News Logo
หน้าแรก
นักวิชาการฟินแลนด์ชี้ ศาลใช้ดุลยพินิจคลุมเครือ คดีค้ามนุษย์แรงงานไทย

นักวิชาการฟินแลนด์ชี้ ศาลใช้ดุลยพินิจคลุมเครือ คดีค้ามนุษย์แรงงานไทย

12 มิ.ย. 2569 06:00
ผู้ชม 3 คน

นักวิชาการฟินแลนด์ชี้โทษจำคุก CEO โพลาริก้า-ผู้ประสานงานชาวไทยคดีค้ามนษย์แรงงานเก็บเบอร์รี่ไม่รุนแรง เหตุเพราะศาลใช้ดุลยพินิจตีความ "ฉ้อฉล" คลุมเครือ หลังคดีก่อนหน้าศาลตัดสินจำคุกผู้ประสานงานคนไทย 3 ปี แต่คดีนี้ศาลตัดสินจำคุกแค่ 9 เดือน

สำนักข่าว Next News รายงานว่า เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2569 สื่อจากประเทศฟินแลนด์รายงานข่าวว่า นักวิชาการจากประเทศฟินแลนด์ได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์คำพิพากษาจำคุกอดีตผู้บริหารบริษัทโพลาริก้า (Polarica) และนายหน้าหญิงไทยที่มีพฤติกรรมค้ามนุษย์แรงงานชาวไทยไปเก็บเบอร์รี่ที่ฟินแลนด์ว่า ไม่ค่อยเข้มงวดเท่าที่ควร

ศาสตราจารย์กิตติคุณด้านกฎหมายอาญาและกระบวนการยุติธรรม นายมัตติ โทลวาเนน ได้ติดตามคดีค้ามนุษย์ในอุตสาหกรรมเบอร์รี่อย่างใกล้ชิด และแสดงความคิดเห็นว่าคำตัดสินในคดีเหล่านี้ "ไม่ค่อยรุนแรงนัก" โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเทียบกับโทษสูงสุดที่เป็นไปได้ แม้ว่าจะมีจำนวนความผิดหลายกระทงก็ตาม นายโทลวาเนนมองว่าคำตัดสินเหล่านี้ "ต่ำกว่าที่ควรจะเป็น" แม้เขาจะเชื่อว่าคำพิพากษาดังกล่าวจะช่วยฟื้นฟูอุตสาหกรรมเบอร์รี่ได้ก็ตาม

นายโทลวาเนนชี้ให้เห็นว่า โทษสูงสุดสำหรับการค้ามนุษย์หนึ่งคดีคือจำคุกหกปี และหากมีหลายคดีก็สามารถเพิ่มเป็นเก้าปีได้ แต่ระบบการลงโทษแบบรวม (unitary sentencing system) กลับเป็นปัญหา โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากมุมมองของผู้เสียหาย เพราะเมื่อมีหลายความผิด ระบบจะ "ให้อภัย" โดยที่โทษไม่ได้รุนแรงขึ้นตามจำนวนความผิด

นายโทลวาเนนยกตัวอย่างว่า หากคดีค้ามนุษย์หนึ่งคดีมีโทษจำคุกประมาณสิบเดือนถึงหนึ่งปี แต่หากมีถึง 30 คดี โทษจะเพิ่มขึ้นเพียงประมาณ 1.5 ปีเท่านั้น ซึ่งเป็นระบบที่เขาเห็นว่าเหมาะสมกับคดีเกี่ยวกับทรัพย์สิน แต่สำหรับคดีที่กระทบต่อชีวิต สุขภาพ หรือสิทธิในการตัดสินใจทางเพศ ระบบนี้อาจจะ "ใจกว้างเกินไป" จากมุมมองของผู้กระทำผิด

เมื่อวันจันทร์ 8 มิถุนายนที่ผ่านมา ศาลแขวงแลปแลนด์ได้ตัดสินจำคุก นายยุกกา คริสโต (Jukka Kristo) อดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัทโพลาริก้า เป็นเวลาสองปีหกเดือนโดยไม่รอลงอาญา สำหรับความผิดฐานค้ามนุษย์ 78 กระทง และสั่งห้ามประกอบธุรกิจเป็นเวลาห้าปี ส่วน นางกัลยากรณ์ "ทุเรียน" พงษ์ หุ้นส่วนชาวไทยของคริสโต ถูกตัดสินจำคุกเก้าเดือน ซึ่งศาลได้พิจารณาลดโทษให้เนื่องจากเธอเคยถูกตัดสินจำคุกสามปีในคดีค้ามนุษย์ที่เกี่ยวข้องกับบริษัทเก็บผลไม้ป่าอีกแห่งหนึ่งเมื่อปีที่แล้ว

