รัฐบาลสหราชอาณาจักรประกาศห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีใช้งานสื่อสังคมออนไลน์หลัก หวังลดปัญหาสุขภาพจิต การกลั่นแกล้งทางออนไลน์ และอันตรายจากอัลกอริทึม ขณะที่หลายฝ่ายกังวลเรื่องความเป็นส่วนตัวและความยากในการบังคับใช้กฎหมาย
วันที่ 16 มิถุนายน 2569 สำนักข่าว Next News อ้างอิงรายงานของ BBC ระบุว่า นายกรัฐมนตรีเคียร์ สตาร์เมอร์ ของสหราชอาณาจักร ประกาศแผนห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีใช้งานแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์หลัก มาตรการดังกล่าวมีกำหนดเริ่มบังคับใช้ในช่วงเดือนมีนาคม 2570 โดยถือเป็นหนึ่งในมาตรการควบคุมการเข้าถึงสื่อสังคมออนไลน์ของเยาวชนที่เข้มงวดที่สุดในโลก เพื่อปกป้องเด็กจากเนื้อหาอันตราย การกลั่นแกล้งทางออนไลน์ และผลกระทบจากระบบอัลกอริทึมที่ออกแบบมาเพื่อดึงดูดให้ผู้ใช้งานใช้เวลาอยู่บนแพลตฟอร์มนานขึ้น
รายงานระบุว่า การประกาศดังกล่าวมีขึ้นที่ทำเนียบนายกรัฐมนตรี ถนนดาวนิงสตรีต กรุงลอนดอน โดยสตาร์เมอร์กล่าวว่า รัฐบาลกำลังพยายาม “คืนวัยเด็กให้กับเด็กๆ” หลังการรับฟังความคิดเห็นสาธารณะได้รับการสนับสนุนอย่างกว้างขวางจากผู้ปกครอง ซึ่งเกือบ 9 ใน 10 เห็นด้วยกับมาตรการดังกล่าว แพลตฟอร์มที่จะอยู่ภายใต้ข้อห้ามครอบคลุม TikTok, Instagram, Facebook, X, Snapchat, YouTube และบริการลักษณะใกล้เคียงกัน ขณะที่แอปพลิเคชันส่งข้อความพื้นฐาน เช่น WhatsApp และ Signal จะไม่ได้รับผลกระทบจากข้อห้ามดังกล่าว
ตามข้อมูลของรัฐบาลสหราชอาณาจักร มาตรการใหม่นี้เป็นการต่อยอดจากกฎหมาย Online Safety Act 2023 โดยกำหนดให้บริษัทเทคโนโลยีต้องใช้ระบบตรวจสอบอายุที่เข้มงวดมากขึ้น เช่น การสแกนใบหน้าหรือการตรวจสอบเอกสารยืนยันตัวตน หากไม่ปฏิบัติตามอาจถูกปรับเป็นเงินจำนวนมาก นอกจากนี้ รัฐบาลยังเตรียมจำกัดการเข้าถึงคุณลักษณะบางประเภทสำหรับผู้มีอายุต่ำกว่า 18 ปี เช่น การถ่ายทอดสด การติดต่อกับบุคคลแปลกหน้า และข้อความที่ลบตัวเองอัตโนมัติ เพื่อลดความเสี่ยงจากการแสวงหาประโยชน์จากเด็กและเยาวชน
BBC ระบุว่า แนวทางของสหราชอาณาจักรได้รับอิทธิพลจากออสเตรเลีย ซึ่งเริ่มใช้กฎหมายห้ามผู้มีอายุต่ำกว่า 16 ปีใช้งานสื่อสังคมออนไลน์ตั้งแต่ช่วงปลายปี 2568 อย่างไรก็ตาม The New York Times รายงานว่า หลังการบังคับใช้กฎหมายเป็นเวลาราว 6 เดือน ออสเตรเลียยังเผชิญปัญหาในการบังคับใช้ เนื่องจากเยาวชนจำนวนหนึ่งสามารถหลีกเลี่ยงข้อจำกัดผ่านการใช้เครือข่ายส่วนตัวเสมือน หรือการใช้งานบัญชีที่ผู้ปกครองช่วยสร้างขึ้น
ขณะเดียวกัน The Guardian รายงานว่า องค์กรด้านสิทธิและผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตเด็กบางส่วนแสดงความกังวลเกี่ยวกับประเด็นความเป็นส่วนตัว โดยเห็นว่าระบบตรวจสอบอายุอาจนำไปสู่การเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลในวงกว้าง และเพิ่มความเสี่ยงจากการนำข้อมูลไปใช้ในทางที่ไม่เหมาะสม
