IMF ชี้ ไทยเหมาะสมเป็นเจ้าภาพประชุมประจำปี 2569 ท่ามกลางบทบาทเอเชียแปซิฟิกที่ขยายตัวแตะ 43% ของ GDP โลก ขณะที่ 191 ประเทศเตรียมหารือ 3 แรงกดดันใหญ่จาก AI ราคาพลังงานสูง และหนี้สาธารณะระดับสูงเป็นประวัติการณ์
เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2569 คริสตาลินา จอร์เจียวา กรรมการผู้จัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ กล่าวสุนทรพจน์ในงาน “2026 Annual Meetings Curtain Raiser: Outlook for the Global Economy and Policy Priorities” ที่สิงคโปร์ ก่อนเดินทางมายังประเทศไทยเพื่อเข้าร่วม การประชุมประจำปี IMF-World Bank 2026 ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 12-18 ตุลาคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพมหานคร โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและผู้ว่าการธนาคารกลางจากประเทศสมาชิก IMF ทั้ง 191 ประเทศ มีกำหนดเข้าร่วมหารือทิศทางเศรษฐกิจโลก ท่ามกลางความไม่แน่นอนและการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
จอร์เจียวาระบุว่า การประชุมครั้งนี้เป็นการกลับมาเป็นเจ้าภาพของไทยในรอบ 35 ปี นับจากครั้งล่าสุดเมื่อปี 2534 ขณะที่ในช่วงเวลาเดียวกัน สัดส่วนผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศของเอเชียแปซิฟิกต่อเศรษฐกิจโลกเพิ่มขึ้นจาก 25% เป็น 43%
นอกจากนี้ ข้อมูลประกอบสุนทรพจน์ของ IMF ยังจัดให้ประเทศไทยอยู่ในกลุ่ม 10 เศรษฐกิจที่มีขนาดดุลการค้าฮาร์ดแวร์ AI สูงสุดในปี 2568 โดยไทยอยู่ในฝั่งดุลการค้าเป็นบวก สะท้อนบทบาทของไทยในห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยีที่กำลังมีความสำคัญเพิ่มขึ้นต่อเศรษฐกิจโลก
จอร์เจียวาระบุว่า การหารือที่ประเทศไทยจะมุ่งไปที่ 3 กระแสสำคัญ ได้แก่ การมาถึงอย่างรวดเร็วของปัญญาประดิษฐ์ ราคาพลังงานที่อยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง และหนี้สาธารณะที่ทำสถิติสูง โดยเศรษฐกิจโลกกำลังถูกดึงไปในสองทิศทางพร้อมกัน คือแรงกระแทกด้านลบจากฝั่งอุปทานพลังงาน และแรงกระตุ้นด้านบวกจากความต้องการลงทุนใน AI
ในด้าน AI จอร์เจียวาเน้นย้ำว่า “ไม่ว่าจะชอบ ไม่ชอบ หรือหวาดกลัว AI เทคโนโลยีดังกล่าวได้เข้ามาแล้ว” และกำลังกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดความได้เปรียบเสียเปรียบของแต่ละประเทศ
โดย IMF ประเมินว่า ฮาร์ดแวร์ AI และผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องมีสัดส่วนมากกว่า 1 ใน 10 ของการค้าสินค้าโลก และยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่ระดับการลงทุนใน AI เมื่อเทียบกับ GDP อาจเพิ่มขึ้นถึงหรือสูงกว่าการลงทุนครั้งใหญ่ในอดีต เช่น ระบบรถไฟ โครงข่ายไฟฟ้า และโทรคมนาคม
อย่างไรก็ตาม จอร์เจียวาเตือนว่า การเติบโตจาก AI ยังไม่ได้กระจายไปทั่วโลกอย่างเท่าเทียม และอาจเพิ่มความเหลื่อมล้ำระหว่างประเทศ ขณะที่ AI ยังทำให้ความต้องการพลังงานเพิ่มขึ้นพร้อมกัน จึงซ้ำเติมแรงกดดันด้านราคาพลังงาน ปุ๋ย อาหาร และวัตถุดิบสำคัญของภาคอุตสาหกรรม ซึ่งมีผลให้เงินเฟ้อสูงขึ้นและการเติบโตทางเศรษฐกิจชะลอลง
