จากต้นแบบการแปรรูปรัฐวิสาหกิจสู่การยึดคืนกิจการรถไฟครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายทศวรรษ อังกฤษกำลังทบทวนนโยบายที่เคยถูกมองว่าเป็นคำตอบของประสิทธิภาพและการแข่งขัน
อังกฤษกำลังย้อนเข็มนโยบายรถไฟครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายทศวรรษ ด้วยการนำกิจการรถไฟสายหลักกลับมาอยู่ภายใต้การบริหารของรัฐ หลังโมเดลที่เปิดให้เอกชนดำเนินการมานานกว่า 30 ปี ถูกวิพากษ์วิจารณ์ต่อเนื่องเรื่องค่าโดยสารสูง ความล่าช้า และประสิทธิภาพของระบบ การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการเปลี่ยนผู้บริหารรถไฟบางเส้นทาง แต่เป็นการปรับทิศทางนโยบายโครงสร้างพื้นฐานครั้งใหญ่ของสหราชอาณาจักร ซึ่งกำลังถูกจับตาในฐานะหนึ่งในบททดสอบสำคัญของแนวทางบริหารบริการสาธารณะระหว่างรัฐและเอกชน
รัฐบาลสหราชอาณาจักรภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีเคียร์ สตาร์เมอร์ ดำเนินการโอนกิจการของ โกเวีย เทมส์ลิงก์ เรลเวย์ (Govia Thameslink Railway: GTR) ผู้ให้บริการรถไฟรายใหญ่ที่สุดของประเทศเข้าสู่การบริหารของภาครัฐเมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2569 โดยครอบคลุมเส้นทางสำคัญ ได้แก่ เทมส์ลิงก์ (Thameslink), เซาเทิร์น (Southern), เกรตนอร์เทิร์น (Great Northern) และ แกตวิก เอ็กซ์เพรส (Gatwick Express) ซึ่งรองรับผู้โดยสารราวหนึ่งในหกของการเดินทางด้วยรถไฟทั่วประเทศ
จากข้อมูลของรัฐบาลอังกฤษ การโอนกิจการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของแผนปฏิรูประบบรถไฟภายใต้กฎหมาย Passenger Railway Services (Public Ownership) Act 2024 ซึ่งกำหนดให้เมื่อสัญญาของผู้ให้บริการเอกชนสิ้นสุดลง รัฐจะเข้ารับช่วงการดำเนินงานแทน โดยมีเป้าหมายให้บริการรถไฟส่วนใหญ่ในอังกฤษกลับมาอยู่ภายใต้การกำกับของภาครัฐภายในปี 2570
การนำกิจการรถไฟกลับเข้าสู่การบริหารของรัฐครั้งนี้ ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของประเทศที่เคยเป็นหนึ่งในผู้ผลักดันนโยบายเปิดบริการสาธารณะให้เอกชนเข้ามาดำเนินงานมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลกตะวันตก ย้อนกลับไปในช่วงทศวรรษ 2530 รัฐบาลพรรคอนุรักษนิยมภายใต้การนำของจอห์น เมเจอร์ ได้แยกกิจการรถไฟแห่งชาติ บริติช เรล (British Rail) ออกเป็นบริษัทจำนวนมาก ครอบคลุมทั้งระบบราง การเดินรถ สถานี และทรัพย์สินที่เกี่ยวข้อง โดยมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มการแข่งขัน ยกระดับประสิทธิภาพ และลดบทบาทของภาครัฐ
แนวคิดหลักของการปฏิรูปในเวลานั้นคือการแข่งขันจะช่วยยกระดับประสิทธิภาพ เพิ่มทางเลือกแก่ผู้โดยสาร และลดภาระทางการคลังของรัฐบาล ขณะที่ภาคเอกชนจะมีแรงจูงใจในการพัฒนาคุณภาพบริการมากกว่าระบบที่บริหารโดยรัฐเพียงฝ่ายเดียว
ตลอดเวลากว่า 30 ปีที่ผ่านมา ระบบรถไฟของอังกฤษให้ผลลัพธ์ทั้งด้านบวกและด้านลบควบคู่กันไป โดยข้อมูลจากภาคอุตสาหกรรมระบุว่า จำนวนผู้โดยสารรถไฟเพิ่มขึ้นจากยุคบริติชเรลอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะก่อนการระบาดของโควิด-19 ขณะเดียวกันก็มีการลงทุนจัดหาขบวนรถใหม่และเพิ่มความถี่ในการให้บริการในหลายเส้นทาง
อย่างไรก็ตาม ผลประโยชน์ดังกล่าวมาพร้อมกับปัญหาที่สะสมต่อเนื่อง โดยเฉพาะเรื่องค่าโดยสารที่อยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับหลายประเทศในยุโรป ความซับซ้อนของระบบจำหน่ายตั๋ว การล่าช้าของขบวนรถ และการยกเลิกเที่ยวเดินรถในบางช่วงเวลา ซึ่งกลายเป็นประเด็นร้องเรียนสำคัญของผู้โดยสารตลอดหลายปีที่ผ่านมา
จากรายงานของ Transport & Environment และสื่อหลายสำนักในยุโรป พบว่าค่าโดยสารรถไฟในสหราชอาณาจักร โดยเฉพาะตั๋วที่ซื้อในวันเดินทางหรือช่วงเวลาเร่งด่วน มีราคาอยู่ในกลุ่มสูงที่สุดของยุโรป แม้ว่าการจองล่วงหน้าจะช่วยลดค่าใช้จ่ายได้ในหลายเส้นทางก็ตาม
อีกหนึ่งปัญหาที่ถูกหยิบยกขึ้นมาถกเถียงอย่างต่อเนื่องคือโครงสร้างการบริหารที่กระจายออกเป็นหลายหน่วยงาน ภายหลังการแปรรูป ระบบรถไฟอังกฤษถูกแบ่งหน้าที่ออกระหว่างผู้ดูแลโครงสร้างพื้นฐาน ผู้เดินรถ ผู้ให้เช่าขบวนรถ และหน่วยงานกำกับดูแลหลายระดับ ส่งผลให้การประสานงานมีความซับซ้อนและเกิดต้นทุนในการบริหารเพิ่มขึ้น
จากรายงานการสอบสวนอุบัติเหตุทางรถไฟในช่วงต้นทศวรรษ 2540 และ 2550 โดยเฉพาะเหตุการณ์ที่เมืองแฮตฟิลด์ ในปี 2543 และเหตุการณ์ที่พอตเตอร์ส บาร์ ในปี 2545 พบข้อบกพร่องด้านการบำรุงรักษาและการกำกับดูแลผู้รับเหมาช่วง ซึ่งนำไปสู่การวิพากษ์วิจารณ์ระบบที่กระจายความรับผิดชอบออกเป็นหลายส่วน แม้ต่อมามาตรฐานความปลอดภัยของเครือข่ายรถไฟอังกฤษจะได้รับการยกระดับจนอยู่ในระดับสูงของยุโรปก็ตาม
ด้านการเงิน ภาระของภาครัฐยังคงเป็นประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาถกเถียงอย่างต่อเนื่อง แม้เป้าหมายเดิมของการแปรรูปรัฐวิสาหกิจจะมุ่งลดการพึ่งพาเงินอุดหนุนจากรัฐบาล แต่ในทางปฏิบัติ รัฐยังต้องใช้งบประมาณสนับสนุนระบบรถไฟจำนวนมาก โดยเฉพาะในช่วงหลังวิกฤตโควิด-19 ที่จำนวนผู้โดยสารลดลงอย่างรุนแรง
รายงานของรัฐบาลอังกฤษระบุว่า ระบบใหม่ภายใต้หน่วยงานบริหารรถไฟแห่งสหราชอาณาจักร จะมุ่งรวมการวางแผน การบริหารโครงข่าย และการกำหนดนโยบายไว้ภายใต้หน่วยงานเดียวมากขึ้น เพื่อลดความซ้ำซ้อนและเพิ่มความต่อเนื่องในการตัดสินใจด้านการลงทุนระยะยาว
การปฏิรูปครั้งนี้ยังเกิดขึ้นท่ามกลางแรงกดดันจากโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ของประเทศ โดยเฉพาะโครงการรถไฟความเร็วสูงเอชเอส 2 ที่เผชิญปัญหางบประมาณบานปลายและการปรับลดขอบเขตโครงการหลายครั้ง จนกลายเป็นตัวอย่างสำคัญของความท้าทายด้านการบริหารจัดการระบบรางของสหราชอาณาจักร
แม้รัฐบาลพรรคแรงงานจะยืนยันว่าการนำรถไฟบางส่วนกลับมาอยู่ภายใต้การกำกับของรัฐไม่ใช่การย้อนกลับไปสู่รูปแบบเดิมในอดีต แต่เป็นการสร้างระบบใหม่ที่รวมศูนย์การบริหารมากขึ้น ขณะเดียวกันยังเปิดพื้นที่ให้ภาคเอกชนมีส่วนร่วมในด้านการผลิตขบวนรถ การก่อสร้าง และบริการสนับสนุนอื่นๆ อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์ของการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ยังต้องใช้เวลาในการประเมิน
ผู้เชี่ยวชาญด้านคมนาคมจำนวนมากมองตรงกันว่า ความสำเร็จของระบบรถไฟไม่ได้ขึ้นอยู่กับการเป็นเจ้าของโดยรัฐหรือเอกชนเพียงอย่างเดียว หากแต่ขึ้นอยู่กับคุณภาพของการกำกับดูแล การลงทุนระยะยาว และความสามารถในการบริหารจัดการเครือข่ายที่มีความซับซ้อนสูง
สำหรับสหราชอาณาจักร การโอนเครือข่ายรถไฟสายจีทีอาร์กลับเข้าสู่ภาครัฐจึงถือเป็นจุดเริ่มต้นของการปรับโครงสร้างระบบรถไฟครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่ยุคการแปรรูปในทศวรรษ 2530 และเป็นการทบทวนนโยบายสาธารณะที่มีผลกระทบต่อผู้โดยสารหลายล้านคนทั่วประเทศ หลังการทดลองใช้โมเดลที่เปิดบทบาทให้ภาคเอกชนเป็นผู้ดำเนินการมาเป็นเวลานานกว่า 3 ทศวรรษ
อ้างอิง:
Gov.uk: Great British Railways and the public ownership programme
The Guardian: Most of Great Britain's major rail operators are back in public hands – is it working?
UK Legislation: Passenger Railway Services (Public Ownership) Act 2024
The Guardian: Great Western Railway to be nationalised in December
Railway Magazine: UK train fares highest in Europe, study claims




