ตุรเคียเปิดโปงเครือข่ายฉ้อโกงคริปโทฯ แสนล้านทั่วโลก “แอร์โดอันผูกโยง "ไซออนนิสต์" สื่ออิสราเอลโต้กลับ ชี้มีเบื้องหลังการเมือง-เบี่ยงเบนความสนใจ หวั่นผู้ต้องหาสัญชาติอิสราเอลไร้ความเป็นธรรม เผยคดีนี้มีผู้ต้องสงสัยจากไทยและอีก 19 ชาติรวมอยู่ด้วย
สำนักข่าว Next News รายงานว่าเมื่อวันที่ 20 กันยายน 2569 สำนักข่าว Ynet ซึ่งเป็นสื่อกระแสหลักของอิสราเอล ได้เผยแพร่บทความตอบโต้ทางการตุรเคียอย่างดุเดือด หลังตุรเคียประกาศความสำเร็จในการทลายเครือข่ายฉ้อโกงฟอเร็กซ์และสกุลเงินดิจิทัล (คริปโทเคอร์เรนซี) รายใหญ่ระดับโลก มูลค่าความเสียหายกว่า 3,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 99,960 ล้านบาท) ซึ่งมีการจับกุมผู้ต้องสงสัยจาก 20 ประเทศ รวมถึงชาวไทย 2 คน และชาวอิสราเอล 9 คน โดยสื่ออิสราเอลชี้ว่าทางการตุรเคียกำลัง "ปั่นข่าวเกินจริง" เพื่อหวังผลประโยชน์ทางการเมืองในประเทศ
ตุรเคียอ้างจับกุม เครือข่ายเจ้าหน้าที่มอสสาด-ไซออนิสต์"
ปฏิบัติการร่วมระหว่างสำนักงานอัยการสูงสุดอิสตันบูล, องค์การข่าวกรองแห่งชาติตุรเคีย (MIT), ตำรวจ และตำรวจสากล (Interpol) นำไปสู่การบุกค้นพื้นที่เป้าหมายหลายร้อยจุดในอิสตันบูลและจังหวัดมูกลา สามารถควบคุมตัวผู้ต้องหาได้กว่า 201 คน จากผู้ถูกตั้งข้อหาทั้งหมดราว 240 คน
หลังปฏิบัติการ นายเรเจป ไตยิป แอร์โดอัน ประธานาธิบดีตุรเคีย ได้ออกมาแถลงกร้าวผ่านแพลตฟอร์ม X โดยประณามขบวนการนี้ว่าเป็น "เครือข่ายสังหารหมู่ที่ดำเนินการโดยไซออนิสต์" ที่จงใจเข้ามาบ่อนทำลายความมั่นคง พร้อมประกาศจะตัดเส้นทางน้ำเลี้ยงของศัตรูของชาติที่หากินบนคราบน้ำตาของประชาชน ขณะที่ นายอากิน กูร์เล็ก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมตุรเคีย ระบุว่า ขบวนการนี้มี "เจ้าพ่อฉ้อโกงชาวอิสราเอล" เป็นหัวหน้าทีม และสื่อท้องถิ่นที่ใกล้ชิดรัฐบาลตุรเคียอย่าง Yeni Safak ถึงขั้นประโคมข่าวว่าสามารถจับกุม "เซลล์ของหน่วยสืบราชการลับมอสสาด (Mossad)" ได้สำเร็จ
เจาะพฤติกรรมแก๊งคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติ
รายงานจากฝั่งตุรเคียระบุว่า เครือข่ายนี้เปิดบริษัทบังหน้านับสิบแห่ง และตั้งศูนย์บริการโทรศัพท์ (Call Center) เพื่อล่อลวงเหยื่อจากทั่วโลก โดยมีกลยุทธ์ดังนี้:
ยิงโฆษณาหลอกลวง: ใช้โซเชียลมีเดียชักชวนเหยื่อเข้าลงทุนฟอเร็กซ์และคริปโทฯ โดยอ้างผลตอบแทนที่สูงลิ่ว
ใช้เจ้าหน้าที่พูดภาษาแม่: ส่งต่อผู้สนใจให้คุยกับพนักงานที่พูดภาษาเดียวกัน (รวมถึงภาษาไทย) เพื่อสร้างความเชื่อใจ
ล่อซื้อ-ทำกราฟปลอม: โน้มน้าวให้เหยื่อลงเงินจำนวนน้อยก่อน จากนั้นแสดงตัวเลขกำไรปลอมบนแพลตฟอร์มเพื่อกระตุ้นให้ลงเงินเพิ่ม
บล็อกบัญชีและไถเงินซ้ำ: เมื่อเหยื่อต้องการถอนเงิน ระบบจะล็อกบัญชีและอ้างว่าต้องจ่าย "ภาษี" หรือ "ค่าปลดบล็อก" เพิ่มเติม ก่อนจะเชิดเงินหนีเข้ากระเป๋าดิจิทัลภายนอกประเทศ
อิสราเอลโต้กลับ: แฉ 3 เหตุผลตุรเคีย "ปั่นข่าว"
สำนักข่าว Ynet ของอิสราเอลได้วิเคราะห์และตอกกลับข้อหาของทางการตุรเคียอย่างรุนแรง โดยระบุว่าข้ออ้างเรื่อง "เซลล์มอสสาด" นั้น "ไม่มีมูลความจริงโดยสิ้นเชิง" แต่เป็นการบิดเบือนข่าวอาชญากรรมทางการเงินให้กลายเป็นประเด็นความมั่นคงระดับประเทศด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้:
ผู้ต้องหาไม่ใช่คนอิสราเอลแท้: รายชื่อชาวอิสราเอล 9 คนที่ถูกจับกุม แท้จริงแล้วส่วนใหญ่เป็น ชาวยิวตุรเคีย (Turkish Jews) ที่ถือสองสัญชาติ หรือบางคนไม่มีสัญชาติอิสราเอลเลยด้วยซ้ำ แต่สื่อตุรเคียกลับพาดหัวโจมตีว่าเป็นคนนอกที่เข้ามาปล้นประเทศ พร้อมตราหน้าว่าเป็น "ผู้ทรยศ" เพื่อสร้างความเกลียดชัง
เบี่ยงเบนประเด็นข้อหาหนุนเป็นท่อน้ำเลี้ยงก่อการร้าย: การประโคมข่าวเรื่องจับแก๊งอิสราเอลเกิดขึ้นในจังหวะที่ตุรเคียกำลังถูกนานาชาติตั้งข้อสงสัยว่า ปล่อยให้ธนาคารในประเทศเป็นท่อน้ำเลี้ยงโอนเงินจากอิหร่านไปสนับสนุนกลุ่มติดอาวุธอย่าง ฮามาส, ฮิซบอลเลาะห์ และฮูตี การชูข่าวนี้จึงเป็นตรรกะทางการเมืองเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจของสังคม
เรียกเรตติ้งให้รัฐบาลแอร์โดอัน: ในสภาวะที่ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศย่ำแย่ การโจมตีอิสราเอลหรือคนยิวสามารถเรียกคะแนนนิยมจากชาวตุรเคียในประเทศได้เป็นอย่างดี
ท่าทีแบ่งรับแบ่งสู้ของกระทรวงต่างประเทศอิสราเอล
ส่วนกระทรวงการต่างประเทศของอิสราเอลได้ระบุถึงเรื่องนี้เพียงแค่ว่า “ได้รับรายงานเกี่ยวกับการจับกุมพลเมืองอิสราเอลหลายคนในตุรเคีย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการจับกุมเครือข่ายที่กว้างขึ้น ขณะนี้กระทรวงฯ กำลังติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดเพื่อรับรองว่าสิทธิ์ตามกฎหมายของผู้ถูกควบคุมตัวจะได้รับการคุ้มครอง”
การแถลงในลักษณะนี้แสดงให้เห็นว่าเยรูซาเลมพยายามหลีกเลี่ยงที่จะถูกลากเข้าไปในเกมการเมืองของตุรเคีย ท่ามกลางความกังวลจากหลายฝ่ายว่า ผู้ต้องหาที่มีความเชื่อมโยงกับอิสราเอลอาจไม่ได้รับกระบวนการยุติธรรมที่เที่ยงธรรมจากศาลตุรเคียเนื่องจากปมขัดแย้งระหว่างประเทศ
สรุปสัดส่วนสัญชาติผู้ต้องหาในคดีนี้
จากข้อมูลการรายงานพบว่า มีผู้ต้องหาที่เป็นชาวต่างชาติรวมอยู่ในเครือข่ายนี้ถึง 20 ประเทศ โดยสัดส่วนหลักๆ ประกอบด้วย:
ชาวตุรเคีย: 156 คน
ชาวปากีสถาน: 11 คน
ชาวอิสราเอล/ยิวตุรเคีย: 9 คน
ประเทศที่มีผู้ถูกจับกุมชาติละ 2 คน: ไทย, อาเซอร์ไบจาน, ซีเรีย, จอร์แดน, ยูเครน, อินโดนีเซีย, โมร็อกโก
ประเทศที่มีผู้ถูกจับกุมชาติละ 1 คน: คาซัคสถาน, ฟิลิปปินส์, อิหร่าน, จีน, เลบานอน, ปาเลสไตน์, เม็กซิโก, อียิปต์, โมซัมบิก, อาร์เจนตินา, บังคลาเทศ