ด้านผู้ปกครองจำนวนมากให้การสนับสนุนมาตรการดังกล่าว โดยมองว่าเป็นการช่วยลดปัญหาเด็กติดโทรศัพท์ การนอนหลับไม่เพียงพอ และภาวะวิตกกังวลที่เพิ่มขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา สตาร์เมอร์ระบุว่า สื่อสังคมออนไลน์จำนวนมากถูกออกแบบมาเพื่อดึงดูดให้ผู้ใช้งานกลับมาใช้งานซ้ำอย่างต่อเนื่อง และอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการถูกกลั่นแกล้งทางออนไลน์ ซึ่งส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิตของเด็กในระยะยาว
ข้อมูลจากหน่วยงานด้านสุขภาพและงานวิจัยหลายฉบับในสหราชอาณาจักรพบว่า ปัญหาสุขภาพจิตในกลุ่มวัยรุ่นเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอดทศวรรษที่ผ่านมา โดยการใช้งานสื่อสังคมออนไลน์อย่างหนักมีความเชื่อมโยงกับภาวะซึมเศร้า ความวิตกกังวล และพฤติกรรมเสี่ยงหลายรูปแบบ อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญบางส่วนที่ให้ความเห็นผ่าน Science Media Centre ระบุว่า การห้ามใช้งานทั้งหมดอาจไม่ใช่คำตอบของปัญหา เนื่องจากความเสี่ยงจำนวนมากเกิดจากรูปแบบการออกแบบแพลตฟอร์มมากกว่าการเข้าถึงของเด็กเพียงอย่างเดียว
รายงานยังระบุว่า เยาวชนมีความคิดเห็นต่อมาตรการดังกล่าวแตกต่างกันออกไป บางส่วนยอมรับว่าการใช้งานสื่อสังคมออนไลน์มีความเสี่ยง แต่กังวลว่าจะสูญเสียช่องทางการติดต่อกับเพื่อน ขณะที่บางคนมองว่าเป็นการจำกัดเสรีภาพในการสื่อสารและการแสดงออก ด้านอีลอน มัสก์ และนักวิจารณ์บางรายแสดงความเห็นว่ามาตรการดังกล่าวอาจเข้าข่ายการจำกัดเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น
รัฐบาลสหราชอาณาจักรคาดว่าจะเสนอร่างกฎหมายต่อรัฐสภาภายในสิ้นปี 2569 เพื่อให้มีผลบังคับใช้ตามกำหนดในปี 2570 โดยสตาร์เมอร์ยืนยันว่า รัฐบาลจะให้ความสำคัญกับความปลอดภัยและคุณภาพชีวิตของเด็กเป็นอันดับแรก แม้จะตระหนักถึงความท้าทายด้านการบังคับใช้กฎหมายในโลกดิจิทัลก็ตาม
ในด้านเศรษฐกิจ นักวิเคราะห์มองว่าบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ เช่น Meta, ByteDance เจ้าของ TikTok และ X อาจต้องลงทุนเพิ่มเติมจำนวนมากเพื่อพัฒนาระบบตรวจสอบอายุและมาตรการคุ้มครองผู้ใช้งานที่เป็นเยาวชน ขณะที่บางฝ่ายประเมินว่ากฎหมายฉบับนี้อาจกลายเป็นต้นแบบให้หลายประเทศนำไปศึกษาและพิจารณาปรับใช้ในอนาคต
การประกาศนโยบายดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางแรงกดดันจากผู้ปกครองและกลุ่มรณรงค์ที่เรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการอย่างจริงจังต่อปัญหาอันตรายบนโลกออนไลน์ หลังเกิดเหตุการณ์หลายกรณีที่เกี่ยวข้องกับเด็กและวัยรุ่นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ส่งผลให้รัฐบาลพรรคแรงงานภายใต้การนำของสตาร์เมอร์ต้องแสดงจุดยืนที่ชัดเจนมากขึ้นในประเด็นนี้
แม้มาตรการดังกล่าวได้รับการสนับสนุนจากประชาชนจำนวนมาก แต่ผู้เชี่ยวชาญหลายฝ่ายยังมองว่าความท้าทายสำคัญจะอยู่ที่การบังคับใช้กฎหมาย การป้องกันการหลีกเลี่ยงข้อจำกัดด้วยเทคโนโลยีต่างๆ และการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้งาน โดยประสบการณ์จากออสเตรเลียแสดงให้เห็นว่า การกำกับดูแลการใช้งานในโลกดิจิทัลมีความซับซ้อนและยากกว่าการบังคับใช้กฎหมายในโลกจริงอย่างมาก
อ้างอิง:




