News Logo
หน้าแรก
'เอกนิติ' ผ่าทางรอด AI ไทย ดันรายย่อยโตเตือนระวังคลื่นสึนามิตลาดแรงงาน

'เอกนิติ' ผ่าทางรอด AI ไทย ดันรายย่อยโตเตือนระวังคลื่นสึนามิตลาดแรงงาน

12 ต.ค. 2569 12:17
ผู้ชม 12 คน
googleตั้ง Next News เป็นข่าวโปรดบน Google

'เอกนิติ' เปิดแนวทางใช้ปัญญาประดิษฐ์ของไทย ตั้งเป้าใช้ AI เพิ่มผลิตภาพงานเดิม สร้างทักษะและงานใหม่จากการลงทุนเทคโนโลยี พร้อมลดต้นทุนการเข้าถึงเพื่อไม่ให้โอกาสจาก AI กระจุกอยู่เฉพาะบริษัทขนาดใหญ่ ขณะที่ผู้นำเศรษฐกิจและเทคโนโลยีระดับโลกมอง Small AI เป็นโอกาสของประเทศกำลังพัฒนา แต่เตือนว่าหากรัฐบาลนิ่งเฉย AI อาจยิ่งขยายช่องว่างระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจกับการสร้างงาน

เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2569 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวปาฐกถาในเวทีเรือธงของกลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group) หัวข้อ “Small AI, More and Better Jobs” ภายในการประชุมประจำปีกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก หรือ 2026 Annual Meetings of the International Monetary Fund and the World Bank Group ซึ่งประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดขึ้นที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพฯ ระหว่างวันที่ 12-18 ตุลาคม 2569 โดยเวทีดังกล่าวมุ่งหารือการนำ AI ที่ใช้งานได้จริง มีต้นทุนเข้าถึงได้ และเหมาะกับบริบทของประเทศกำลังพัฒนา ไปใช้เพิ่มผลิตภาพ สร้างงาน และขยายโอกาสทางเศรษฐกิจให้ประชาชนในวงกว้าง

นายเอกนิติกล่าวว่า AI กำลังเปลี่ยนทั้งรูปแบบการทำงานของประชาชนและวิธีดำเนินธุรกิจ คำถามสำคัญสำหรับประเทศไทยจึงไม่ใช่เพียงว่าจะนำ AI มาใช้อย่างไร แต่จะใช้เทคโนโลยีดังกล่าวเพื่อสร้างงานที่ดีขึ้นและเพิ่มโอกาสให้ประชาชนได้อย่างไร โดยไทยกำหนดความสำคัญไว้ 3 ด้าน คือการใช้ AI ยกระดับงานที่มีอยู่ การสร้างขีดความสามารถและงานใหม่ และการทำให้ผลประโยชน์จาก AI เข้าถึงทุกคน ภายใต้แนวคิด “AI in all, All in AI และ AI for all”

แกนแรก “AI in all” มุ่งนำ AI เข้าไปเพิ่มผลิตภาพของงานและธุรกิจที่มีอยู่ โดยนายเอกนิติยกตัวอย่างผู้ช่วย AI “นกกระซิบ” ซึ่งถูกฝังอยู่ในแอปพลิเคชันกระเป๋าเงินบนมือถือที่ร้านค้ารายย่อยใช้งานอยู่ ทำหน้าที่เสมือนที่ปรึกษาธุรกิจ ช่วยจัดการสต็อกสินค้าและคำนวณกำไร ปัจจุบันมีร้านค้ารายย่อยเกือบ 1 ล้านแห่งใช้งานระบบดังกล่าว ขณะที่ในอนาคต หากได้รับความยินยอมจากผู้ประกอบการ ข้อมูลธุรกรรมยังสามารถช่วยให้ธนาคารเข้าใจสถานะของธุรกิจได้ดีขึ้น โดยเฉพาะร้านค้าขนาดเล็กที่ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกันหรือประวัติสินเชื่อในระบบ

