมหานคร ปริมณฑล และจังหวัดด้านในจำนวนมาก

อย่างไรก็ตาม การสร้างโครงสร้างป้องกันน้ำทะเลยังมีต้นทุนด้านสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะบริเวณปากแม่น้ำท่าจีนและแม่กลองซึ่งยังมีพื้นที่ป่าชายเลน

นายชวลิตอธิบายว่า ป่าชายเลนไม่ได้ดำรงอยู่ได้ด้วยน้ำเค็มจัดตลอดเวลา แต่ต้องอาศัยสภาพน้ำขึ้นน้ำลงและน้ำกร่อย หากความเค็มสูงแช่อยู่ตลอดทั้งปี ระบบนิเวศป่าชายเลนอาจได้รับผลกระทบ ประกอบกับคลื่นที่รุนแรงขึ้นจากระดับน้ำทะเลสูงจะเพิ่มแรงกัดเซาะพื้นที่ชายฝั่ง

ดังนั้น การออกแบบโครงสร้างป้องกันจึงต้องวางแผนฟื้นฟูหรือสร้างพื้นที่ป่าชายเลนใหม่ควบคู่กันไป ไม่ใช่คำนึงเฉพาะการป้องกันเมืองและพื้นที่เศรษฐกิจเท่านั้น เพราะผลกระทบครอบคลุมถึงแหล่งอนุบาลสัตว์ทะเลและความหลากหลายทางชีวภาพด้วย

แม่น้ำโขงก็หนีผลจากธารน้ำแข็งละลายไม่พ้น

ผลกระทบจากธารน้ำแข็งที่ลดลงไม่ได้เชื่อมโยงเฉพาะกับระดับน้ำทะเล แต่ยังย้อนกลับมาถึงประเทศไทยผ่าน แม่น้ำโขง ซึ่งมีต้นน้ำส่วนหนึ่งอยู่บริเวณที่ราบสูงและแนวเทือกเขาหิมาลัย

นายชวลิตอธิบายจากข้อมูลการศึกษาของคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขงว่า น้ำจากการละลายของหิมะและธารน้ำแข็งบริเวณต้นน้ำมีส่วนประมาณ 16% ของปริมาณน้ำในลุ่มน้ำโขงโดยรวม แต่เมื่ออุณหภูมิสูงขึ้น น้ำแข็งที่ละลายออกไปสามารถสะสมกลับมาได้ไม่เท่าเดิม ทำให้ปริมาณน้ำจากต้นธารส่วนนี้มีแนวโน้มลดลงในระยะยาว

ผลกระทบจะรุนแรงไม่เท่ากันตลอดลำน้ำ พื้นที่ประเทศจีนซึ่งอยู่ใกล้ต้นน้ำมากที่สุดอาจสูญเสียน้ำในส่วนที่พึ่งพาการละลายของหิมะและน้ำแข็งราว 50-60% ก่อนที่สัดส่วนผลกระทบจะลดลงตามระยะทาง โดยเมื่อมาถึงประเทศไทย นายชวลิตประเมินผลกระทบไว้ประมาณ 5% และเตือนว่าในอนาคต หากพื้นที่น้ำแข็งบนภูเขาลดลงต่อเนื่องจนเหลือน้อยมาก หิมะที่ตกลงมาอาจกลายเป็นน้ำไหลออกทันที แทนที่จะสะสมเป็นน้ำแข็งและค่อยๆ ละลายหล่อเลี้ยงลำน้ำเหมือนในอดีต

ภาพดังกล่าวทำให้ความเสี่ยงด้านน้ำจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไม่ได้จำกัดอยู่ที่ภัยชนิดใดชนิดหนึ่ง ขณะที่ฝนความเข้มสูงสามารถสร้างน้ำท่วมฉับพลันในเมือง การเปลี่ยนแปลงของธารน้ำแข็งที่อยู่ห่างออกไปหลายพันกิโลเมตรก็สามารถส่งผลต่อทั้งระดับน้ำทะเล แนวชายฝั่ง และปริมาณน้ำในแม่น้ำสายสำคัญที่เชื่อมโยงกับประเทศไทยได้เช่นกัน

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ก

ก

ก



ก

ก

ก

section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

คลังเล็งลดอุ้มราคาน้ำมัน หันช่วยตรงกลุ่ม ดันครัวเรือนผลิตไฟฟ้าเอง
คลังเล็งลดอุ้มราคาน้ำมัน หันช่วยตรงกลุ่ม ดันครัวเรือนผลิตไฟฟ้าเอง