IMF ประเมินว่า หากสามารถนำ AI มาใช้อย่างเหมาะสม เทคโนโลยีดังกล่าวอาจเพิ่มอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจโลกได้สูงสุดประมาณ 0.5 จุดเปอร์เซ็นต์ต่อปี โดยการเพิ่มการเติบโตจาก 3% เป็น 3.5% ต่อปี อาจสร้างมูลค่าเศรษฐกิจสะสมในช่วง 10 ปีเทียบเท่ากับการเพิ่มเศรษฐกิจขนาดเท่าอาเซียนอีกหนึ่งแห่งเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจโลก
ขณะเดียวกัน IMF เตือนว่า การเปลี่ยนผ่านเข้าสู่เศรษฐกิจ AI ยังมีความเสี่ยงด้าน ตลาดแรงงาน ความมั่นคงไซเบอร์ เสถียรภาพทางการเงิน และความเสี่ยงจากโมเดล AI ขั้นสูง จึงจำเป็นต้องเตรียมความพร้อมทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล แรงงาน และกรอบกำกับดูแล เพื่อให้ประเทศต่างๆ สามารถใช้ประโยชน์จาก AI พร้อมควบคุมความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น
สำหรับสถานการณ์พลังงาน จอร์เจียวาระบุว่า ราคาน้ำมันยังอยู่ที่ราว 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ขณะที่ภาวะขาดแคลนกำลังการกลั่นทั่วโลกทำให้ส่วนต่างราคาการกลั่นเพิ่มขึ้นอีกราว 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่งผลให้ราคาดีเซลและผลิตภัณฑ์น้ำมันสำเร็จรูปอยู่ในระดับสูงเป็นประวัติการณ์
จอร์เจียวายังเตือนว่า ราคาพลังงานอาจอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง แม้สงครามในภูมิภาคอ่าวจะยุติลงในระยะใกล้ เนื่องจากตลาดซื้อขายล่วงหน้าน้ำมันดิบเบรนท์ยังคาดการณ์ว่า ราคาน้ำมันจะอยู่ในระดับสูงไปจนถึงปี 2570 ขณะที่เอเชียและยุโรปเป็นภูมิภาคที่ได้รับผลกระทบจากข้อจำกัดด้านก๊าซธรรมชาติและการขนส่ง LNG มากเป็นพิเศษ
อีกแรงกดดันสำคัญคือหนี้สาธารณะทั่วโลก ซึ่ง IMF ระบุว่าอยู่ใกล้ระดับสูงที่สุดนับตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 และมีแนวโน้ม เพิ่มเกิน 100% ของ GDP โลก โดยประเทศพัฒนาแล้วเป็นกลุ่มที่มีภาระหนี้สูงที่สุด ขณะที่ต้นทุนการกู้ยืมและภาระดอกเบี้ยเพิ่มสูงขึ้นตามอัตราดอกเบี้ยและผลตอบแทนพันธบัตรที่ปรับตัวขึ้น
จอร์เจียวาระบุว่า หลายประเทศไม่สามารถหวังพึ่งการเติบโตทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียวเพื่อทำให้ภาระหนี้ลดลงได้เหมือนในอดีต เนื่องจากส่วนต่างระหว่างอัตราดอกเบี้ยกับอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจไม่เอื้ออำนวยเท่าเดิม จึงจำเป็นต้องเร่งฟื้นพื้นที่ทางการคลังและจัดทำแผนลดการขาดดุลที่น่าเชื่อถือ
กรรมการผู้จัดการ IMF ทิ้งสารสำคัญถึงผู้กำหนดนโยบายที่จะเดินทางมาประชุมที่กรุงเทพฯ ว่า โลกไม่สามารถเลื่อนการดำเนินนโยบายที่จำเป็นออกไปได้อีก โดยกล่าวว่า “เครื่องมือมีพร้อมแล้ว ถึงเวลานำมาใช้อย่างรอบคอบและเหมาะสม” พร้อมเสนอให้การปรับฐานะการคลังดำเนินควบคู่กับการปกป้องกลุ่มเปราะบาง การปฏิรูปโครงสร้าง ตลาดแรงงาน การเข้าถึงเงินทุน และการสร้างความมั่นคงทางพลังงาน
ช่วงท้ายการหารือ คริสตาลินา จอร์เจียวา ยังสรุปความไม่สมดุลของเศรษฐกิจขนาดใหญ่ในประโยคว่า “สหรัฐต้องออมมากขึ้น จีนต้องใช้จ่ายมากขึ้น และยุโรปต้องลงทุนมากขึ้น” โดย IMF มองว่าความไม่สมดุลที่กำลังเพิ่มขึ้นในเศรษฐกิจหลักไม่เพียงสร้างปัญหาภายในประเทศเหล่านั้น แต่ยังส่งผลต่อระบบเศรษฐกิจโลกโดยรวมด้วย
ข้อมูลเพิ่มเติม: Navigating the Crosscurrents of a Changing World Economy, Kristalina Georgieva, Managing Director, IMF




