"...จุดเปลี่ยนสำคัญของคดีเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2557 เมื่อมีการตรวจสอบพบข้อมูลสำคัญว่า เจ้าตัวนำเงินสดจำนวน 3,000,000 บาท ฝากเข้าบัญชีส่วนตัวที่ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาเทสโก้ โลตัส ศรีนครินทร์ โดยไม่สามารถชี้แจงแหล่งที่มาของเงินก้อนดังกล่าวได้อย่างสมเหตุสมผล..."
ในช่วงปี 2567 คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติชี้มูลเจ้าหน้าที่รัฐในคดีร่ำรวยผิดปกติไปหลายกรณี
แต่มีอยู่หนึ่งคดี ที่พฤติการณ์การกระทำความผิดของผู้ถูกกล่าวหา ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่รัฐระดับปฏิบัติการตัวเล็กๆ มีรายได้ตอบแทนไม่มากในแต่ละเดือน แต่กลับมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นอย่างผิดปกติเป็นเงินหลายล้านบาทแบบปริศนา
นั่นคือกรณี นางสาววิยะดา ดีสง่า อดีตนักวิชาการเงินและบัญชี ระดับ 5 เทศบาลตำบลบางเมือง อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งถูกคณะกรรมการ ป.ป.ช. ชี้มูลว่ามีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นผิดปกติอย่างมีนัยสำคัญ
จากข้อมูลการไต่สวนของ ป.ป.ช. ระบุว่า นางสาววิยะดา เริ่มรับราชการตั้งแต่ปี 2549 ในตำแหน่งเจ้าพนักงานการเงินและบัญชี ระดับ 2 โดยมีรายได้หลักจากเงินเดือนเฉลี่ยเพียงเดือนละประมาณ 20,000 บาทเศษ
ก่อนจะขยับขึ้นมาดำรงตำแหน่งนักวิชาการเงินและบัญชี ระดับ 5 ในปี 2557 ซึ่งยังคงมีรายได้จากเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่งเป็นหลัก
ไม่มีข้อมูลว่ามีรายได้พิเศษหรือธุรกิจอื่นใด
แต่จุดเปลี่ยนสำคัญของคดีเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2557 เมื่อมีการตรวจสอบพบข้อมูลสำคัญว่า เจ้าตัวนำเงินสดจำนวน 3,000,000 บาท ฝากเข้าบัญชีส่วนตัวที่ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาเทสโก้ โลตัส ศรีนครินทร์
โดยไม่สามารถชี้แจงแหล่งที่มาของเงินก้อนดังกล่าวได้อย่างสมเหตุสมผล
หลังจากนั้นเพียงไม่กี่เดือน วันที่ 4 กันยายน 2557 มีการถอนเงินจากบัญชีดังกล่าว เพื่อนำไปซื้อบ้านพร้อมที่ดินในหมู่บ้านศุภาลัยแพรกษา ตำบลแพรกษา อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ
ทำให้เส้นทางการเงินดังกล่าวถูกจับตาอย่างใกล้ชิด
เบื้องต้น คณะกรรมการ ป.ป.ช. สรุปสำนวนการไต่สวน พิจารณาแล้วเห็นว่า เงินจำนวน 3 ล้านบาท เป็นทรัพย์สินที่เพิ่มขึ้นผิดปกติ ไม่สอดคล้องกับฐานรายได้และสถานะทางการเงินของผู้ถูกกล่าวหา
จึงมีมติชี้ว่าเข้าข่ายร่ำรวยผิดปกติ ตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต
พร้อมส่งสำนวนไต่สวน พยานหลักฐาน และความเห็นไปยังอัยการสูงสุด (อสส.) เพื่อยื่นคำร้องต่อศาล ขอให้มีคำสั่งให้ทรัพย์สินดังกล่าวตกเป็นของแผ่นดิน หากติดตามยึดทรัพย์ไม่ได้ครบถ้วน กฎหมายยังเปิดทางให้สามารถบังคับคดีกับทรัพย์สินอื่นของผู้ถูกกล่าวหาได้ภายในระยะเวลา 10 ปี
ปัจจุบันยังไม่มีข้อมูลยืนยันว่า คดีนี้เสร็จสิ้นกระบวนการต่อสู้คดีในชั้นศาลไปแล้วหรือไม่
แต่คดีนี้ก็สะท้อนให้เห็นว่า แม้จะเป็นเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แต่หากมีความเคลื่อนไหวทางการเงินผิดปกติ ก็สามารถถูกตรวจสอบย้อนหลังได้เช่นเดียวกับข้าราชการระดับสูง และกลายเป็นอีกหนึ่งบทเรียนสำคัญของระบบตรวจสอบทรัพย์สินภาครัฐไทย