ในมุมนี้ AI จึงไม่ได้ถูกวางไว้เป็นเพียงเทคโนโลยีสำหรับบริษัทขนาดใหญ่ แต่ถูกนำมาเชื่อมกับปัญหาเดิมของธุรกิจรายย่อย ทั้งการบริหารต้นทุน การจัดการสินค้า และการเข้าถึงสินเชื่อ โดยเปลี่ยนข้อมูลจากการดำเนินธุรกิจให้สามารถนำมาใช้เพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจได้มากขึ้น

แกนที่สอง “All in AI” นายเอกนิติกล่าวถึงการสร้างขีดความสามารถและงานใหม่ในช่วงที่ประเทศไทยกำลังดึงดูดการลงทุนขนาดใหญ่ในศูนย์ข้อมูล เซมิคอนดักเตอร์ บริการคลาวด์ และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง แต่ย้ำว่าการมีเงินลงทุนและโครงสร้างพื้นฐานเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ หากงานและผลประโยชน์ไม่ได้เชื่อมกลับมาถึงแรงงานไทย

“เราไม่สามารถลงทุนเพียงแค่โครงสร้างพื้นฐานเท่านั้น เราต้องทำให้แน่ใจว่าการลงทุนเหล่านี้จะสร้างงานให้กับคนไทยด้วย” นายเอกนิติกล่าว

นายเอกนิติระบุว่า ไทยจึงทำงานร่วมกับนักลงทุนผ่านโครงการด้านการเชื่อมช่องว่างทักษะ โดยร่วมกับสถาบันการศึกษาออกแบบการฝึกอบรมให้ตรงกับทักษะที่ภาคธุรกิจต้องการ เพื่อยกระดับทักษะแรงงานและเชื่อมไปสู่ตำแหน่งงานจริง พร้อมเดินหน้าลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านการประมวลผลและคลาวด์ควบคู่กับการลดต้นทุนในการใช้ AI รวมถึงต้นทุนโทเค็น เพื่อให้สตาร์ทอัพ SMEs และมหาวิทยาลัยสามารถพัฒนาและใช้งาน AI ได้เช่นเดียวกับบริษัทขนาดใหญ่

นายเอกนิติย้ำประเด็นดังกล่าวว่า “เราไม่ต้องการสร้างทางด่วน AI ที่มีราคาแพง ซึ่งมีเพียงบริษัทขนาดใหญ่เท่านั้นที่สามารถจ่ายเพื่อใช้งานได้”

แกนที่สาม “AI for all” มุ่งรับมือผลกระทบจากการเปลี่ยนผ่าน เนื่องจากประชาชนและธุรกิจแต่ละกลุ่มมีความสามารถในการปรับตัวต่อ AI ไม่เท่ากัน แรงงานบางส่วนจำเป็นต้องเรียนรู้ทักษะใหม่ ธุรกิจบางประเภทต้องใช้เวลาและการสนับสนุนเพิ่มเติม ขณะที่ลักษณะของงานบางประเภทจะเปลี่ยนไปตามเทคโนโลยี

“เราต้องทำให้แน่ใจว่าจะไม่มีใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง” นายเอกนิติกล่าว พร้อมระบุว่าหน้าที่ของภาครัฐคือทำให้การเปลี่ยนผ่านดังกล่าวง่ายขึ้น โดยไทยกำลังเชื่อมโยงข้อมูลผ่านโครงสร้างพื้นฐานสาธารณะดิจิทัลและโครงการด้านการคลัง เพื่อให้สามารถออกแบบความช่วยเหลือได้ตรงกับความต้องการของประชาชนมากขึ้น ตั้งแต่การช่วยเหลือด้านรายได้ การฝึกทักษะใหม่ ไปจนถึงการเพิ่มโอกาสเข้าถึงสินเชื่อ

นายเอกนิติกล่าวว่า หัวใจของแนวทางทั้งหมดอยู่ที่การเพิ่มศักยภาพให้ประชาชน ซึ่งเป็นหนึ่งในประเด็นหลักที่ประเทศไทยในฐานะเจ้าภาพต้องการผลักดันในการประชุมครั้งนี้ อย่างไรก็ตาม การสร้างประโยชน์จาก AI จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างประเทศ ควบคู่กับการปกป้องประชาชนจากความเสี่ยงใหม่ เช่น การหลอกลวงออนไลน์และดีปเฟก รวมถึงการสร้างหลักกำกับดูแล AI อย่างมีความรับผิดชอบ

