เศรษฐกิจไทยเผชิญ 4 พายุใหญ่ ทั้งราคาพลังงานพุ่ง ความแตกแยกทางเศรษฐกิจโลก ต้นทุนทางการเงินสูง และการเปลี่ยนแปลงจาก AI ที่อาจทิ้งผู้ประกอบการรายเล็กและผู้มีรายได้น้อยไว้ข้างหลัง ขณะที่ IMF เตือนเศรษฐกิจโลกพึ่งพาการลงทุน AI มากเกินไป เสี่ยงกระทบวงกว้างหากกระแสลงทุนสะดุด
เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2569 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวระหว่างการเสวนา Debate on the Global Economy: Forging Resilient and Dynamic Economies for the Future ในการประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก (IMF-World Bank Annual Meetings 2026) ที่กรุงเทพฯ โดยเปรียบเศรษฐกิจไทยเป็นเรือลำเล็กที่กำลังเผชิญพายุหลายลูกพร้อมกัน แม้ไทยจะมีพื้นฐานเศรษฐกิจที่ค่อนข้างมั่นคง แต่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงผลกระทบจากความเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลกได้
พายุลูกที่ 1 ราคาพลังงานที่สูงขึ้น นายเอกนิติระบุว่าไทยยังต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจำนวนมาก เมื่อราคาพลังงานโลกปรับตัวสูงขึ้น ต้นทุนของประเทศจึงเพิ่มตามไปด้วย ตั้งแต่ค่าใช้จ่ายในการขนส่ง การผลิตสินค้า ไปจนถึงค่าครองชีพของประชาชน โดยเฉพาะครัวเรือนรายได้น้อยที่มีความสามารถในการรับภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นจำกัด ขณะที่ผู้ประกอบการขนาดเล็กต้องเผชิญต้นทุนที่สูงขึ้นในช่วงที่เศรษฐกิจยังเติบโตไม่เต็มศักยภาพ
พายุลูกที่ 2 ความแตกแยกทางเศรษฐกิจและการเปลี่ยนแปลงห่วงโซ่อุปทานโลก นายเอกนิติอธิบายว่า ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และการแข่งขันระหว่างประเทศทำให้บริษัทข้ามชาติกระจายฐานการผลิตและแหล่งจัดหาสินค้าเพื่อลดความเสี่ยง ไทยจึงมีโอกาสได้รับการลงทุนจากต่างชาติที่ต้องการย้ายหรือขยายฐานการผลิต แต่ในเวลาเดียวกัน ธุรกิจที่ไม่สามารถเข้าไปอยู่ในห่วงโซ่อุปทานใหม่อาจสูญเสียโอกาสทางการค้าและถูกทิ้งห่างจากคู่แข่ง
พายุลูกที่ 3 ต้นทุนทางการเงินจากอัตราดอกเบี้ยและผลตอบแทนพันธบัตรที่อยู่ในระดับสูง ซึ่งเพิ่มภาระการกู้ยืมและการชำระหนี้ในหลายประเทศ นายเอกนิติระบุว่าไทยยังได้เปรียบจากการรักษาวินัยการคลังและเสถียรภาพเศรษฐกิจ โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยอายุ 10 ปีอยู่ที่ประมาณ 2.3% ต่ำกว่าสหรัฐอเมริกาและหลายประเทศในยุโรป อย่างไรก็ตาม การรักษาเสถียรภาพไม่ใช่เป้าหมายสุดท้ายของการบริหารเศรษฐกิจ เพราะรัฐบาลยังจำเป็นต้องปฏิรูปโครงสร้างและสร้างความสามารถในการแข่งขันให้ภาคธุรกิจ
พายุลูกที่ 4 AI ซึ่งกำลังเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจและการทำงานทั่วโลก นายเอกนิติระบุว่า ประเทศและธุรกิจที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทาน AI มีโอกาสได้รับประโยชน์จากความต้องการลงทุนที่เพิ่มขึ้น โดยไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับอานิสงส์ดังกล่าว แต่ธุรกิจและแรงงานที่เข้าไม่ถึงเทคโนโลยีอาจเสียเปรียบมากขึ้น รัฐบาลจึงต้องเร่งช่วยให้ SMEs และประชาชนปรับตัว เพราะการมีเงินลงทุนด้านเทคโนโลยีไหลเข้าประเทศไม่ได้หมายความว่าทุกภาคส่วนจะได้รับประโยชน์อย่างเท่าเทียมกัน
ด้าน คริสตาลินา จอร์เจียวา กรรมการจัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund: IMF) ระบุว่า IMF ปรับเพิ่มคาดการณ์เศรษฐกิจของบางประเทศที่ได้รับประโยชน์จากกระแสการลงทุน AI โดยแบ่งเป็นประเทศที่มีบทบาทในการพัฒนาเทคโนโลยี เช่น สหรัฐอเมริกา จีน และอินเดีย รวมถึงประเทศที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานอย่างไทยและเกาหลีใต้ แต่การเติบโตที่เกิดจาก AI ยังไม่กระจายไปทั่วเศรษฐกิจโลก เพราะประเทศที่ได้รับผลกระทบจากสงครามและต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงานกลับเผชิญแนวโน้มเศรษฐกิจที่อ่อนแอลง
จอร์เจียวาอธิบายว่า แม้ IMF ยังคงคาดการณ์เศรษฐกิจโลกปี 2569 จะขยายตัว 3.1% แต่การเติบโตดังกล่าวมีความเปราะบางมากกว่าที่ตัวเลขรวมแสดงให้เห็น เนื่องจากแรงขับเคลื่อนสำคัญกำลังมาจากการลงทุน AI จนเปรียบได้กับ เศรษฐกิจโลกที่กำลังยืนอยู่บนขาข้างเดียว หากความคาดหวังต่อเทคโนโลยีสูงเกินกว่าผลตอบแทนที่เกิดขึ้นจริง นักลงทุนอาจผิดหวังและชะลอการลงทุน ซึ่งจะสร้างแรงกดดันต่อเศรษฐกิจและตลาดการเงิน โดยความเสี่ยงนี้มีความเกี่ยวข้องกับไทยในฐานะหนึ่งในประเทศที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทาน AI
ด้าน คีเรียกอส ปิเอร์ราคาคิส ประธานกลุ่มยูโรและรัฐมนตรีเศรษฐกิจและการคลังกรีซ ระบุว่า อัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นทำให้นักลงทุนจับตาฐานะการคลังของแต่ละประเทศมากขึ้น ขณะที่รัฐบาลต้องแข่งขันกับบริษัทเทคโนโลยีเพื่อดึงดูดเงินทุนสำหรับพัฒนา AI โดยยุโรปยังเผชิญปัญหาผลิตภาพแรงงานที่เติบโตเฉลี่ยเพียง 1.1% ต่อปีตลอด 30 ปีที่ผ่านมา เทียบกับสหรัฐฯ ที่ 1.8%
ส่วน ลุยส์ กาปูโต รัฐมนตรีเศรษฐกิจอาร์เจนตินา เตือนว่า ความสามารถในการรับมือวิกฤตของเศรษฐกิจโลกไม่ใช่หลักประกันว่าจะรับแรงกระแทกได้ตลอดไป โดยเฉพาะเมื่อปัญหาในประเทศเศรษฐกิจสำคัญเพียงแห่งเดียวอาจลุกลามเป็นความเสี่ยงต่อระบบการเงินโลก
ขณะที่ โอลาเยมิ คาร์โดโซ ผู้ว่าการธนาคารกลางไนจีเรีย ยกตัวอย่างการใช้นโยบายการเงินเข้มงวดควบคู่กับการปฏิรูปตลาดอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งช่วยให้อัตราเงินเฟ้อของไนจีเรียลดลงจากระดับประมาณ 34% เหลือ 15% พร้อมฟื้นความเชื่อมั่นของนักลงทุน โดยทั้งสามประเทศต่างให้ความสำคัญกับการรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจควบคู่กับการปฏิรูปเพื่อรองรับความเสี่ยงระยะยาว
กรรมการจัดการ IMF เตือนด้วยว่า ราคาพลังงานและอาหารที่สูงขึ้น ประกอบกับความต้องการลงทุนด้าน AI อาจเพิ่มแรงกดดันต่อเงินเฟ้อ ทำให้ธนาคารกลางบางประเทศต้องใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดต่อไป ขณะเดียวกัน หลายประเทศมีหนี้สาธารณะและการขาดดุลการคลังอยู่ในระดับสูง เมื่ออัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น ต้นทุนชำระหนี้ก็เพิ่มตาม ส่งผลให้รัฐบาลมีเงินเหลือน้อยลงสำหรับรับมือวิกฤตครั้งใหม่ IMF จึงเสนอให้ประเทศต่าง ๆ ลดความเปราะบางทางการคลังและฟื้นฟูเงินสำรองสำหรับรับมือความเสี่ยงในอนาคต
อีกปัญหาที่จอร์เจียวาให้ความสำคัญคือความไม่สมดุลระหว่างเศรษฐกิจขนาดใหญ่ โดยเฉพาะจีนที่พึ่งพาการส่งออกมาก ขณะที่การบริโภคภายในประเทศยังไม่เพียงพอ ส่วนสหรัฐอเมริกามีการออมต่ำและเผชิญปัญหาหนี้กับการขาดดุลการคลัง ความแตกต่างดังกล่าวส่งผลต่อประเทศอื่นผ่านการแข่งขันทางการค้าและการเคลื่อนย้ายเงินทุน โดยประเทศกำลังพัฒนาต้องแข่งขันกับกำลังการผลิตของจีน ขณะเดียวกันก็ต้องแข่งขันกันดึงดูดเงินลงทุนจากต่างประเทศ ซึ่งเป็นความท้าทายต่อไทยที่พึ่งพาการส่งออกและการลงทุนจากต่างชาติ
