News Logo
หน้าแรก
IEA หั่นดีมานด์น้ำมันโลกปี 69 หด 8 หมื่นบาร์เรล เซ่นปิดฮอร์มุซ

IEA หั่นดีมานด์น้ำมันโลกปี 69 หด 8 หมื่นบาร์เรล เซ่นปิดฮอร์มุซ

15 เม.ย. 2569 09:22
ผู้ชม 10 คน

IEA หั่นคาดการณ์ดีมานด์น้ำมันโลกปี 2569 พลิกหดตัว 80,000 บาร์เรล/วัน หลังฮอร์มุซปิดฉุดอุปทานหาย 10.1 ล้านบาร์เรล/วัน ราคาพุ่งเกิน 150 ดอลลาร์/บาร์เรล

จากรายงานขององค์การพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ระบุว่า คาดการณ์ความต้องการน้ำมันโลกปี 2569 พลิกจากเติบโตเป็นหดตัวครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2563 สาเหตุหลักมาจากสงครามอิหร่านที่ทำให้ช่องแคบฮอร์มุซปิดกั้นการขนส่งน้ำมันถึงหนึ่งในห้าของโลก ส่งผลให้เกิดวิกฤตอุปทานน้ำมันรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์

รายงาน Oil Market Report ฉบับเดือนเมษายน 2569 ระบุว่า ความต้องการน้ำมันโลกในปีนี้จะลดลงราว 80,000 บาร์เรลต่อวัน สวนทางกับรายงานเดือนมีนาคมที่ยังคาดว่าจะเพิ่มขึ้น 730,000 บาร์เรลต่อวัน สะท้อนการปรับประมาณการครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายปี

ด้านอุปทานน้ำมันโลกถูกปรับลดลงอย่างมีนัยสำคัญเช่นกัน โดยเฉพาะในเดือนมีนาคมที่ลดลงถึง 10.1 ล้านบาร์เรลต่อวัน เหลือเพียง 97 ล้านบาร์เรลต่อวัน นับเป็นการลดลงรายเดือนที่รุนแรงที่สุดเป็นประวัติการณ์

สาเหตุหลักมาจากการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลังงานในตะวันออกกลาง รวมถึงการปิดช่องแคบฮอร์มุซของอิหร่าน ส่งผลให้ปริมาณน้ำมันที่ขนส่งผ่านเส้นทางดังกล่าวลดลงจากกว่า 20 ล้านบาร์เรลต่อวัน เหลือเพียง 3.8 ล้านบาร์เรลต่อวันในช่วงต้นเดือนเมษายน

รายงานยังระบุว่า การสูญเสียอุปทานน้ำมันสะสมในเดือนมีนาคมอยู่ที่ประมาณ 360 ล้านบาร์เรล และอาจเพิ่มขึ้นเป็น 440 ล้านบาร์เรลในเดือนเมษายน โดย IEA ประเมินว่านี่คือวิกฤตการหยุดชะงักของอุปทานน้ำมันที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์

ผลกระทบดังกล่าวดันราคาน้ำมันพุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในเดือนมีนาคม โดยราคาน้ำมันอ้างอิงจากทะเลเหนืออยู่ที่ราว 130 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่ราคาซื้อขายจริงทะลุ 150 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่งผลให้เกิดภาวะที่ราคาสูงจนกดให้ความต้องการใช้น้ำมันลดลงอย่างรวดเร็ว

IEA ระบุว่า ความต้องการใช้น้ำมันลดลงชัดเจนในภูมิภาคตะวันออกกลางและเอเชียแปซิฟิก โดยเฉพาะในกลุ่มผลิตภัณฑ์อย่างแนฟทา ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ใช้ผลิตพลาสติก เส้นใยสังเคราะห์ และสารเคมีต่างๆ รวมถึงก๊าซปิโตรเลียมเหลว และเชื้อเพลิงอากาศยาน ขณะที่อุตสาหกรรมปิโตรเคมีในเอเชียชะลอตัวจากปัญหาขาดแคลนวัตถุดิบ

ในเชิงตัวเลข ความต้องการน้ำมันโลกในเดือนมีนาคมลดลงประมาณ 800,000 บาร์เรลต่อวันเมื่อเทียบกับปีก่อน และคาดว่าจะหดตัวถึง 2.3 ล้านบาร์เรลต่อวันในเดือนเมษายน ส่วนภาพรวมไตรมาส 2 อาจหดตัวเฉลี่ยสูงถึง 1.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งถือว่ารุนแรงที่สุดนับตั้งแต่วิกฤตโควิด-19

อย่างไรก็ตาม IEA ประเมินว่า หากสถานการณ์คลี่คลาย การขนส่งน้ำมันและก๊าซจากตะวันออกกลางอาจทยอยกลับสู่ภาวะปกติภายในกลางปี 2569 แม้จะยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ โดยหากช่องแคบฮอร์มุซกลับมาเปิดใช้งาน จะต้องใช้เวลาราว 2 เดือนในการฟื้นฟูการส่งออกให้มีเสถียรภาพ

ช่องแคบฮอร์มุซถือเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของระบบพลังงานโลก โดยก่อนเกิดความขัดแย้ง มีปริมาณน้ำมันไหลผ่านเฉลี่ยราว 20 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือคิดเป็นประมาณ 20% ของการขนส่งน้ำมันทั่วโลก

การปิดกั้นครั้งนี้จึงส่งผลให้ประเทศผู้ผลิตในอ่าวเปอร์เซียต้องลดกำลังการผลิต และหันไปใช้เส้นทางขนส่งทางเลือกผ่านฝั่งตะวันตกของซาอุดีอาระเบียและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เพิ่มขึ้น

ผลกระทบได้ลุกลามไปยังเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะประเทศในเอเชียที่พึ่งพาน้ำมันจากตะวันออกกลางในสัดส่วนสูงถึง 80% ราคาพลังงานที่พุ่งขึ้นทำให้เกิดการยกเลิกเที่ยวบิน การลดการใช้พลังงานในภาคครัวเรือน และการชะลอตัวของภาคอุตสาหกรรมในหลายประเทศ

IEA เตือนว่า หากสถานการณ์ยังยืดเยื้อ ตลาดน้ำมันโลกจะเผชิญความไม่แน่นอนรุนแรงขึ้น และอาจนำไปสู่ภาวะขาดแคลนน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์พลังงานที่หนักที่สุดในรอบหลายทศวรรษ

ขณะที่สต็อกน้ำมันทั่วโลกในเดือนมีนาคมลดลงประมาณ 85 ล้านบาร์เรล แม้บางส่วนจะยังคงสะสมอยู่ในตะวันออกกลางและจีน แต่สต็อกนอกภูมิภาคอ่าวเปอร์เซียลดลงอย่างรวดเร็วถึง 205 ล้านบาร์เรล

IEA สรุปว่า ปัจจัยชี้ขาดต่อทิศทางตลาดน้ำมันโลกยังคงอยู่ที่การกลับมาเปิดเส้นทางขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดว่าราคาพลังงานและเศรษฐกิจโลกจะคลี่คลายหรือเผชิญแรงกดดันต่อไปในระยะข้างหน้า

อ้างอิง:

แท็กที่เกี่ยวข้อง



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

'ทรัมป์' แจงสื่อไม่เกิน 2 วัน คุยอิหร่านอีกรอบ หลังปิดช่องแคบเบ็ดเสร็จ
'ทรัมป์' แจงสื่อไม่เกิน 2 วัน คุยอิหร่านอีกรอบ หลังปิดช่องแคบเบ็ดเสร็จ