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

ธนาคารโลกชี้ 15 ปีข้างหน้า คนหนุ่มสาว 1.2 พันล้านคนเข้าสู่วัยทำงาน

ในวงเสวนาช่วงแรก นายอาเจย์ บังกา ประธานกลุ่มธนาคารโลก ระบุว่า การสร้างงานกลายเป็นแกนสำคัญของภารกิจกลุ่มธนาคารโลก เนื่องจากในอีกประมาณ 15 ปี จะมีคนหนุ่มสาวราว 1.2 พันล้านคนก้าวเข้าสู่วัย 18 ปี ซึ่งอาจกลายเป็นพลังทางประชากรครั้งใหญ่ หากคนกลุ่มดังกล่าวได้รับทั้งการศึกษา สุขภาพและทักษะที่เหมาะสม พร้อมมีโอกาสเข้าสู่กิจกรรมทางเศรษฐกิจที่สร้างผลิตภาพ

นายอาเจย์กล่าวว่า รัฐบาลมีบทบาทวางรากฐานทั้งโครงสร้างพื้นฐาน ทุนมนุษย์ ธรรมาภิบาล และนโยบาย ขณะที่ภาคเอกชนเป็นแหล่งสร้างงานประมาณ 75-85% ในแต่ละประเทศ สำหรับตลาดเกิดใหม่ ประเด็นสำคัญของ AI จึงไม่ได้จำกัดอยู่ที่โมเดลภาษาขนาดใหญ่ แต่รวมถึงเครื่องมือขนาดเล็กที่ช่วยเพิ่มผลิตภาพในโรงเรียน ระบบสุขภาพ และภาคเกษตร ซึ่งกลุ่มธนาคารโลกต้องการขยายการใช้งาน Small AI ในประเทศตลาดเกิดใหม่

‘ธาร์มัน’ เตือนเศรษฐกิจโต แต่งานอาจไม่โตตาม AI เสี่ยงขยายช่องว่าง

นายธาร์มัน ชันมูการัตนัม ประธานาธิบดีสิงคโปร์ เตือนว่า โลกกำลังเข้าสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่ต่างจากแรงกระแทกชั่วคราว โดยกล่าวว่า “นี่ไม่ใช่ภาวะช็อก ไม่ใช่โรคระบาด แต่นี่คือยุคใหม่ทั้งหมด”

นายธาร์มันระบุว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจยังมีความสำคัญต่อการสร้างงานที่ดี แต่การเติบโตเพียงอย่างเดียวไม่รับประกันว่าจะเกิดการจ้างงานเพิ่มขึ้น โดยจีน อินเดีย และหลายประเทศกำลังพัฒนาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังขยายตัวได้ค่อนข้างดี แต่การสร้างงานกลับอ่อนแรง และ “AI จะทำให้ช่องว่างระหว่างการเติบโตกับการสร้างงานกว้างขึ้น หากเรานิ่งเฉยกับมันมากเกินไป”

นายธาร์มันยังเตือนความเสี่ยงของกำลังแรงงานแบบ K-shaped ซึ่งการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้อาจกระทบแรงงานระดับกลางในวงกว้าง ต่างจากระบบอัตโนมัติระลอกก่อนที่กระทบงานการผลิตระดับล่างมากกว่า พร้อมมองว่าประเทศกำลังพัฒนายังมีโอกาสทั้งในภาคการผลิต พลังงานสีเขียว และบริการสุขภาพ โดยพลังงานหมุนเวียนสามารถสร้างงานได้ประมาณ 3 เท่าของพลังงานฟอสซิลเมื่อเทียบกับเงินลงทุนจำนวนเท่ากัน ขณะที่ AI ยังอาจทำให้เส้นแบ่งระหว่าง “ลูกจ้าง” กับ “ผู้ประกอบการ” ลดลง และเอื้อให้เกิดธุรกิจที่เริ่มต้นจากคนเพียงคนเดียวมากขึ้น

