‘มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก’ ซีอีโอ Meta ยอมรับการปรับโครงสร้างครั้งใหญ่เพื่อเร่งพัฒนา AI มีข้อผิดพลาดหลายด้าน หลังปลดและโยกย้ายพนักงานรวมเกือบ 20% ของบริษัท ท่ามกลางเสียงวิจารณ์และความไม่พอใจภายในองค์กร
วันที่ 12 มิถุนายน 2569 สำนักข่าว Reuters รายงานว่า มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Meta Platforms ส่งบันทึกภายในถึงพนักงาน ยอมรับว่า บริษัทได้ทำผิดพลาดหลายประการระหว่างการปรับโครงสร้างองค์กรครั้งใหญ่เพื่อเปลี่ยนผ่านสู่การเป็นบริษัทที่ขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์อย่างเต็มรูปแบบ โดยระบุว่า “ด้วยความซับซ้อนของการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ เราได้ทำผิดพลาดไปบ้าง และแทบจะแน่นอนว่าจะเกิดความผิดพลาดเพิ่มเติมอีกในอนาคต” พร้อมยืนยันว่าขณะนี้บริษัทกำลังมุ่งสร้างเสถียรภาพให้กับองค์กรให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
รายงานระบุว่า การยอมรับดังกล่าวเกิดขึ้นหลัง Meta ดำเนินการปรับโครงสร้างองค์กรครั้งใหญ่เมื่อเดือนพฤษภาคม 2569 ด้วยการลดพนักงานประมาณ 10% ของกำลังคนทั่วโลก หรือราว 8,000 ตำแหน่ง และโยกย้ายพนักงานอีกมากกว่า 7,000 คนเข้าสู่บทบาทที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์โดยตรง ส่งผลให้พนักงานเกือบ 20% ของบริษัทได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้
Reuters รายงานเพิ่มเติมว่า ซักเคอร์เบิร์กยืนยันในบันทึกดังกล่าวว่า Meta ไม่มีแผนดำเนินการลดพนักงานทั้งองค์กรเพิ่มเติมในปี 2569 แม้จะยอมรับว่าสภาพแวดล้อมทางธุรกิจภายนอกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วจนยากต่อการคาดการณ์ล่วงหน้า
การปรับโครงสร้างครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์การลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ของ Meta โดยบริษัทได้ปรับเพิ่มประมาณการรายจ่ายลงทุนสำหรับปี 2569 เป็นระหว่าง 125,000 ล้านถึง 145,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อรองรับการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านปัญญาประดิษฐ์ ทั้งศูนย์ข้อมูลและชิปประมวลผลเฉพาะทาง
ด้าน The New York Times รายงานว่า กระบวนการลดพนักงานเริ่มต้นขึ้นในสิงคโปร์ช่วงเช้ามืดของวันที่ 20 พฤษภาคม ก่อนขยายไปยังสหราชอาณาจักรและสหรัฐอเมริกาตามช่วงเวลาในแต่ละประเทศ โดยพนักงานจำนวนมากได้รับคำแนะนำจากฝ่ายทรัพยากรบุคคลให้ทำงานจากที่บ้านในช่วงดังกล่าว ขณะที่บรรยากาศภายในองค์กรเต็มไปด้วยความตึงเครียด
หนึ่งในประเด็นที่สร้างความไม่พอใจให้กับพนักงานมากที่สุดคือการจัดตั้งหน่วย Applied AI Engineering ซึ่ง Meta ได้โยกย้ายวิศวกรและผู้จัดการผลิตภัณฑ์ประมาณ 6,500 คนเข้าสู่หน่วยงานดังกล่าว โดยมีหน้าที่สร้างโจทย์และสถานการณ์ที่ซับซ้อนเพื่อใช้ฝึกฝนโมเดลปัญญาประดิษฐ์ พนักงานบางส่วนให้ข้อมูลว่าลักษณะงานดังกล่าวสร้างความกดดันทางจิตใจอย่างมาก และมองว่าเป็นงานที่ไม่เปิดโอกาสให้ใช้ศักยภาพอย่างเต็มที่
ขณะที่นิตยสาร WIRED รายงานว่า ความไม่พอใจภายในองค์กรลุกลามจนเกิดเหตุการณ์ระหว่างการประชุมภายในบริษัท เมื่อพนักงานรายหนึ่งใช้ถ้อยคำรุนแรงวิพากษ์วิจารณ์ผู้บริหารระดับสูงต่อหน้าพนักงานจำนวนมาก ด้าน คริส ค็อกซ์ ประธานฝ่ายผลิตภัณฑ์ของ Meta ได้กล่าวถึงสภาพแวดล้อมภายในองค์กรในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาว่าเป็นช่วงเวลาที่หนักหน่วงและเต็มไปด้วยความวุ่นวาย
นอกจากนี้ ยังมีพนักงานมากกว่า 1,600 คนร่วมลงชื่อคัดค้านโครงการติดตามการคลิกเมาส์และการพิมพ์แป้นพิมพ์ของพนักงานเพื่อเก็บข้อมูลสำหรับการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ แม้ Meta จะปรับลดความเข้มงวดของมาตรการดังกล่าวลงบางส่วนแล้วก็ตาม
ข้อมูลจาก Bloomberg และ Reuters ระบุว่า การโยกย้ายบุคลากรครั้งนี้ส่งผลให้บางหน่วยงานมีอัตราส่วนผู้จัดการต่อพนักงานสูงถึง 50 ต่อ 1 ซึ่งซักเคอร์เบิร์กให้คำมั่นว่าจะปรับปรุงโครงสร้างดังกล่าวเพื่อลดภาระการบริหารจัดการ พร้อมเพิ่มงบประมาณสำหรับกิจกรรมสร้างความสัมพันธ์ภายในองค์กร การจัดกิจกรรมพัฒนานวัตกรรมขนาดใหญ่ในเดือนกรกฎาคม และการจัดสรรโต๊ะทำงานประจำให้กับพนักงานในหลายสำนักงาน
Meta ซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี 2547 ภายใต้ชื่อ Facebook โดย มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก เติบโตจากเครือข่ายสังคมออนไลน์สู่หนึ่งในบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ของโลก โดยก่อนหน้านี้บริษัทเคยดำเนินมาตรการลดพนักงานครั้งใหญ่ในช่วงปี 2565-2566 ภายใต้นโยบาย “ปีแห่งประสิทธิภาพ” หลังการขยายตัวอย่างรวดเร็วในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ส่งผลให้มีการลดพนักงานรวมมากกว่า 21,000 ตำแหน่ง
ข้อมูลสถิติระบุว่า ณ สิ้นปี 2568 Meta มีพนักงานประมาณ 78,865 คน ก่อนการปรับโครงสร้างล่าสุดในปี 2569 ซึ่งทำให้จำนวนพนักงานลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ท่ามกลางต้นทุนการลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ความเคลื่อนไหวของ Meta เกิดขึ้นในช่วงที่บริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ของสหรัฐอเมริกา ไม่ว่าจะเป็น Microsoft, Google และ Amazon ต่างเร่งลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์อย่างเข้มข้น พร้อมปรับโครงสร้างองค์กรและโยกย้ายทรัพยากรไปสนับสนุนเทคโนโลยีดังกล่าว
ในบันทึกภายในฉบับเดียวกัน ซักเคอร์เบิร์กระบุว่า Meta ยังคงเดินหน้าวิสัยทัศน์ระยะยาวในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ปัญญาประดิษฐ์เพื่อยกระดับประสบการณ์เฉพาะบุคคลบน Instagram และ Facebook รวมถึงแว่นตาอัจฉริยะและผู้ช่วยปัญญาประดิษฐ์ที่สามารถเข้าใจเป้าหมายและความต้องการของผู้ใช้งานได้ดียิ่งขึ้น พร้อมย้ำว่าบทบาทในหน่วย Applied AI เป็นเพียงขั้นตอนชั่วคราวที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาโมเดลปัญญาประดิษฐ์ และบริษัทกำลังพัฒนาตำแหน่งงานใหม่สำหรับพนักงานที่มีศักยภาพต่อไป
อ้างอิง:




