ปธ.ป.ป.ช.เซ็นคำสั่ง คลอดหลักเกณฑ์ใหม่ พิจารณาความผิดปกติบัญชีทรัพย์สิน มีผล 1 เม.ย. กำหนด 3 กลุ่มพฤติการณ์ "ผิดปกติ" ทั้งผิดปกติเรื่องยื่นข้อมูล-ทรัพย์ที่ถือครอง-ข้อมูลเชื่อมโยงคดี ตั้งเป้าหมายป้องกันซุกซ่อนอำพรางทรัพย์สิน ทุจริต ร่ำรวยผิดปกติ
สำนักข่าว Next News รายงานว่าเมื่อวันที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2569 นายสุชาติ ตระกูลเกษมสุข ประธานกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้ลงนามในคำสั่งคณะกรรมการ ป.ป.ช. ที่ 94/2569 เรื่อง หลักเกณฑ์และเงื่อนไขการพิจารณาบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินว่ามีเหตุผิดปกติ เพื่อใช้เป็นแนวทางในการตรวจสอบทรัพย์สินและหนี้สินของบุคคลที่ต้องยื่นบัญชีตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งคำสั่งนี้มีผลบังคับใช้วันที่ 1 เมษายน 2569 (วันนี้) โดยเนื้อหาคำสั่งระบุว่า
โดยอาศัยอำนาจตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 234 (3) และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 110 วรรคสอง รวมถึงระเบียบคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติว่าด้วยการยื่น การรับ และการตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน พ.ศ. 2569 ข้อ 19 โดยมีมติจากที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช. (ด้านกฎหมาย) ครั้งที่ 3/2569 เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2569 กำหนดให้บัญชีทรัพย์สินและหนี้สินที่มีเหตุผิดปกติแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ดังนี้
กลุ่มที่ 1 กรณีที่ปรากฏพฤติการณ์ผิดปกติเกี่ยวกับการยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน ได้แก่
1.1 กรณีผู้มีหน้าที่ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินจงใจไม่ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบ
1.2 กรณีผู้มีหน้าที่ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินหรือเอกสารประกอบที่เป็นสาระสำคัญไม่ครบถ้วนหรือมีข้อมูลคลาดเคลื่อน
1.3 กรณีมีเหตุอันควรสงสัยเกี่ยวกับสถานภาพสมรสของผู้มีหน้าที่ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน หรือของบุคคลซึ่งอยู่กินกันฉันสามีภริยาโดยมิได้จดทะเบียนสมรสกับเจ้าพนักงานของรัฐอันถือว่าเป็นคู่สมรส
กลุ่มที่ 2 กรณีที่ปรากฏพฤติการณ์ผิดปกติเกี่ยวกับทรัพย์สินและหนี้สินที่ได้ยื่นไว้ ได้แก่
2.1 กรณีผู้มีหน้าที่ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินจงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินด้วยข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ และมีพฤติการณ์อันควรเชื่อได้ว่ามีเจตนาไม่แสดงที่มาแห่งทรัพย์สินหรือหนี้สิน
2.2 กรณีมีเหตุอันควรสงสัยว่าร่ำรวยผิดปกติ ซึ่งครอบคลุมถึง:
2.2.1 เหตุเกี่ยวกับการได้มาซึ่งทรัพย์สินและหนี้สินรายการใดโดยไม่ชอบ
2.2.2 เหตุมีพฤติการณ์อันควรเชื่อได้ว่าจะมีการโอน ยักย้าย แปรสภาพ หรือซุกซ่อนทรัพย์สิน
2.2.3 เหตุที่มีการถือครองทรัพย์สินแทน 2.2.4 เหตุที่มีทรัพย์สินมากผิดปกติ หรือมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นมากผิดปกติ หรือมีหนี้สินลดลงมากผิดปกติ
2.3 กรณีที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้มีมติที่เกี่ยวกับการตรวจสอบทรัพย์สินและหนี้สิน ซึ่งรวมถึง:
2.3.1 กรณีผู้มีหน้าที่ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน คู่สมรส และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ แสดงรายการเงินสดหรือเทียบเท่าเงินสดรวมกัน ตั้งแต่ 5,000,000 บาทขึ้นไป
2.3.2 กรณีผู้มีหน้าที่ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน คู่สมรส และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ แสดงรายการทองคำรวมกันเท่ากับหรือมากกว่าน้ำหนักที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดไว้ตามหลักเกณฑ์หรือมาตรการการรายงานข้อมูลการทำธุรกรรม
2.3.3 กรณีผู้มีหน้าที่ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน คู่สมรส และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ แสดงรายการเงินลงทุน ประเภทหลักทรัพย์และเงินลงทุนอื่น ในลักษณะหุ้นลมหรือหุ้นที่มิได้มีการชำระค่าหุ้นจริง
2.3.4 กรณีผู้มีหน้าที่ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน คู่สมรส และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ แสดงรายการสิทธิและสัมปทานที่มีความผิดปกติเรื่องกรรมสิทธิ์ การครอบครอง หรือมูลค่า อาทิ กรณีที่ดินที่ไม่มีเอกสารสิทธิของทางราชการ ทรัพย์อิงสิทธิ การเป็นสมาชิกสโมสรกีฬาหรือการเป็นสมาชิกในรูปแบบอื่นใด
2.3.5 กรณีผู้มีหน้าที่ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน คู่สมรส และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ แสดงรายการเงินให้กู้ยืมแก่นิติบุคคล หรือรายการเงินกู้จากนิติบุคคล แต่ไม่ปรากฏหลักฐานการบันทึกบัญชีในงบการเงิน
กลุ่มที่ 3 กรณีที่ปรากฏพฤติการณ์ผิดปกติที่สืบเนื่องจากการไต่สวนการกระทำความผิดที่อยู่ในหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการ ป.ป.ช. และกรณีอื่น ได้แก่
3.1 กรณีคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติให้ไต่สวนหรือไต่สวนเบื้องต้น กรณีกล่าวหาเจ้าพนักงานของรัฐซึ่งมีหน้าที่ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินกระทำความผิดที่อยู่ในหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการ ป.ป.ช. อาทิ:
3.1.1 กรณีผู้มีหน้าที่ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินกระทำความผิดอันเป็นการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลกับประโยชน์ส่วนรวม ตามมาตรา 126
3.1.2 กรณีผู้มีหน้าที่ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ รวมทั้งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน และหัวหน้าหน่วยงานธุรการของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ พ.ศ. 2561
3.1.3 กรณีที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินส่งเรื่องให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจที่เกี่ยวข้องกับทรัพย์สินและหนี้สินของผู้มีหน้าที่ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน
3.2 กรณีที่มีคำกล่าวหา บัตรสนเท่ห์ การแจ้งเบาะแส กรณีผู้มีหน้าที่ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินจงใจไม่ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน หรือจงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินหรือหนี้สินด้วยข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ และมีพฤติการณ์อันควรเชื่อได้ว่ามีเจตนาไม่แสดงที่มาแห่งทรัพย์สินหรือหนี้สิน
3.3 กรณีผู้มีหน้าที่ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินแสดงรายการบัญชีเงินฝากผิดปกติ เช่น กรณีถูกใช้หรืออาจถูกใช้ทำธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยีตามพระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ. 2566 หรือบัญชีเงินฝากที่มีกระแสเงินหมุนเวียนเข้า-ออก จำนวนมากหรือมีความถี่มากผิดปกติ
3.4 กรณีที่เกี่ยวข้องกับทรัพย์สินและหนี้สินของผู้มีหน้าที่ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินที่ปรากฏเป็นข่าวหรือเป็นเรื่องที่อยู่ในความสนใจของประชาชน
นอกเหนือจากเกณฑ์ข้างต้น การพิจารณาว่าบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินมีเหตุผิดปกติอย่างแท้จริง จะต้องคำนึงถึงรายรับ ทรัพย์สินที่เป็นกรรมสิทธิ์หรือที่อยู่ในความครอบครอง รายจ่าย ฐานะความเป็นอยู่ พฤติการณ์ หรือสถิติรายรับ ของผู้มีหน้าที่ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินเป็นหลักในการพิจารณาด้วย อย่างไรก็ตาม หากคณะกรรมการ ป.ป.ช. เห็นว่ากรณีเหตุผิดปกติใดตามข้อ 1 ไม่สอดคล้องกับพฤติการณ์หรือข้อเท็จจริงของเรื่อง หรือมีเหตุอื่น ก็อาจพิจารณาว่าบัญชีดังกล่าวไม่ได้มีเหตุผิดปกติก็ได้ ทั้งนี้ หากมีการกำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขเพิ่มเติมในภายหลัง ก็จะถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของคำสั่งนี้ด้วย
สำหรับบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบก่อนคำสั่งนี้มีผลบังคับใช้และยังดำเนินการไม่แล้วเสร็จ ให้ดำเนินการต่อไปโดยพิจารณาตามคำสั่งนี้ โดยในกรณีที่มีปัญหาเกี่ยวกับการบังคับใช้หรือการปฏิบัติตามคำสั่งนี้ คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีอำนาจตีความและวินิจฉัยชี้ขาด และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ถือเป็นที่สุด