IMF มองไทยอยู่ในห่วงโซ่โครงสร้างพื้นฐาน AI

นางคริสตาลินา จอร์เจียวา กรรมการผู้จัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ กล่าวว่า ผลกระทบระลอกแรกของ AI เกิดขึ้นแล้วในรูปของแรงกระตุ้นด้านอุปสงค์และการลงทุน โดยเฉพาะการก่อสร้างศูนย์ข้อมูลและการลงทุนในโมเดล AI ซึ่งช่วยเพิ่มการเติบโตในบางประเทศ ขณะที่ห่วงโซ่อุปทานไม่ได้มีเฉพาะประเทศผู้ผลิต AI รายใหญ่ เช่น สหรัฐฯ จีน และอินเดีย แต่ยังรวมประเทศที่สร้างโครงสร้างพื้นฐานรองรับ AI ซึ่งหลายประเทศอยู่ในเอเชีย รวมถึงประเทศไทยด้วย

นางคริสตาลินามองว่า ระลอกถัดไปที่สำคัญกว่าคือ “การนำ AI ไปใช้” ซึ่งเปิดโอกาสให้ประเทศต่างๆ มีส่วนร่วมได้กว้างขึ้น แต่ประเทศกำลังพัฒนาต้องมีเงื่อนไขพื้นฐาน ทั้งไฟฟ้า โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ความพร้อมของประชาชน และระบบภาครัฐที่สามารถป้องกันความเสี่ยงจากผู้ไม่หวังดีได้ โดย IMF ประเมินว่า AI อาจเพิ่มการเติบโตของประเทศพัฒนาแล้วในเอเชียราว 0.5-1 จุดเปอร์เซ็นต์ และเพิ่มการเติบโตของตลาดเกิดใหม่ในเอเชียประมาณ 0.2-0.8 จุดเปอร์เซ็นต์

เปรียบ AI เป็น “สึนามิเคลื่อนตัวช้า” กระทบงานโลก 40%

กรรมการผู้จัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ เตือนว่า โอกาสทางเศรษฐกิจจาก AI จะเกิดขึ้นพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในตลาดแรงงาน โดยเฉพาะแรงงานรุ่นใหม่ที่กำลังเข้าสู่ตำแหน่งงานระดับเริ่มต้น ซึ่งเดิมมักเป็นงานประจำและงานที่มีลักษณะทำซ้ำ ก่อนใช้เป็นจุดเริ่มต้นในการพัฒนาทักษะและเติบโตในสายอาชีพ

“มันเป็นสึนามิที่เคลื่อนตัวช้า แต่มันก็คือสึนามิอยู่ดี ผลกระทบต่องานทั่วโลกเมื่อเวลาผ่านไป เราประเมินว่าจะอยู่ที่ประมาณ 40% ของงาน ซึ่งอาจถูกยกระดับ ถูกลดบทบาท หรือถูกกำจัดออกไป” นางคริสตาลินากล่าว พร้อมระบุว่า ในประเทศพัฒนาแล้ว สัดส่วนงานที่อาจได้รับผลกระทบอยู่ที่ประมาณ 60% ขณะที่ประเทศรายได้ต่ำอยู่ที่ประมาณ 23% แต่ตัวเลขที่ต่ำกว่าไม่ได้หมายความว่าประเทศรายได้ต่ำจะปลอดภัยกว่า หากเป็นผลจากการที่ AI ยังเข้าไม่ถึงในระดับเดียวกับประเทศพัฒนาแล้ว

นางคริสตาลินายังยกผลการศึกษาในสหรัฐฯ ซึ่งพบว่า ปัจจุบันงานประมาณ 10% ต้องการทักษะด้าน AI โดยงานที่ต้องการทักษะสูงมีค่าตอบแทนสูงขึ้น ขณะที่งานประจำและงานที่มีลักษณะทำซ้ำเริ่มหดตัว ส่วนงานค่าตอบแทนต่ำกลับเพิ่มขึ้นในบางสาขา เช่น การก่อสร้างที่เกี่ยวข้องกับศูนย์ข้อมูลและภาคบริการ ทำให้แรงงานรุ่นใหม่เป็นกลุ่มที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ หากตำแหน่งงานระดับเริ่มต้นที่เคยใช้เป็นบันไดขั้นแรกของอาชีพลดจำนวนลง

