News Logo
หน้าแรก
EU ส่งสัญญาณ ความสัมพันธ์การค้าจีน ‘ไม่ยั่งยืน’ อีกต่อไป

EU ส่งสัญญาณ ความสัมพันธ์การค้าจีน ‘ไม่ยั่งยืน’ อีกต่อไป

30 พ.ค. 2569 13:00
ผู้ชม 6 คน

คณะกรรมาธิการยุโรปยอมรับการขาดดุลการค้ากับจีนพุ่งกว่า 3.6 แสนล้านยูโร พร้อมหารือมาตรการปกป้องอุตสาหกรรมยุโรปจากสินค้าจีนราคาถูก ขณะที่ EU เตรียมกำหนดทิศทางนโยบายการค้าต่อจีนก่อนการประชุมผู้นำในเดือนมิถุนายนนี้

เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า คณะกรรมาธิการยุโรป (European Commission) ส่งสัญญาณชัดเจนว่า ความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างสหภาพยุโรป (EU) และจีนในรูปแบบปัจจุบันไม่อาจดำเนินต่อไปได้อย่างยั่งยืน หลังคณะกรรมาธิการยุโรปจัดการประชุมหารือเชิงนโยบายระดับสูงเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่าง EU กับจีน เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคมที่ผ่านมา เพื่อกำหนดทิศทางยุทธศาสตร์ในระยะต่อไป

ตามเอกสารสรุปผลการประชุมอย่างเป็นทางการของ European Commission ระบุว่า การหารือดังกล่าวเปิดโอกาสให้คณะผู้บริหารของคณะกรรมาธิการประเมินทั้งโอกาสและความท้าทายที่เกิดขึ้นจากความสัมพันธ์ระหว่าง EU กับจีน ท่ามกลางสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

European Commission ยืนยันว่าแนวทางหลักของ EU ยังคงเป็นการ ลดความเสี่ยง มากกว่าการ ตัดขาดความสัมพันธ์ โดยมุ่งลดการพึ่งพาในภาคส่วนสำคัญ ควบคู่ไปกับการรักษาความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจและการค้า แต่จะดำเนินนโยบายด้วยความเข้มแข็งและสอดประสานกันมากขึ้น

ด้านสำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า EU มองว่าความสัมพันธ์ทางการค้าและการลงทุนกับจีนในปัจจุบันกำลังเผชิญความไม่สมดุลที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะปัญหาการขาดดุลการค้าที่อยู่ในระดับสูง ข้อมูลทางการค้าระบุว่า EU ขาดดุลการค้ากับจีนมากกว่า 360,000 ล้านยูโรในปี 2568 และตัวเลขยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในช่วงไตรมาสแรกของปี 2569

ผู้บริหารของคณะกรรมาธิการยุโรปได้หารือถึงแนวทางปกป้องภาคอุตสาหกรรมของยุโรปจากสินค้านำเข้าราคาถูกจากจีน รวมถึงการหาแหล่งจัดหาวัตถุดิบสำคัญและแร่ธาตุหายากจากประเทศอื่น เพื่อลดความเสี่ยงด้านห่วงโซ่อุปทาน

หนึ่งในประเด็นสำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นหารือคือปัญหากำลังการผลิตส่วนเกินของจีน ซึ่งถูกมองว่าเป็นปัจจัยที่ทำให้สินค้าจีนจำนวนมาก เช่น รถยนต์ไฟฟ้า แผงพลังงานแสงอาทิตย์ เหล็ก และผลิตภัณฑ์เคมี ถูกส่งเข้าสู่ตลาดยุโรปในราคาที่ต่ำกว่าผู้ผลิตภายในภูมิภาคอย่างมีนัยสำคัญ

ก่อนการประชุมดังกล่าว ฝรั่งเศส อิตาลี สเปน เนเธอร์แลนด์ และลิทัวเนีย ได้ร่วมกันจัดทำเอกสารข้อเสนอส่งถึงคณะกรรมาธิการยุโรป เรียกร้องให้ EU ใช้มาตรการป้องกันทางการค้าที่เข้มงวดและเชิงรุกมากขึ้น เพื่อรับมือกับผลกระทบจากสินค้านำเข้าจากจีน

อย่างไรก็ตาม การประชุมครั้งนี้ยังไม่ได้มีการตัดสินใจออกมาตรการใหม่ แต่เป็นการกำหนดกรอบยุทธศาสตร์และทิศทางนโยบาย เพื่อเตรียมนำเข้าสู่การประชุม European Council ของผู้นำ 27 ประเทศสมาชิก EU ในวันที่ 18-19 มิถุนายน 2569

สำนักข่าว Politico รายงานว่า เออร์ซูลา ฟอน เดอร์ ไลเอิน ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป และคณะทำงานสนับสนุนแนวทางที่เข้มงวดมากขึ้นต่อจีน โดยมองว่าความท้าทายทางเศรษฐกิจภายในยุโรปเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ต้องเร่งปรับนโยบาย ขณะที่บางประเทศ โดยเฉพาะเยอรมนี ซึ่งมีความสัมพันธ์ทางการค้ากับจีนในระดับสูง ยังคงแสดงความกังวลว่าการเผชิญหน้าทางเศรษฐกิจอาจส่งผลกระทบต่อภาคการส่งออกของตนเอง

ความสัมพันธ์ระหว่าง EU และจีนเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากนับตั้งแต่ปี 2562 เมื่อ EU เผยแพร่เอกสาร Strategic Outlook ซึ่งกำหนดสถานะของจีนว่าเป็นทั้งคู่เจรจา คู่ค้า และคู่แข่งเชิงระบบในเวลาเดียวกัน

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา EU ได้ทยอยออกมาตรการด้านเศรษฐกิจหลายฉบับ อาทิ Foreign Subsidies Regulation มาตรการปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน และมาตรการตอบโต้การอุดหนุนจากภาครัฐของจีนในอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า

ด้าน South China Morning Post รายงานว่า จีนได้แสดงความกังวลต่อท่าทีของ EU โดยเตือนว่า มาตรการลักษณะดังกล่าวอาจนำไปสู่การกีดกันทางการค้าและการเลือกปฏิบัติ อย่างไรก็ตาม EU ยืนยันว่า การดำเนินการทั้งหมดมีเป้าหมายเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ลดการพึ่งพาในห่วงโซ่อุปทานที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ และสร้างความสมดุลในการเข้าถึงตลาดระหว่างทั้งสองฝ่าย

ประเด็นสำคัญที่ถูกหารือในที่ประชุมยังรวมถึงการกระจายความเสี่ยงของห่วงโซ่อุปทาน การพัฒนาเครื่องมือปกป้องทางการค้ารูปแบบใหม่ และการผลักดันหลักความเท่าเทียมในการเข้าถึงตลาด เพื่อให้ผู้ประกอบการยุโรปได้รับโอกาสทางธุรกิจในจีนในระดับที่ใกล้เคียงกับที่บริษัทจีนได้รับในยุโรป

นักวิเคราะห์จำนวนหนึ่งมองว่า การประชุมครั้งนี้เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของนโยบายเศรษฐกิจยุโรปต่อจีน หลังจากภาคอุตสาหกรรมภายในภูมิภาคเผชิญแรงกดดันจากการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นและภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว แม้จะยังไม่มีการประกาศมาตรการใหม่ในทันที แต่ทิศทางจากกรุงบรัสเซลส์สะท้อนว่า EU มีแนวโน้มใช้เครื่องมือทางการค้าและมาตรการด้านความมั่นคงทางเศรษฐกิจอย่างเป็นระบบมากขึ้นในอนาคต

การหารือดังกล่าวยังเกิดขึ้นก่อนการประชุมกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำ 7 ประเทศ หรือ G7 ในเดือนมิถุนายน ซึ่ง EU และพันธมิตรตะวันตกคาดว่าจะหารือและประสานจุดยืนร่วมกันต่อประเด็นเศรษฐกิจและการค้ากับจีน

ทั้งนี้ จีนยังคงเป็นคู่ค้านำเข้าอันดับหนึ่งของ EU และเป็นตลาดส่งออกอันดับสามของภูมิภาค ขณะที่การขาดดุลการค้าที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องสะท้อนถึงความไม่สมดุลทางเศรษฐกิจระหว่างทั้งสองฝ่าย ท่ามกลางความพยายามของยุโรปในการรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมภายใน และลดการพึ่งพาห่วงโซ่อุปทานจากต่างประเทศในสินค้ายุทธศาสตร์สำคัญ

อ้างอิง: 

แท็กที่เกี่ยวข้อง



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

องค์กรสิทธิฯ เมียนมาร้อง กสม.สอบสวน บ.เครือปตท.ให้เงินบาท หนุน รบ.ทหาร
องค์กรสิทธิฯ เมียนมาร้อง กสม.สอบสวน บ.เครือปตท.ให้เงินบาท หนุน รบ.ทหาร