News Logo
หน้าแรก
สรุปครบ 14 ข้อ 'บันทึกความเข้าใจอิสลามาบัด' ดีลสงบศึกสหรัฐฯ-อิหร่านที่โลกจับตา

สรุปครบ 14 ข้อ 'บันทึกความเข้าใจอิสลามาบัด' ดีลสงบศึกสหรัฐฯ-อิหร่านที่โลกจับตา

19 มิ.ย. 2569 10:59
ผู้ชม 12 คน

สรุปครบในที่เดียว ข้อตกลง 14 ข้อระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ครอบคลุมการหยุดยิง การเปิดช่องแคบฮอร์มุซ การผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตร และกรอบเจรจาโครงการนิวเคลียร์ในช่วง 60 วันข้างหน้า

เมื่อวันที่ 17-18 มิถุนายน 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานตรงกันว่า สหรัฐอเมริกาและสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านได้ลงนามผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ในเอกสารที่ใช้ชื่อว่า “บันทึกความเข้าใจอิสลามาบัด” (Islamabad Memorandum of Understanding) โดยมี เชห์บาซ ชารีฟ นายกรัฐมนตรีปากีสถาน ทำหน้าที่เป็นผู้ไกล่เกลี่ยหลัก เพื่อยุติความขัดแย้งที่ดำเนินมาตั้งแต่ต้นปี 2569 ซึ่งส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อความมั่นคงในตะวันออกกลาง การขนส่งทางทะเล และตลาดพลังงานโลก

CNN และ Al Arabiya รายงานว่า เอกสารความตกลงจำนวน 14 ข้อกำหนดให้ทั้งสองฝ่ายยุติปฏิบัติการทางทหารในทุกแนวรบทันที รวมถึงพื้นที่ในเลบานอน พร้อมเปิดช่องแคบฮอร์มุซสำหรับการเดินเรือพาณิชย์โดยไม่มีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในระยะยาว ซึ่งถือเป็นหนึ่งในเงื่อนไขสำคัญของข้อตกลงครั้งนี้

ด้าน Dawn และ Reuters รายงานว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา และประธานาธิบดี มาซูด เปเซชกีอาน ของอิหร่าน ได้ลงนามในเอกสารดังกล่าวแล้ว โดยมีกำหนดจัดพิธีลงนามอย่างเป็นทางการในวันที่ 19 มิถุนายน 2569 ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ข้อตกลงระบุให้สหรัฐอเมริกายกเลิกการปิดล้อมทางทะเลโดยทันที ขณะที่อิหร่านจะเปิดเส้นทางเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง หลังจากการปิดกั้นเส้นทางดังกล่าวส่งผลให้ราคาน้ำมันโลกปรับตัวสูงขึ้นและกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานระหว่างประเทศ นอกจากนี้ ยังมีการปล่อยสินทรัพย์ของอิหร่านบางส่วน และเปิดทางสู่การเจรจาเรื่องการยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรในระยะต่อไป

Al Jazeera รายงานว่า ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่านทวีความรุนแรงขึ้นตั้งแต่เดือนเมษายน 2569 หลังการเจรจารอบแรกที่กรุงอิสลามาบัดไม่ประสบผลสำเร็จ อย่างไรก็ตาม ปากีสถานยังคงเดินหน้าทำหน้าที่คนกลาง โดยได้รับการสนับสนุนจากกาตาร์ การลงนามครั้งล่าสุดเกิดขึ้นภายหลังการหยุดยิงชั่วคราวและการปะทะหลายครั้งที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก รวมถึงสร้างความไม่มั่นคงในภูมิภาคตะวันออกกลาง

ทั้งนี้ ข้อกำหนดหลักทั้ง 14 ข้อในบันทึกความเข้าใจดังกล่าว ซึ่งสหรัฐอเมริกาเปิดเผยต่อสื่อมวลชนและสมาชิกรัฐสภา มีรายละเอียดดังนี้

บันทึกความเข้าใจอิสลามาบัดระหว่างสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านและสหรัฐอเมริกา

ลงนามวันที่ 18 มิถุนายน 2569

1. สาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน สหรัฐอเมริกา และพันธมิตรของทั้งสองฝ่ายในสงครามปัจจุบัน ตกลงยุติปฏิบัติการทางทหารทั้งหมดในทุกสมรภูมิ รวมถึงในเลบานอน โดยมีผลทันทีและถาวร พร้อมให้คำมั่นว่าจะไม่เริ่มสงครามหรือปฏิบัติการทางทหารใดๆ ต่อกันอีก และจะงดเว้นจากการข่มขู่หรือการใช้กำลังต่อกัน รวมทั้งรับรองอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของเลบานอน ข้อตกลงฉบับสมบูรณ์จะยืนยันการยุติสงครามอย่างถาวรในทุกสมรภูมิ รวมถึงบทบัญญัติอื่นๆ ในข้อนี้