คดีของโพลา นี้ถือเป็นคดีค้ามนุษย์ที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ฟินแลนด์ โดยมีแรงงานไทยหลายสิบคนตกเป็นเหยื่อ ศาลพบว่าจำเลยทั้งสองได้ชักชวนแรงงานไทยให้มาเก็บผลไม้ป่าในฟินแลนด์ โดยให้ข้อมูลที่คลาดเคลื่อนเกี่ยวกับรายได้และสภาพการทำงานที่แท้จริง เมื่อแรงงานมาถึงฟินแลนด์ในปี 2565 พวกเขาต้องแบกรับภาระค่าเดินทาง ค่าที่พัก และค่าใช้จ่ายต่างๆ จนเป็นหนี้ตั้งแต่เริ่มทำงาน แม้จะต้องทำงานเป็นเวลานานทุกวันโดยแทบไม่มีวันหยุด แต่กลับมีรายได้เหลือน้อยมากหลังหักค่าใช้จ่าย ซึ่งทำให้การเก็บผลไม้ป่าของแรงงานเหล่านี้กลายเป็นการ "บังคับใช้แรงงาน" ซึ่งเข้าข่ายความผิดฐานค้ามนุษย์ตามกฎหมายฟินแลนด์ นอกจากนี้ ศาลยังพบว่าสภาพที่พักบางแห่งมีคุณภาพต่ำ แออัด และเรียกเก็บค่าที่พักในอัตราที่ไม่สมเหตุสมผล

นอกจากโทษจำคุกและห้ามประกอบธุรกิจแล้ว ศาลยังสั่งให้นายยุกกา,นางกัลยากรณ์ และบริษัทโพลาริก้า ร่วมกันจ่ายเงินชดเชยแก่ผู้เสียหายรวมประมาณ 500,000 ยูโร (18,985,000 บาท) สำหรับความเสียหายทางการเงินและความทุกข์ทรมานทางจิตใจ รวมถึงรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทางกฎหมายเพิ่มเติมอีกประมาณ 400,000 ยูโร (15,188,000 บาท) และปรับบริษัทโพลาริก้า เพิ่มอีก 150,000 ยูโร (5,695,500 บาท) อย่างไรก็ตาม คำพิพากษาดังกล่าวยังไม่ถึงที่สุด เนื่องจากจำเลยทั้งสองยังคงปฏิเสธข้อกล่าวหาและสามารถยื่นอุทธรณ์ได้ ขณะที่ฝ่ายอัยการก็เตรียมยื่นอุทธรณ์เพื่อขอให้ศาลเพิ่มโทษจำคุกเป็นห้าปีตามที่เคยร้องขอไว้

นายโทลวาเนนเชื่อว่าคดีของโพลาริก้า (จะยังคงดำเนินต่อไปในศาลอุทธรณ์และศาลฎีกา คดีนี้ไม่ใช่คดีค้ามนุษย์ในอุตสาหกรรมเบอร์รี่คดีแรกที่ศาลมีคำตัดสิน โดยเมื่อเดือนกันยายนปีที่แล้ว นายแวร์นู วาสุนตะ (Vernu Vasunta) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัทเคียนตามา (Kiantama) และ นางกัลยากรณ์ ผู้ประสานงานของทั้งเคียนตามา และโพลาริก้า ก็ถูกตัดสินจำคุกในระยะยาว นางกัลยากรณ์ ถูกตัดสินจำคุกสามปี และ นายวาสุน ถูกตัดสินจำคุกสามปีหกเดือน โดยไม่รอลงอาญา สำหรับความผิดฐานค้ามนุษย์ร้ายแรง 62 กระทง

นายโทลวาเนนยังให้ความเห็นว่าคำว่า "ฉ้อฉล" (kavaluus) ซึ่งเป็นหนึ่งในเงื่อนไขที่ทำให้การค้ามนุษย์เข้าข่าย "ร้ายแรง" นั้น เป็นแนวคิดที่ตีความยากและไม่ชัดเจนที่สุด ในคดีของเคียนตามา ศาลพิจารณาว่ามีการใช้การฉ้อฉล แต่ในคดีล่าสุดของโพลาริก้า ศาลกลับมองว่าไม่มี จึงใช้ข้อหาค้ามนุษย์แบบปกติแทน

คดีนี้เกิดขึ้นท่ามกลางการตรวจสอบอย่างเข้มงวดของทางการฟินแลนด์ต่ออุตสาหกรรมเก็บผลไม้ป่า ซึ่งพึ่งพาแรงงานต่างชาติจำนวนมาก โดยเฉพาะแรงงานไทย นอกจากคดีค้ามนุษย์แล้ว หน่วยงานด้านการแข่งขันทางการค้าของฟินแลนด์ยังเปิดเผยผลการสอบสวนเมื่อปลายเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาว่า บริษัทเก็บผลไม้ป่าหลายแห่ง รวมถึงโพลาริก้า มีพฤติกรรมร่วมกันกำหนดราคาซื้อผลผลิตจากแรงงานในลักษณะคล้ายการฮั้ว หรือจัดตั้ง "คาร์เทล" ระหว่างปี 2556-2566 เพื่อกดราคาค่าตอบแทนให้ต่ำกว่าที่ควรจะเป็น คดีเหล่านี้จึงถูกมองว่าเป็นหมุดหมายสำคัญในการปราบปรามการแสวงหาประโยชน์จากแรงงานข้ามชาติในอุตสาหกรรมเก็บผลไม้ป่าของฟินแลนด์ และอาจนำไปสู่การปฏิรูปมาตรการคุ้มครองแรงงานต่างชาติในอนาคต

 ที่มา https://yle.fi/a/74-20230627

แท็กที่เกี่ยวข้อง
ค้ามนุษย์



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ทรัมป์ขู่ถล่มอิหร่านหนักคืนนี้ เล็งยึดเกาะน้ำมันหัวใจเศรษฐกิจ
ทรัมป์ขู่ถล่มอิหร่านหนักคืนนี้ เล็งยึดเกาะน้ำมันหัวใจเศรษฐกิจ