เมียนมาร่างกฎหมายใหม่เอาผิดแก๊งคอลเซ็นเตอร์และหลอกลงทุนคริปโต เสนอใช้โทษประหารกับผู้บังคับเหยื่อทำงานในศูนย์สแกม ขณะที่ผู้ดำเนินการเครือข่ายอาจถูกจำคุกตลอดชีวิต ท่ามกลางแรงกดดันจากปัญหาค้ามนุษย์และอาชญากรรมข้ามชาติที่ขยายตัวหลังรัฐประหารปี 2564
รัฐบาลทหารเมียนมาเผยแพร่ร่างกฎหมายต่อต้านการหลอกลวงออนไลน์ เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2569 โดยเสนอให้ใช้โทษประหารชีวิตกับผู้ที่ใช้ความรุนแรง ทรมาน หรือกักขังบุคคล เพื่อบังคับให้ทำงานในศูนย์สแกมออนไลน์ ขณะที่ผู้ดำเนินการศูนย์หลอกลวงและคดีหลอกลงทุนสกุลเงินดิจิทัล อาจถูกลงโทษจำคุกตลอดชีวิต
รายงานจาก Channel News Asia (CNA) ระบุว่า ร่างกฎหมายดังกล่าวถูกเผยแพร่ผ่านหนังสือพิมพ์ของรัฐ และเปิดให้ประชาชนแสดงความคิดเห็น ก่อนเสนอเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาเมียนมา ซึ่งมีกำหนดประชุมในช่วงต้นเดือนมิถุนายน 2569
ร่างกฎหมายต่อต้านการหลอกลวงออนไลน์ (Anti-Online Scam Bill) มีทั้งหมด 13 บท 63 มาตรา โดยมีเป้าหมายเพื่อปราบปรามการฉ้อโกงออนไลน์ ผ่านความร่วมมือทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงการยึดทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมไซเบอร์ ตลอดจนการปกป้องอธิปไตยและความมั่นคงสาธารณะของประเทศ
CNA รายงานว่า เนื้อหาในร่างกฎหมายระบุชัดว่า ผู้ที่กระทำความรุนแรง การทรมาน การจับกุมและกักขังโดยมิชอบ หรือการปฏิบัติอย่างโหดร้าย เพื่อบังคับให้ผู้อื่นร่วมขบวนการหลอกลวงออนไลน์ อาจถูกตัดสินโทษประหารชีวิต
ส่วนผู้ที่ดำเนินการศูนย์หลอกลวงออนไลน์ และผู้ที่เกี่ยวข้องกับการหลอกลวงด้วยสกุลเงินดิจิทัล จะมีโทษสูงสุดถึงจำคุกตลอดชีวิต
ศูนย์สแกมในเมียนมาขยายตัวอย่างรวดเร็วหลังการรัฐประหารเมื่อปี 2564 โดยอาศัยความไม่มั่นคงทางการเมืองและความขัดแย้งภายในประเทศ จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ข้อมูลจาก FBI ของสหรัฐฯ ระบุว่า เฉพาะผู้เสียหายในสหรัฐฯ สูญเงินจากการหลอกลวงออนไลน์ลักษณะนี้มากกว่า 20,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปีที่ผ่านมา โดยส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับการหลอกสร้างความสัมพันธ์เชิงโรแมนติกเพื่อหวังผลทางการเงิน และการหลอกลงทุนสกุลเงินดิจิทัล
ขณะที่รายงานของ UN Human Rights Office ในปี 2569 ระบุว่า มีผู้ถูกค้ามนุษย์หลายแสนคนจากหลายประเทศ ถูกบังคับให้ทำงานในศูนย์สแกมในเมียนมา กัมพูชา และลาว โดยหลายรายถูกทรมานหรือทำร้ายร่างกาย หากปฏิเสธการทำงานหรือไม่สามารถทำยอดได้ตามเป้าหมาย
หนึ่งในศูนย์สแกมที่ถูกพูดถึงมากที่สุดคือ KK Park ในเมืองเมียวดี ริมชายแดนไทย-เมียนมา โดย Reuters และองค์กรติดตามสถานการณ์หลายแห่งระบุว่า พื้นที่ดังกล่าวขยายตัวจากพื้นที่รกร้างเมื่อปี 2563 กลายเป็นคอมเพล็กซ์ขนาดใหญ่ที่มีระบบรักษาความปลอดภัยเข้มงวด
แม้จะมีปฏิบัติการกวาดล้างเป็นระยะ เช่น การช่วยเหลือและปล่อยตัวผู้ถูกกักขังกว่า 7,000 คนในปี 2568 แต่ Agence France-Presse (AFP) สำนักข่าวระหว่างประเทศของฝรั่งเศส และองค์กรเฝ้าระวังหลายแห่งระบุว่า ศูนย์สแกมจำนวนมากยังคงดำเนินกิจการต่อ และบางแห่งยังขยายตัวเพิ่มขึ้น
ร่างกฎหมายฉบับนี้ยังเสนอให้จัดตั้งคณะกรรมการต่อต้านการหลอกลวงออนไลน์ เพื่อประสานงานกับต่างประเทศ ซึ่งสะท้อนความพยายามของรัฐบาลเมียนมาในการเพิ่มความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อจัดการเครือข่ายอาชญากรรมดังกล่าว
นักวิเคราะห์มองว่า ปัญหาศูนย์สแกมได้สร้างแรงกดดันต่อความสัมพันธ์ระหว่างเมียนมากับจีน เนื่องจากมีทั้งชาวจีนที่ตกเป็นเหยื่อ และเครือข่ายอาชญากรรมจีนที่เข้าไปมีบทบาทในพื้นที่ จนก่อนหน้านี้ศาลจีนมีคำพิพากษาประหารชีวิตผู้เกี่ยวข้องบางราย
การเสนอร่างกฎหมายครั้งนี้ ยังเกิดขึ้นในช่วงที่รัฐบาลภายใต้การนำของ พลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย พยายามปรับภาพลักษณ์ของรัฐบาล หลังเพิ่งเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีพลเรือนเมื่อต้นปีที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม องค์กรด้านประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชนบางแห่งมองว่า ร่างกฎหมายดังกล่าวอาจเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามสร้างความชอบธรรมให้รัฐบาลทหาร ขณะที่ปัญหาหลักอย่างสงครามภายในประเทศ การค้ามนุษย์ และอิทธิพลของกลุ่มติดอาวุธในพื้นที่ชายแดน ยังคงดำเนินต่อไป
Reuters และ Australian Strategic Policy Institute (ASPI) รายงานว่า หลังรัฐประหารปี 2564 จำนวนศูนย์สแกมตามแนวชายแดนไทย-เมียนมาเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยหลายแห่งได้รับการสนับสนุนจากเครือข่ายอาชญากรรมจีนและกลุ่มติดอาวุธในพื้นที่
ผู้รอดชีวิตจำนวนมากให้ข้อมูลตรงกันว่า พวกเขาถูกหลอกด้วยข้อเสนองานรายได้สูง ก่อนถูกยึดหนังสือเดินทาง ถูกกักขัง และถูกบังคับให้เรียนรู้วิธีหลอกลวงออนไลน์ หากไม่สามารถทำยอดได้ตามเป้าหมายที่กำหนดอาจถูกทำร้ายร่างกายหรือทรมาน
แม้ร่างกฎหมายฉบับใหม่จะสะท้อนท่าทีแข็งกร้าวของรัฐบาลเมียนมา แต่ผู้เชี่ยวชาญมองว่า ความสำเร็จในการบังคับใช้จริง ยังขึ้นอยู่กับศักยภาพของรัฐบาลกลางในการควบคุมพื้นที่ชายแดนและเขตอิทธิพลของกลุ่มติดอาวุธ ซึ่งยังมีความซับซ้อนสูงในปัจจุบัน
อ้างอิง:




