หลายมหาวิทยาลัยในสหรัฐฯ เกิดเหตุบัณฑิตส่งเสียงโห่ระหว่างปาฐกถาเกี่ยวกับ AI ท่ามกลางความกังวลว่าปัญญาประดิษฐ์กำลังลดโอกาสงานของคนรุ่นใหม่และเปลี่ยนตลาดแรงงานเร็วกว่าที่หลายคนคาดคิด
สำนักข่าวต่างประเทศหลายแห่งรายงานว่า ในช่วงกลางเดือนพฤษภาคม 2569 พิธีรับปริญญาของมหาวิทยาลัยหลายแห่งในสหรัฐอเมริกาเกิดเหตุการณ์ที่ผู้กล่าวปาฐกถาซึ่งพูดถึงปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ถูกบัณฑิตส่งเสียงโห่ระหว่างการกล่าวสุนทรพจน์หลายครั้งติดต่อกัน ท่ามกลางความกังวลของคนรุ่นใหม่ที่กำลังก้าวเข้าสู่ตลาดแรงงานในช่วงเวลาที่เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
เหตุการณ์ที่ได้รับความสนใจเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2569 ที่ University of Central Florida (UCF) โดย กลอเรีย คอลฟิลด์ รองประธานฝ่ายพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ของ Tavistock กล่าวระหว่างพิธีรับปริญญาของคณะศิลปศาสตร์และนิเทศศาสตร์ว่า “การเติบโตของปัญญาประดิษฐ์คือการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งต่อไป” ก่อนที่เสียงโห่จะดังขึ้นทั่วหอประชุม จนกลอเรีย คอลฟิลด์ หันไปสอบถามผู้จัดงานว่า “เกิดอะไรขึ้น”
ต่อมาในช่วงวันที่ 15-18 พฤษภาคม 2569 ที่ University of Arizona เอริก ชมิดต์ อดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Google ถูกส่งเสียงโห่หลายครั้งระหว่างกล่าวสุนทรพจน์ เมื่อเปรียบเทียบการเติบโตของ AI กับการปฏิวัติวงการคอมพิวเตอร์เมื่อราว 40 ปีก่อน โดยเอริก ชมิดต์ ตอบสนองผู้ฟังด้วยการกล่าวว่า “ผมได้ยินพวกคุณ” แต่เสียงโห่ยังคงดำเนินต่อไป
ส่วนที่ Middle Tennessee State University (MTSU) ในช่วงวันที่ 9-10 พฤษภาคม 2569 สก็อตต์ บอร์เชตตา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Big Machine Records ผู้มีบทบาทสำคัญในการผลักดันเทย์เลอร์ สวิฟต์ สู่ความสำเร็จในช่วงเริ่มต้นอาชีพ กล่าวถึงผลกระทบของ AI ต่ออุตสาหกรรมดนตรี ก่อนปิดท้ายด้วยข้อความว่า “ผมรู้ว่ามันเป็นแบบนี้ และทุกคนต้องยอมรับมัน” พร้อมกล่าวเพิ่มเติมว่า “คุณจะรับฟังผมตอนนี้ หรือจะต้องจ่ายค่าบทเรียนในภายหลังก็ได้” ซึ่งทำให้เกิดเสียงโห่จากผู้ฟังอีกครั้ง
ในทางตรงกันข้าม รายงานของสื่อสหรัฐฯ ระบุว่า ในงาน Harvard College Class Day ช่วงปลายเดือนพฤษภาคม 2569 รอนนี เชียง นักแสดงตลกและพิธีกรรายการ The Daily Show กลับได้รับเสียงปรบมือและเสียงเชียร์จากบัณฑิตจำนวนมาก เมื่อกล่าวติดตลกว่า “ภารกิจของคนรุ่นคุณคือทำลาย AI เสีย” โดยใช้มุกเสียดสีเพื่อวิพากษ์การพึ่งพาเทคโนโลยีมากเกินไป
The Guardian และ CBS News รายงานว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในหลายมหาวิทยาลัยไม่ได้เป็นเพียงเหตุการณ์เฉพาะหน้า แต่เกิดขึ้นท่ามกลางความกังวลที่เพิ่มขึ้นของคนรุ่นใหม่เกี่ยวกับอนาคตการทำงาน โดยเฉพาะตำแหน่งงานระดับเริ่มต้นที่สามารถถูกแทนที่หรือได้รับผลกระทบจาก AI เช่น งานเขียนเนื้อหา งานวิเคราะห์ข้อมูลเบื้องต้น งานออกแบบพื้นฐาน และงานธุรการ
ข้อมูลจาก Stanford Digital Economy Lab และ Goldman Sachs ระบุว่า การจ้างงานของคนอายุ 22-25 ปีในอาชีพที่ได้รับผลกระทบจาก AI ลดลงอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับกลุ่มอายุที่มากกว่า ขณะที่บางการประเมินระบุว่า AI อาจเกี่ยวข้องกับการหายไปของตำแหน่งงานสุทธิประมาณ 16,000 ตำแหน่งต่อเดือนในสหรัฐอเมริกา ส่งผลให้อัตราการว่างงานของบัณฑิตจบใหม่อยู่ในระดับสูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดแรงงาน
ขณะเดียวกัน ข้อมูลจาก Federal Reserve ยังพบว่าคนรุ่นใหม่มีภาระหนี้เงินกู้เพื่อการศึกษาสูงขึ้นในช่วงที่โอกาสการจ้างงานลดลง ทำให้เกิดความกังวลในหมู่บัณฑิตจำนวนไม่น้อยที่มองว่าตนเองใช้เวลาศึกษาและลงทุนกับการศึกษามาเป็นเวลานาน แต่กำลังเผชิญตลาดแรงงานที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วจากอิทธิพลของ AI
ในอีกด้านหนึ่ง ผู้สนับสนุนเทคโนโลยีอย่างเอริก ชมิดต์ มองว่า AI เป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและสร้างนวัตกรรมใหม่ ขณะที่ผู้บริหารในภาคอุตสาหกรรมอย่างสก็อตต์ บอร์เชตตา เห็นว่า AI เป็นเครื่องมือที่ผู้สร้างสรรค์ผลงานควรเรียนรู้และปรับตัวให้ทัน เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันในอนาคต
อย่างไรก็ตาม ผลสำรวจของ Pew Research Center และการศึกษาหลายฉบับในสหรัฐฯ พบว่า ชาวอเมริกันจำนวนมาก โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ ยังคงมีความกังวลเกี่ยวกับ AI มากกว่าความคาดหวังเชิงบวก เนื่องจากเกรงว่าเทคโนโลยีดังกล่าวอาจเพิ่มความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ ลดความสำคัญของทักษะมนุษย์บางด้าน และส่งผลต่อกระบวนการสร้างสรรค์ในระยะยาว
เมื่อพิจารณาภาพรวม เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในพิธีรับปริญญาหลายแห่งของสหรัฐอเมริกาในปี 2569 แสดงให้เห็นความแตกต่างของมุมมองระหว่างผู้บริหารและผู้นำอุตสาหกรรมที่มอง AI เป็นโอกาสทางเศรษฐกิจ กับบัณฑิตรุ่นใหม่ที่กำลังก้าวเข้าสู่ตลาดแรงงานและมองเห็นความเสี่ยงต่ออาชีพของตนเองโดยตรง
สำหรับประเทศไทย แม้ยังไม่ปรากฏเหตุการณ์ในลักษณะเดียวกันในพิธีรับปริญญา แต่ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของตลาดแรงงานและระบบการศึกษาที่เกี่ยวข้องกับ AI เริ่มได้รับการพูดถึงมากขึ้น ขณะที่ประเด็นเรื่องทักษะที่จำเป็นในยุค AI ยังคงเป็นหัวข้อที่อยู่ระหว่างการหารือในหลายภาคส่วน
เสียงโห่ที่เกิดขึ้นในมหาวิทยาลัยหลายแห่งของสหรัฐอเมริกาจึงกลายเป็นหนึ่งในภาพสะท้อนของการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ เมื่อเทคโนโลยีพัฒนาอย่างรวดเร็ว ขณะที่ระบบการศึกษาและตลาดแรงงานกำลังเร่งปรับตัวเพื่อรับมือกับความเปลี่ยนแปลงดังกล่าว
ทั้งนี้ เอริก ชมิดต์ ดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Google ระหว่างปี 2544-2554 และปัจจุบันเป็นนักลงทุนและที่ปรึกษาด้านเทคโนโลยี สก็อตต์ บอร์เชตตา เป็นผู้ก่อตั้ง Big Machine Records ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างสูงในอุตสาหกรรมเพลงคันทรี ส่วนกลอเรีย คอลฟิลด์ เป็นผู้บริหารในธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ของรัฐฟลอริดา ขณะที่รอนนี เชียง เป็นนักแสดงและพิธีกรชาวมาเลเซีย-ออสเตรเลียที่มีชื่อเสียงจากรายการ The Daily Show
อ้างอิง:
NBC News: Former Google CEO Eric Schmidt booed during graduation
The Tennessean: Big Machine Records CEO draws boos for AI praise
Harvard Magazine: Ronny Chieng Tells Harvard to 'Destroy AI'
The New York Times: Graduates Boo Commencement Speech About A.I.
The Guardian: US students on why they booed their pro-AI graduation