สำหรับแนวทางลดความเสี่ยงจากเศรษฐกิจโลก นายเอกนิติเสนอให้อาเซียนเพิ่มการค้าระหว่างกัน โดยระบุว่าปัจจุบันการค้าภายในภูมิภาคมีสัดส่วนประมาณ 22% เทียบกับสหภาพยุโรปที่มีสัดส่วนประมาณ 60% แม้อาเซียนจะมีประชากรราว 700 ล้านคนและเป็นตลาดที่ยังเติบโต แต่ประเทศสมาชิกยังมีโอกาสขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจได้อีกมาก การเพิ่มการค้าภายในภูมิภาคจึงเป็นหนึ่งในแนวทางลดการพึ่งพาตลาดภายนอกและรองรับความผันผวนจากความขัดแย้งทางการค้าโลก
ด้านพลังงาน นายเอกนิติยกตัวอย่าง โครงข่ายไฟฟ้าอาเซียน (ASEAN Power Grid) ซึ่งมีเป้าหมายเชื่อมโยงระบบไฟฟ้าของประเทศสมาชิก โดยเฉพาะการส่งไฟฟ้าพลังน้ำจากลาวผ่านไทยและมาเลเซียไปยังสิงคโปร์ ความร่วมมือนี้ช่วยเปิดโอกาสให้ประเทศที่มีทรัพยากรพลังงานแตกต่างกันสามารถซื้อขายไฟฟ้าระหว่างกันได้มากขึ้น และเป็นหนึ่งในแนวทางเพิ่มความมั่นคงทางพลังงานในระยะยาว เพื่อลดความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาดพลังงานโลก
นอกจากนี้ นายเอกนิติยังกล่าวถึงความร่วมมือด้านเศรษฐกิจดิจิทัลภายใต้กรอบความตกลงเศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียน (Digital Economy Framework Agreement: DEFA) ซึ่งมุ่งเชื่อมโยงระบบดิจิทัลระหว่างประเทศ รวมถึงแนวทางเชื่อมระบบยืนยันตัวตนดิจิทัลของไทยกับมาเลเซีย สิงคโปร์ และอินโดนีเซีย ขณะที่ระบบชำระเงินข้ามพรมแดนผ่าน QR Code ซึ่งมีการเชื่อมโยงระหว่างไทยกับประเทศเพื่อนบ้านแล้ว ช่วยอำนวยความสะดวกให้การค้าและการท่องเที่ยว พร้อมย้ำว่าไทยต้องเปิดตลาดกับประเทศนอกภูมิภาคควบคู่กัน โดยเฉพาะการเจรจาความตกลงการค้าเสรีกับสหภาพยุโรป
ในด้านการลงทุน นายเอกนิิติระบุว่าไทยกำลังใช้โอกาสจากการกระจายฐานการผลิตทั่วโลกดึงดูดอุตสาหกรรมใหม่ ทั้ง AI อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ และยานยนต์ไฟฟ้า แต่เป้าหมายไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการเพิ่มจำนวนโครงการลงทุนจากต่างชาติ รัฐบาลต้องการใช้การลงทุนเหล่านี้เพิ่มศักยภาพของแรงงานและผู้ประกอบการไทย ผ่านโครงการ Skill Bridge ที่เชื่อมบริษัทต่างชาติกับมหาวิทยาลัยและภาคธุรกิจในประเทศ เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ พัฒนาทักษะ และเปิดโอกาสให้ SMEs ไทยเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานใหม่ พร้อมเร่งลดขั้นตอนและอุปสรรคในการอนุมัติการลงทุน
จอร์เจียวากล่าวทิ้งท้ายว่า ประเทศต่างๆ ไม่สามารถหลีกเลี่ยงการเข้ามาของ AI ได้ แต่สามารถเตรียมความพร้อมให้ประชาชนและภาคธุรกิจใช้เทคโนโลยีสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจ โดย IMF ให้ความสำคัญกับโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ทักษะแรงงาน ความยืดหยุ่นของตลาดแรงงาน การนำ AI ไปใช้ในภาคเศรษฐกิจต่างๆ ตลอดจนกฎระเบียบและจริยธรรม ขณะที่นายเอกนิิติย้ำว่า การรับมือพายุเศรษฐกิจไม่ได้จบที่การรักษาเสถียรภาพ แต่ต้องช่วยให้ประชาชนและธุรกิจปรับตัวได้ทัน โดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อยและ SMEs ซึ่งเป็นกลุ่มเสี่ยงได้รับผลกระทบมากที่สุดจากการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก




