ทรัมป์ยื่นคำขาดครั้งสุดท้ายให้อิหร่านเปิดเส้นทางน้ำมันโลกและทำข้อตกลงยุติศึก มิฉะนั้นจะเปิดฉากถล่มหนักโครงสร้างพื้นฐานพลังงานทั่วประเทศ
ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ออกคำเตือนล่าสุดผ่านโซเชียลมีเดียเมื่อวันเสาร์ที่ 4 เมษายน 2569 ตามเวลาไทย โดยให้เวลาอิหร่านเพียง 48 ชั่วโมงในการทำข้อตกลงหรือเปิดช่องแคบฮอร์มุซ มิฉะนั้นจะต้องเผชิญการโจมตีอย่างหนักหน่วง
สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ทรัมป์โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม Truth Social โดยระบุว่า “จำได้ไหม ตอนที่ผมให้เวลาอิหร่าน 10 วัน ให้ทำข้อตกลงหรือเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ตอนนี้เวลาใกล้หมดแล้ว เหลืออีกแค่ 48 ชั่วโมง ก่อนที่ความรุนแรงทั้งหมดจะถาโถมใส่พวกเขา ขอพระเจ้าทรงคุ้มครอง”
คำเตือนดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งในปี 2569 ซึ่งสหรัฐฯ และอิสราเอลยังคงเดินหน้าโจมตีเป้าหมายทางทหารของอิหร่านอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ ขณะที่อิหร่านตอบโต้ด้วยการยิงขีปนาวุธและโดรนใส่ฐานทัพและโครงสร้างพื้นฐานในภูมิภาค
หนึ่งในจุดศูนย์กลางของความตึงเครียดคือ ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันหลักของโลก โดยอิหร่านถูกกล่าวหาว่าขัดขวางการเดินเรือ โดยเฉพาะเรือบรรทุกน้ำมัน ส่งผลให้ราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงและกระทบต่อการค้าระหว่างประเทศ
ก่อนหน้านี้ ทรัมป์เคยตั้งเส้นตาย 10 วันให้อิหร่านทำข้อตกลงหรือเปิดช่องแคบ แต่ล่าสุดได้ยืนยันว่าเหลือเวลาเพียง 48 ชั่วโมงก่อนจะยกระดับมาตรการ
สำนักข่าว Irish Independent รายงานเพิ่มเติมว่า ทรัมป์ยังคงย้ำคำขู่เดิมเกี่ยวกับการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของอิหร่าน รวมถึงโรงไฟฟ้า หากอิหร่านไม่ปฏิบัติตาม โดยอ้างว่าศักยภาพทางทหารของอิหร่านถูกทำลายลงไปอย่างหนักแล้ว
ในขณะเดียวกัน ยังมีรายงานการค้นหานักบินสหรัฐฯ ที่สูญหาย หลังเกิดเหตุเครื่องบินรบ 2 ลำตกในพื้นที่ใกล้เคียง หนึ่งในนั้นเป็นเครื่องบินขับไล่ F-15 โดยฝ่ายอิหร่านได้เรียกร้องให้ประชาชนช่วยค้นหาผู้รอดชีวิต
สถานการณ์ที่ตึงเครียดนี้เริ่มส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกอย่างชัดเจน โดยเฉพาะประเทศในเอเชียที่พึ่งพาการนำเข้าน้ำมันจากอ่าวเปอร์เซีย เนื่องจากการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซคิดเป็นประมาณ 20% ของปริมาณน้ำมันโลกทั้งหมด
ทรัมป์ยังคงใช้แนวทางการทูตผ่านโซเชียลมีเดียอย่างต่อเนื่อง โดยมักโพสต์ข้อความเชิงกดดันควบคู่ไปกับการวิพากษ์วิจารณ์ฝ่ายต่างๆ ในเวลาเดียวกัน
สำหรับจุดเริ่มต้นของความขัดแย้งครั้งนี้ ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งสหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดปฏิบัติการโจมตีครั้งใหญ่เกือบ 900 ครั้งภายในเวลา 12 ชั่วโมง โดยมุ่งเป้าไปที่ฐานขีปนาวุธ ระบบป้องกันภัยทางอากาศ และโครงสร้างพื้นฐานทางทหารของอิหร่าน
หลังจากนั้น อิหร่านได้ตอบโต้ด้วยการยิงขีปนาวุธและโดรนใส่สถานทูตและฐานทัพของสหรัฐฯ ในหลายประเทศแถบอ่าวเปอร์เซีย รวมถึงการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและเรือในบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ
ผลกระทบที่เกิดขึ้นตามมา ได้แก่ การหยุดชะงักของเที่ยวบินในตะวันออกกลาง การเปลี่ยนเส้นทางของเรือสินค้า รวมถึงภาวะขาดแคลนน้ำมันในบางพื้นที่ ซึ่งส่งผลให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว
แม้ทรัมป์จะระบุว่าสหรัฐฯ สามารถเปิดช่องแคบฮอร์มุซได้ภายในเวลาไม่นาน แต่ผู้เชี่ยวชาญหลายฝ่ายเตือนว่า การใช้กำลังทางทหารอาจทำให้ความขัดแย้งยืดเยื้อ และสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจโลกมากยิ่งขึ้น
ขณะที่อิหร่านปฏิเสธข้อเรียกร้องบางส่วนของสหรัฐฯ และยังคงยืนยันสิทธิในการควบคุมช่องแคบตามกฎหมายระหว่างประเทศ
ทั้งนี้ ความเคลื่อนไหวล่าสุดเกิดขึ้นในช่วงที่ความพยายามเจรจาทางการทูตยังคงมีอยู่ในวงจำกัด และหลายประเทศในภูมิภาคกำลังติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ท่ามกลางความกังวลว่าความตึงเครียดอาจลุกลามบานปลายได้ทุกเมื่อ
อ้างอิง:
Metro.co.uk: Donald Trump warns Iran it has '48h before all hell will rain down'
Irish Independent: Trump gives Tehran 48 hours to open Hormuz Strait or 'all hell' will rain down