นอกจากนี้ IMF มองว่ารัฐบาลจำเป็นต้องปรับระบบการศึกษาไปสู่การเรียนรู้ตลอดชีวิต และเตรียมรับการเปลี่ยนแปลงด้านการคลัง หากโครงสร้างตลาดแรงงานในอนาคตมีสัดส่วนแรงงานลดลงแต่ทุนมีบทบาทเพิ่มขึ้น เพราะอาจกระทบฐานรายได้ภาษีที่รัฐบาลใช้สนับสนุนประชาชนในการปรับตัวต่อ AI โดยนางคริสตาลินาระบุว่า แม้ยังไม่สามารถคาดการณ์ได้ชัดเจนว่าโลกการทำงานในอีก 5 ปีจะมีหน้าตาอย่างไร แต่รัฐบาลต้องติดตามข้อมูล ประเมินผลกระทบ และลงมือปรับนโยบายตามการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น

งานใหม่ไม่จำเป็นต้องรอเรียน 20 ปี

ในวงเสวนาช่วงที่ 2 นางฮิเมนา ลินโกลาโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี ความรู้และนวัตกรรมของชิลี กล่าวว่า AI กำลังสร้างงานประเภทใหม่ที่สามารถฝึกทักษะได้ในเวลาไม่นาน เช่น ผู้ทำหน้าที่กำกับข้อมูลหรือ Data Annotator ซึ่งสามารถฝึกอบรมได้ภายในประมาณ 4-5 เดือน ทำให้ระบบการศึกษาจำเป็นต้องเปลี่ยนจากแนวคิด “เรียนให้จบก่อนแล้วจึงทำงาน” ไปสู่การเรียนรู้และพัฒนาทักษะตลอดชีวิต รวมถึงให้ความสำคัญกับการศึกษาสายอาชีพและการฝึกงานมากขึ้น

นางแคทลีน รีน หัวหน้าฝ่ายกิจการระดับโลกและการพัฒนาตลาด SpaceXAI ยกกรณีเอลซัลวาดอร์ที่กำลังพัฒนาระบบการศึกษาที่ใช้ AI ระดับประเทศ โดยเริ่มจากโรงเรียน 5,000 แห่งและนักเรียน 1 ล้านคน ใช้ AI เป็นผู้ช่วยเรียนรู้เฉพาะบุคคล แต่ยังให้ครูเป็นศูนย์กลางของห้องเรียน พร้อมติดตามผลการเรียนรู้แบบเรียลไทม์ นางแคทลีนย้ำว่าโครงการลักษณะนี้ไม่สามารถเกิดขึ้นได้หากขาดความร่วมมือกับรัฐบาล และเป้าหมายไม่ควรหยุดอยู่ที่การนำเทคโนโลยีไปส่งมอบ แต่ต้องทำให้แต่ละประเทศสามารถออกแบบเทคโนโลยีของตนเองได้

ด้าน นายโดรอน อาฟนี รองประธานฝ่ายนโยบายสาธารณะและตลาดเกิดใหม่ของ Google ยกตัวอย่าง AgriConnect ในอินเดีย ซึ่งเปิดให้เกษตรกรพูดคุยกับโทรศัพท์เพื่อสอบถามเรื่องพืชผล สินเชื่อ และการขายผลผลิต โดยทำงานอยู่บนโครงสร้างพื้นฐานสาธารณะดิจิทัล ไม่จำเป็นต้องใช้โมเดล AI ระดับแนวหน้า แต่ใช้เครื่องมือที่ออกแบบให้เหมาะกับงานและสามารถทำงานบนโทรศัพท์ทั่วไปได้

นายโดรอนเปิดเผยว่า ความร่วมมือ Global Alliance on Digital Public Infrastructure ตั้งเป้าเข้าถึงประชาชน 100 ล้านคนใน 25 ประเทศ พร้อมประกาศว่า Google.org จะสนับสนุนเงิน 2.5 ล้านดอลลาร์ เพื่อช่วยขยายโครงการลักษณะดังกล่าวผ่านกลุ่มธนาคารโลกและบรรษัทการเงินระหว่างประเทศ โดยตั้งเป้าเพิ่มเกษตรกรเข้าสู่ AgriConnect อีก 1 ล้านคนภายในสิ้นปี 2570 เริ่มจากอินเดีย ไนจีเรีย เคนยา เอธิโอเปีย บราซิล และฟิลิปปินส์

นายปิแอร์ ลาปอร์ต รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง การวางแผนเศรษฐกิจ การค้าและการลงทุนของเซเชลส์ กล่าวว่า รัฐบาลเซเชลส์กำลังใช้ AI สนับสนุนการศึกษาและสร้างแรงงานที่มีทักษะดิจิทัล เพื่อนำไปยกระดับภาคเศรษฐกิจสำคัญ เช่น การท่องเที่ยว เศรษฐกิจสีน้ำเงิน และบริการทางการเงิน รวมถึงการใช้ AI ช่วยบริหารทรัพยากรประมงและติดตามรูปแบบสภาพภูมิอากาศ ซึ่งมีความสำคัญต่อประเทศเกาะขนาดเล็ก

ขณะที่ นายวิลาส ดาร์ ประธานมูลนิธิแพทริก เจ. แมคโกเวิร์น เตือนว่า การมีเครื่องมือ AI หรือมีข้อมูลมากขึ้นไม่ได้หมายความว่าประชาชนจะมีอำนาจตัดสินใจมากขึ้นโดยอัตโนมัติ หากไม่มีการลงทุนในระบบนิเวศทางสังคมและสถาบันที่ทำให้เทคโนโลยีตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนจริง

“ข้อมูลไม่ได้เท่ากับอำนาจในการตัดสินใจ และคำมั่นสัญญาไม่ได้เท่ากับพลัง หากเราไม่ลงทุนในแนวทางที่มอง AI ทั้งระบบสังคม” นายวิลาสกล่าว พร้อมสรุปว่า “AI ไม่ใช่เรื่องราวเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ แต่เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับผู้คน”

นายวิลาสยังมองว่า รัฐบาลไม่ควรอยู่ในฐานะเพียงผู้รับเทคโนโลยีที่บริษัทนำเสนอ แต่ต้องมีความสามารถกำหนดว่าเทคโนโลยีควรถูกใช้เพื่อสร้างผลลัพธ์ด้านการพัฒนาอย่างไร โดยเฉพาะประเด็นศูนย์ข้อมูล การเฝ้าระวัง การคุ้มครองข้อมูล และผลกระทบของ AI ต่อการจ้างงาน ซึ่งควรถูกกำหนดผ่านนโยบายสาธารณะ ไม่ใช่ปล่อยให้บริษัทเทคโนโลยีเป็นผู้กำหนดทิศทางเพียงฝ่ายเดียว

นางฮิเมนากล่าวในช่วงท้ายว่า การดูแลประชาชนอย่างรับผิดชอบกับการเดินหน้านวัตกรรมไม่ควรถูกมองเป็นสองทางเลือกที่ต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง โดยรัฐบาลจำเป็นต้องทำทั้งสองด้านพร้อมกัน และต้องเร่งสร้างความรู้ให้ประชาชนสามารถใช้เทคโนโลยีได้อย่างเข้าใจ

“ความกลัวทำให้เราเป็นอัมพาต และความกลัวเกิดจากการไม่รู้ ความรู้คือพลัง ยิ่งเราฝึกคนมากเท่าไร เราก็ยิ่งไม่ต้องเป็นเพียงผู้โดยสาร และสามารถลดความเสี่ยงได้มากขึ้น” นางฮิเมนากล่าว

ข่าวที่เกี่ยวข้อง: เปิดโปรแกรม IMF-World Bank 2026 จับตาเศรษฐกิจโลก-AI-วาระไทย

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ก

ก

ก



ก

ก

ก

section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

เปิดโปรแกรม IMF-World Bank 2026 จับตาเศรษฐกิจโลก-AI-วาระไทย
เปิดโปรแกรม IMF-World Bank 2026 จับตาเศรษฐกิจโลก-AI-วาระไทย