2. ทั้งสองประเทศให้คำมั่นว่าจะเคารพอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของกันและกัน และจะไม่แทรกแซงกิจการภายในของอีกฝ่าย

3. ทั้งสองฝ่ายตกลงดำเนินการเจรจาเพื่อบรรลุข้อตกลงฉบับสุดท้ายภายในระยะเวลาไม่เกิน 60 วัน ซึ่งสามารถขยายเวลาได้โดยความยินยอมร่วมกัน

4. ทันทีที่มีการลงนามในบันทึกความเข้าใจนี้ สหรัฐอเมริกาจะเริ่มยุติการปิดล้อมทางทะเลและการขัดขวางหรือรบกวนใดๆ ต่ออิหร่าน และจะยุติการปิดล้อมทางทะเลโดยสมบูรณ์ภายใน 30 วัน ในช่วงเวลาดังกล่าว การเดินเรือจะกลับสู่ระดับที่ใกล้เคียงกับก่อนสงครามตามที่อิหร่านกำหนด นอกจากนี้ สหรัฐฯ จะถอนกำลังทหารออกจากพื้นที่รอบอิหร่านภายใน 30 วันหลังจากมีข้อตกลงฉบับสุดท้าย

5. อิหร่านจะดำเนินมาตรการอย่างเต็มที่เพื่อให้เรือพาณิชย์สามารถเดินทางผ่านอ่าวเปอร์เซียและทะเลโอมานได้อย่างปลอดภัยโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายเป็นเวลา 60 วัน การเดินเรือจะเริ่มต้นทันที และภายใน 30 วันจะกลับสู่ภาวะปกติหลังการเก็บกู้ทุ่นระเบิดและอุปสรรคทางทหาร อิหร่านจะหารือกับรัฐสุลต่านโอมานเกี่ยวกับการบริหารจัดการช่องแคบฮอร์มุซในอนาคตตามกฎหมายระหว่างประเทศและสิทธิอธิปไตยของรัฐชายฝั่ง รวมถึงหารือกับประเทศชายฝั่งอ่าวเปอร์เซียอื่น ๆ

6. สหรัฐอเมริกาจะร่วมกับหุ้นส่วนในภูมิภาคจัดทำโครงการฟื้นฟูและพัฒนาเศรษฐกิจอิหร่าน โดยมีวงเงินไม่น้อยกว่า 300,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ กลไกการดำเนินงานจะได้รับการกำหนดเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงฉบับสุดท้ายภายใน 60 วัน พร้อมทั้งออกใบอนุญาตและการรับรองที่จำเป็นทั้งหมดสำหรับธุรกรรมทางการเงินที่เกี่ยวข้อง

7. สหรัฐอเมริกาจะยุติมาตรการคว่ำบาตรทุกประเภทต่ออิหร่าน รวมถึงมติคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ มติคณะผู้ว่าการ IAEA และมาตรการคว่ำบาตรฝ่ายเดียวของสหรัฐฯ ทั้งปฐมภูมิและทุติยภูมิ ตามกรอบเวลาที่ตกลงร่วมกันในข้อตกลงฉบับสุดท้าย ทั้งสองฝ่ายยอมรับว่าประเด็นการยกเลิกการคว่ำบาตรเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง และจะเร่งหารือเพื่อบรรลุข้อตกลงร่วมกัน

8. อิหร่านยืนยันอีกครั้งว่าจะไม่ผลิตหรือจัดหาอาวุธนิวเคลียร์ ทั้งสองฝ่ายตกลงจัดการกับสถานะของยูเรเนียมเสริมสมรรถนะที่มีอยู่ผ่านกลไกที่ตกลงร่วมกัน อย่างน้อยในรูปแบบการเจือจางภายในประเทศภายใต้การกำกับดูแลของ IAEA และจะหารือเรื่องการเสริมสมรรถนะยูเรเนียม รวมถึงประเด็นนิวเคลียร์อื่นๆ ตามกรอบที่ทั้งสองฝ่ายเห็นชอบ ข้อตกลงฉบับสุดท้ายจะรับรองบทบัญญัติในข้อนี้

9. จนกว่าจะมีข้อตกลงฉบับสุดท้าย ทั้งสองฝ่ายจะคงสถานะปัจจุบันไว้ โดยอิหร่านจะไม่เปลี่ยนแปลงโครงการนิวเคลียร์ของตน ขณะที่สหรัฐฯ จะไม่กำหนดมาตรการคว่ำบาตรใหม่ และจะไม่เพิ่มกำลังทหารในภูมิภาค

10. สหรัฐอเมริกาจะออกใบอนุญาตจากกระทรวงการคลังทันทีหลังการลงนาม เพื่ออนุญาตการส่งออกน้ำมันดิบ ผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมี และอนุพันธ์ของอิหร่าน รวมถึงบริการที่เกี่ยวข้องทั้งหมด เช่น ธุรกรรมธนาคาร การประกันภัย และการขนส่ง จนกว่าการคว่ำบาตรจะสิ้นสุดลง

11. สหรัฐอเมริกาจะทำให้เงินทุนและทรัพย์สินของอิหร่านที่ถูกจำกัดหรืออายัดไว้สามารถนำมาใช้ได้อย่างเต็มรูปแบบ โดยทั้งสองฝ่ายจะตกลงร่วมกันเกี่ยวกับกระบวนการปลดล็อกทรัพย์สินดังกล่าวระหว่างการเจรจา เงินเหล่านี้จะต้องสามารถใช้จ่ายได้อย่างเต็มที่สำหรับผู้รับผลประโยชน์ปลายทางที่ธนาคารกลางอิหร่านกำหนด และสหรัฐฯ จะออกใบอนุญาตและการรับรองที่จำเป็นทั้งหมด

12. ทั้งสองฝ่ายตกลงจัดตั้งกลไกติดตามผลเพื่อกำกับดูแลการดำเนินงานตามบันทึกความเข้าใจฉบับนี้ และการปฏิบัติตามข้อตกลงฉบับสุดท้ายในอนาคต

13. หลังการลงนามและเมื่อเริ่มดำเนินการตามข้อ 1, 4, 5, 10 และ 11 แล้ว รวมถึงมีการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ทั้งสองฝ่ายจะเริ่มการเจรจาเกี่ยวกับข้อตกลงฉบับสุดท้ายในประเด็นอื่นๆ ที่เหลือ

14. ข้อตกลงฉบับสุดท้ายจะได้รับการรับรองผ่านมติที่มีผลผูกพันของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ

ในด้านเศรษฐกิจ CNN รายงานว่า การเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้งส่งผลให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวลดลงอย่างรวดเร็ว ขณะที่ราคาน้ำมันเบนซินในสหรัฐอเมริกาลดลงต่ำกว่า 4 ดอลลาร์สหรัฐต่อแกลลอน โดยการกลับมาส่งออกน้ำมันของอิหร่านมีแนวโน้มช่วยบรรเทาผลกระทบทางเศรษฐกิจที่เกิดจากความขัดแย้งในช่วงที่ผ่านมา

ขณะที่นักวิเคราะห์จาก Atlantic Council และ Council on Foreign Relations หรือ CFR ระบุว่า ข้อตกลงดังกล่าวถือเป็นพัฒนาการสำคัญต่อเสถียรภาพของภูมิภาค แต่ยังมีประเด็นที่ต้องติดตาม โดยเฉพาะการตรวจสอบกิจกรรมนิวเคลียร์ของอิหร่านและการยุติการสนับสนุนกลุ่มติดอาวุธในภูมิภาค รายงานยังระบุว่า หลายประเทศในอ่าวเปอร์เซียแสดงความยินดีต่อข้อตกลงดังกล่าว แต่ยังคงมีความกังวลเกี่ยวกับเสถียรภาพด้านความมั่นคงในระยะยาว

สำหรับความขัดแย้งรอบล่าสุดมีจุดเริ่มต้นจากการเผชิญหน้าทางอ้อมที่ค่อยๆ ขยายตัวไปสู่การโจมตีโดยตรง ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมากและเกิดการปิดกั้นเส้นทางเดินเรือในหนึ่งในจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่สุดของโลก โดย The Hindu และ Geo News รายงานว่า การไกล่เกลี่ยของนายกรัฐมนตรีเชห์บาซ ชารีฟ ได้รับการยอมรับจากทั้งสหรัฐอเมริกาและอิหร่านว่าเป็นปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่การบรรลุข้อตกลงในครั้งนี้ และได้รับคำชื่นชมจากหลายประเทศต่อบทบาทในการคลี่คลายวิกฤต

บันทึกความเข้าใจอิสลามาบัดจึงถือเป็นความพยายามครั้งสำคัญในการลดระดับความตึงเครียดระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่าน อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของข้อตกลงจะขึ้นอยู่กับการปฏิบัติตามพันธกรณีของทั้งสองฝ่ายในช่วง 60 วันข้างหน้า รวมถึงความคืบหน้าของการเจรจาในประเด็นที่ยังมีความซับซ้อนและอ่อนไหวต่อไป

อ้างอิง:

แท็กที่เกี่ยวข้อง



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ญี่ปุ่นส่ง ตร.ประจำการไทย รับมือสแกม หลังเสียหายฉ้อโกง 6หมื่น ล.
ญี่ปุ่นส่ง ตร.ประจำการไทย รับมือสแกม หลังเสียหายฉ้อโกง 6หมื่น ล.