News Logo
หน้าแรก
ป.ป.ช.แจงไม่ได้พังทั้งระบบ? ตีตก 'ศักดิ์สยาม'จงใจปกปิดหุ้นสวนศาล รธน.

ป.ป.ช.แจงไม่ได้พังทั้งระบบ? ตีตก 'ศักดิ์สยาม'จงใจปกปิดหุ้นสวนศาล รธน.

17 เม.ย. 2569 10:45
ผู้ชม 74 คน

"...เมื่อถามถึงความชัดเจนกรณีหากนายศักดิ์สยามจะกลับมาดำรงตำแหน่งทางการเมือง นายสุรพงษ์ กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นคุณสมบัติการดำรงตำแหน่งทางการเมือง เป็นเรื่องของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แต่ในส่วนของ ป.ป.ช.จบแล้ว ซึ่งรัฐธรรมนูญเขียนระบุคุณสมบัติผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองไว้ โดยมีเรื่องสิทธิของผู้เสียหายที่สงสัยหรือยังเคลือบแคลงใจ ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องรับไปพิจารณาเองว่า คุณสมบัติของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีอะไรบ้าง บางส่วนเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับ ป.ป.ช. ทั้งนี้ ยืนยันว่า สิ่งที่ ป.ป.ช.ชี้แจงไปมีเหตุผลอยู่แล้ว..."

กรณีคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) สวนคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ!

ตีตกข้อกล่าวหา นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ จงใจปกปิดบัญชีทรัพย์สิน จากการไม่แจ้งข้อมูลการเป็นผู้ถือหุ้นและเจ้าของห้างหุ้นส่วนจำกัดบุรีเจริญคอนสตรัคชั่นตัวจริง หลังจากในช่วงต้นปี 2567 ศาลรัฐธรรมนูญ มีคำวินิจฉัยในคดีที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฏร (สส.) จำนวน 54 คน ยื่นคำร้องต่อประธานสภาผู้แทนราษฎรว่า นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมในขณะนั้น ยังคงไว้ซึ่งหุ้นส่วนและยังคงเป็นผู้ถือหุ้นและเจ้าของห้างหุ้นส่วนจำกัด (หจก.) บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น อย่างแท้จริง โดยผลคำวินิจฉัยระบุว่า นายศักดิ์สยามมีความผิด และถูกตัดสิทธิ์ความเป็น รมว.คมนาคม ให้ความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลงนับตั้งแต่วันที่ 3 มีนาคม 2566 ซึ่งเป็นวันที่ศาลรัฐธรรมนูญได้สั่งให้นายศักดิ์สยามหยุดปฏิบัติหน้าที่

กลับมาอยู่ในความสนในของสาธารณชนอีกครั้ง

เมื่อปรากฏข่าว วันที่ 16 เมษายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสุรพงษ์ อินทรถาวร เลขาธิการ ป.ป.ช.ให้สัมภาษณNสื่อมวลชนถึงกรณีนี้ว่า ได้รับทราบข้อมูลแล้ว เดี๋ยวจะแถลงเป็นเอกสารในภายหลัง เนื่องจากเนื้อหาและคำวินิจฉัยมีผลกระทบ รวมถึงให้เหตุผลว่า ทำไมคณะกรรมการ ป.ป.ช.จึงวินิจฉัยเช่นนี้

เมื่อถามถึงความชัดเจนกรณีหากนายศักดิ์สยามจะกลับมาดำรงตำแหน่งทางการเมือง นายสุรพงษ์ กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นคุณสมบัติการดำรงตำแหน่งทางการเมือง เป็นเรื่องของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แต่ในส่วนของ ป.ป.ช.จบแล้ว ซึ่งรัฐธรรมนูญเขียนระบุคุณสมบัติผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองไว้ โดยมีเรื่องสิทธิของผู้เสียหายที่สงสัยหรือยังเคลือบแคลงใจ ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องรับไปพิจารณาเองว่า คุณสมบัติของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีอะไรบ้าง บางส่วนเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับ ป.ป.ช. ทั้งนี้ ยืนยันว่า สิ่งที่ ป.ป.ช.ชี้แจงไปมีเหตุผลอยู่แล้ว

เมื่อถามว่า ไม่ต้องส่งเรื่องกลับไปที่ศาลรัฐธรรมนูญใช่หรือไม่ นายสุรพงษ์ กล่าวว่า เป็นเรื่องของข้อกฎหมาย (อ้างอิงข่าวส่วนนี้จาก https://www.thaipost.net/politics-news/980717/)

นายสุรพงษ์ อินทรถาวร8

นายสุรพงษ์ อินทรถาวร

หากพิจารณาคำให้สัมภาษณ์ชี้แจงล่าสุดของ นายสุรพงษ์ เลขาธิการ ป.ป.ช. ข้างต้น

จะพบว่า เนื้อหาไม่ได้มีอะไรใหม่เลย

เพราะถ้าสาธารณชนยังจำกันได้ เกี่ยวกับกรณีนี้ ในช่วงกลางเดือนมีนาคม 2569 สำนักข่าว Next News เป็นสำนักข่าวแรกที่เปิดประเด็นข่าวเรื่องนี้

@ สวนคำวินิจฉัย ศาล รธน. ป.ป.ช.สรุปผลสอบเบื้องต้น'ศักดิ์สยาม' ไม่จงใจปกปิดหุ้น หจก.บุรีเจริญฯ

หลังได้รับข้อมูลยืนยันจาก แหล่งข่าวระดับสูงในสำนักงาน ป.ป.ช.ว่า ภายหลังจากในช่วงต้นปี 2567 ศาลรัฐธรรมนูญ มีคำวินิจฉัยในคดีที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฏร (สส.) จำนวน 54 คน ยื่นคำร้องต่อประธานสภาผู้แทนราษฎรว่า นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมในขณะนั้น ยังคงไว้ซึ่งหุ้นส่วนและยังคงเป็นผู้ถือหุ้นและเจ้าของห้างหุ้นส่วนจำกัด (หจก.) บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น อย่างแท้จริง โดยผลคำวินิจฉัยระบุว่า นายศักดิ์สยามมีความผิด และถูกตัดสิทธิ์ความเป็น รมว.คมนาคม ให้ความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลงนับตั้งแต่วันที่ 3 มีนาคม 2566 ซึ่งเป็นวันที่ศาลรัฐธรรมนูญได้สั่งให้นายศักดิ์สยามหยุดปฏิบัติหน้าที่

ได้มีผู้มายื่นร้องเรียนต่อสำนักงาน ป.ป.ช. ให้ไต่สวนนายศักดิ์สยาม กรณีจงใจปกปิดบัญชีทรัพย์สิน จากการไม่แจ้งข้อมูลการเป็นผู้ถือหุ้นและเจ้าของห้างหุ้นส่วนจำกัดบุรีเจริญคอนสตรัคชั่นตัวจริง ตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ

อย่างไรก็ดี เจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. ที่รับผิดชอบตรวจสอบข้อมูลเบื้องต้นได้มีการสรุปสำนวนไปแล้วว่า นายศักดิ์สยาม ไม่ได้จงใจปกปิดบัญชีทรัพย์สิน เพราะเชื่อตามนายศักดิ์สยาม ที่อ้างว่าเพิ่งรู้ว่าหุ้นใน หจก.บุรีเจริญ เป็นของตนเองตอนที่ศาล รธน. มีคำวินิจฉัย โดยฝ่ายตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินวินิจฉัยว่า ไม่จงใจปกปิด ฝ่ายทำคดีเบื้องต้นก็ฟังตาม ว่าไม่มีส่วนได้เสีย ทั้งที่ศาลรธน.วินิจฉัยแล้วว่า หุ้นในหจก.บุรีเจริญ นั้นเป็นของนายศักดิ์สยาม

@ คอนเฟิร์ม!ป.ป.ช.ยกคำร้อง'ศักดิ์สยาม'จงใจปกปิดหุ้นฯ ตั้งแต่ก.ย.68 แล้ว

ต่อมา เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2569 นายสุรพงษ์ อินทรถาวร เลขาธิการ ป.ป.ช. ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์สำนักข่าว Next News ว่า จากการตรวจสอบเบื้องต้น พบว่า ผลการตรวจสอบข้อมูลกรณีกล่าวหา นายศักดิ์สยาม จงใจปกปิดบัญชีทรัพย์สินดัง ซึ่งเป็นทางการตรวจสอบข้อมูลเบื้องต้น ได้มีการนำเสนอเข้าที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช.พิจารณา ตั้งแต่ในช่วงเดือนกันยายน 2568 และคณะกรรมการ ป.ป.ช.ชุดใหญ่ มีมติยกคำร้องตีตกข้อกล่าวหากรณีนี้ไปแล้ว

"ส่วนรายละเอียดมติคณะกรรมการ ป.ป.ช. รวมไปถึงประเด็นอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องนั้น เนื่องจากเป็นช่วงที่เกิดขึ้นก่อนที่ตนเองจะเข้ามารับตำแหน่งเลขาฯ ป.ป.ช. จึงต้องขอตรวจสอบความชัดเขนอีกครั้งก่อน" นายสุรพงษ์ ระบุ

@ 'ศักดิ์สยาม' รอดคดี 2! ป.ป.ช.ตีตกปมคู่สัญญารับงานคมนาคมพันล้าน

ถัดจากนั้น ไม่นานสำนักข่าว Next news ได้รับการยืนยันข้อมูลเพิ่มเติมว่า ในส่วนของคดีอาญาที่เป็นผลพ่วงมาจากศาลรัฐธรรมนูญ มีคำวินิจฉัยว่านายศักดิ์สยาม ยังคงถือครองไว้ซึ่งหุ้นส่วนและยังคงเป็นผู้ถือหุ้นและเจ้าของ หจก.บุรีเจริญฯ ตัวจริง เรื่องการเข้าเป็นคู่สัญญาหน่วยงานภาครัฐ จากการที่หจก.บุรีเจริญฯ เข้าไปเป็นคู่สัญญากับหน่วยงานของรัฐสังกัดกระทรวงคมนาคม อาทิ แขวงการทางหลวงบุรีรัมย์ ,แขวงทางหลวงชนบทบุรีรัมย์ และการรถไฟแห่งประเทศไทย ก็ถูกคณะกรรมการ ป.ป.ช. ตีตกยกคำร้องไปแล้ว ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมาด้วย

คดีที่สองนี้เป็นเรื่องการกระทำอันเป็นการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลกับประโยชน์ส่วนรวม เนื่องจากการที่นายศักดิ์สยาม ยังคงเป็นเจ้าของ หจก.บุรีเจริญฯ มาโดยตลอด แต่ให้นายศุภวัฒน์ เกษมสุทธิ์ เข้ามาถือหุ้นแทน ปรากฎข้อมูลว่า ในช่วงนายศักดิ์สยาม ดำรงตำแหน่ง รมว.คมนาคม และปฏิบัติหน้าที่ รมว.คมนาคม ตั้งแต่วันที่ 10 ก.ค.2562-วันที่ 3 มี.ค.2566 หจก.บุรีเจริญฯ ได้งานจากหน่วยงานของรัฐในช่วงปี 2563-2564 กว่า 1.1 พันล้านบาท รายได้ของ หจก.บุรีเจริญฯ ส่วนหนึ่งมาจากการเป็นคู่สัญญากับหน่วยงานของรัฐสังกัดกระทรวงคมนาคม อาทิ แขวงการทางหลวงบุรีรัมย์ ,แขวงทางหลวงชนบทบุรีรัมย์ และการรถไฟแห่งประเทศไทย เป็นต้น

ภายหลังจากที่ ศาลรัฐธรรมนูญ มีคำวินิจฉัยว่านายศักดิ์สยาม ยังคงถือครองไว้ซึ่งหุ้นส่วนและยังคงเป็นผู้ถือหุ้นและเจ้าของ หจก.บุรีเจริญฯ ตัวจริง นายวัชระ เพชรทอง อดีตสส.พรรคประชาธิปัตย์ ได้ยื่นเรื่องให้ ป.ป.ช. ไต่สวน มีการกระทำที่ขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลกับประโยชน์ส่วนรวม กรณี หจก.บุรีเจริญฯ เป็นคู่สัญญากับหน่วยงานในสังกัดกระทรวงคมนาคม ซึ่งเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 126 แห่ง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 แล้ว ผู้ฝ่าฝืนต้องระวางโทษจําคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 6 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

มาตรา 126 (1) ระบุว่า เป็นคู่สัญญาหรือมีส่วนได้เสียในสัญญาที่ทำกับหน่วยงานของรัฐที่เจ้าพนักงานของรัฐผู้นั้น ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะที่เป็นเจ้าพนักงานของรัฐ ซึ่งมีอำนาจไม่ว่าโดยตรงหรือโดยอ้อมในการกำกับ ดูแลควบคุม ตรวจสอบหรือดำเนินคดี

(2) ระบุว่า เป็นหุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้นในห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทที่เข้าเป็นคู่สัญญากับหน่วยงานของรัฐที่เจ้าพนักงานของรัฐผู้นั้นปฏิบัติหน้าที่ในฐานะที่เป็นเจ้าพนักงานของรัฐซึ่งมีอำนาจไม่ว่าโดยตรงหรือโดยอ้อมในการกำกับ ดูแล ควบคุม ตรวจสอบหรือดำเนินคดี เว้นแต่จะเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทจํากัดหรือบริษัทมหาชนจํากัดไม่เกินจำนวนที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. กำหนด

ทั้งนี้ ผลจากการที่เจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. ได้สรุปผลการตรวจสอบเบื้องต้น ว่า นายศักดิ์สยาม ไม่ได้จงใจปกปิดบัญชีทรัพย์สินการถือครองหุ้น หจก.บุรีเจริญฯ เพราะเชื่อตามนายศักดิ์สยาม ที่อ้างว่าเพิ่งรู้ว่าหุ้นใน หจก.บุรีเจริญ เป็นของตนเองตอนที่ศาล รธน. มีคำวินิจฉัย เจ้าหน้าที่ที่ตรวจสอบเรื่องการกระทำอันเป็นการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลกับประโยชน์ส่วนรวม ก็นำประเด็นนี้มาตั้งเป็นฐานในการพิจารณา ก่อนจะสรุปผลการตรวจสอบเบื้องต้น ว่า นายศักดิ์สยาม ไม่ได้การกระทำอันเป็นการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลกับประโยชน์ส่วนรวม และมีการเสนอเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช. ก่อนที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. จะมีการพิจารณายกคำร้องตีตกข้อกล่าวหานี้ไปแล้ว ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2569 ตามที่ปรากฏเป็นข่าวข้างต้น

Cover image

Cover image

เลขาป.ป.ช.เผยจะทำเอกสารชี้แจง กรณีตีตกคดีอาญา 'ศักดิ์สยาม' รับงานรัฐ

ต่อข้อมูลคดีใหม่นี้ เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2569 นายสุรพงษ์ อินทรถาวร เลขาธิการ ป.ป.ช. ตอบคำถามสื่อมวลชน ว่า ในเรื่องนี้ทาง ป.ป.ช. จะมีการแถลงเป็นเอกสารเพื่อให้สังคมและประชาชนเข้าใจว่าทำไมเรื่องนี้ ป.ป.ช. จึงวินิจฉัยเช่นนั้น แต่ในเบื้องต้น ป.ป.ช. ได้ดูทั้งคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญและดูข้อเท็จจริงในเรื่องของบัญชี ในส่วนของคดีอาญานั้นข้อเท็จจริงบางส่วนไม่ได้ปรากฏการกระทำของผู้ถูกกล่าวหา เนื่องจากการที่จะวินิจฉัยความผิดบุคคลต้องดูองค์ประกอบของความผิดทางอาญาด้วย ในส่วนนี้ทางป.ป.ช.จะแถลงเป็นเอกสารอีกครั้ง

ก่อนที่ ล่าสุด เมื่อวันที่ 16 เมษายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสุรพงษ์ อินทรถาวร เลขาธิการ ป.ป.ช. จะให้สัมภาษณ์ยืนยันต่อสื่อมวลชนถึงกรณีนี้อีกครั้งว่า ได้รับทราบข้อมูลแล้ว เดี๋ยวจะแถลงเป็นเอกสารในภายหลัง เนื่องจากเนื้อหาและคำวินิจฉัยมีผลกระทบ รวมถึงให้เหตุผลว่า ทำไมคณะกรรมการ ป.ป.ช.จึงวินิจฉัยเช่นนี้ ตามที่ปรากฏเป็นข่าวข้างต้น

นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ

นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ

จากข้อมูลที่กล่าวไปทั้งหมดข้างต้น

จะเห็นได้ว่า นับตั้งแต่ สำนัก Next News เปิดประเด็นข่าวเรื่องนี้ ไปตั้งแต่กลางเดือนมีนาคม 2569 จนถึงปัจจุบัน ป.ป.ช.ยังไม่ได้ชี้แจงข้อเท็จจริงต่อสาธารณชนเเป็นทางแต่อย่างใด

ทั้งที่ กรณีถือเป็น ประเด็นใหญ่ทางกฎหมายและการเมือง เพราะเป็นครั้งแรก ๆ ที่สาธารณชนเห็นภาพชัดว่า ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่ามีความผิด จนพ้นตำแหน่งรัฐมนตรี แต่ต่อมา ป.ป.ช.กลับยกคำร้อง ไม่ชี้มูลความผิดในคดีทรัพย์สินและผลประโยชน์ทับซ้อน

นี่จึงไม่ใช่แค่คดีบุคคล แต่คือ คดีความน่าเชื่อถือของระบบตรวจสอบรัฐ

@ เงื่อนปมใหญ่ สององค์กรอิสระ ใช้ข้อเท็จจริงเดียวกัน แต่ได้คนละคำตอบ

โดยปมใหญ่ที่สุดของ เรื่องนี้ เป็นกรณีที่ สององค์กรอิสระ ใช้ข้อเท็จจริงเดียวกัน แต่ได้คนละคำตอบ ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า นายศักดิ์สยาม ยังเป็นเจ้าของ หจก.บุรีเจริญฯ ตัวจริง แม้โอนหุ้นไปแล้วในเอกสาร แต่ ป.ป.ช.กลับสรุปว่า ไม่จงใจปกปิดบัญชีทรัพย์สิน, ไม่เข้าข่ายผลประโยชน์ทับซ้อน และไม่ผิดคดีอาญา

จุดนี้ทำให้สังคมตั้งคำถามทันทีว่า ถ้าศาลชี้ว่าเป็นเจ้าของจริง เหตุใด ป.ป.ช.จึงบอกว่าไม่รู้ ไม่เจตนา และไม่ผิด?

@ จุดอ่อนเหตุผล “เพิ่งรู้ว่าหุ้นเป็นของตัวเอง”

ที่น่าสนใจคือ จุดอ่อนเหตุผล “เพิ่งรู้ว่าหุ้นเป็นของตัวเอง” ของ นายศักดิ์สยาม ที่นำมาใช้ในการชี้แจงข้อเท็จจริงเรื่องนี้ เพราะจากข้อมูลระบุว่า เจ้าหน้าที่ ป.ป.ช.รับฟังคำชี้แจงว่า นายศักดิ์สยามเพิ่งรู้ว่าหุ้นยังเป็นของตน เมื่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย เหตุผลนี้มีน้ำหนักน้อยในสายตาสาธารณะ เพราะบุคคลระดับรัฐมนตรี นักธุรกิจ และผู้ยื่นบัญชีทรัพย์สิน ต้องมีหน้าที่รู้ทรัพย์สินของตนเอง

คำถามคือ หุ้นมูลค่าสูงไม่รู้ได้อย่างไร? รายได้กิจการไม่ทราบจริงหรือ? ถ้าไม่รู้ แปลว่าปล่อยให้ผู้อื่นถือแทนใช่หรือไม่?

ขณะที่กรณีนี้ สาระสำคัญไม่ใช่แค่ “แจ้งทรัพย์สินหรือไม่” แต่คือช่วงดำรงตำแหน่ง รมว.คมนาคม หจก.บุรีเจริญฯ ได้งานรัฐจำนวนมาก โดยเฉพาะหน่วยงานในสังกัดกระทรวงคมนาคม

หากศาลวินิจฉัยว่าเป็นเจ้าของจริงอยู่แล้ว ย่อมมีคำถามต่อเนื่องว่า เป็นคู่สัญญารัฐได้หรือไม่? มีส่วนได้เสียโดยอ้อมหรือไม่? เข้าข่ายมาตรา 126 หรือไม่

@ ท่าทีของ ป.ป.ช.

จับตาท่าทีของ ป.ป.ช.ต่อกรณีนี้ การบอกว่าจะ “ชี้แจงเป็นเอกสารภายหลัง” หลายรอบ แต่ยังไม่เปิดเหตุผลละเอียด ยิ่งทำให้กระแสกดดันเพิ่มขึ้น

เพราะสังคมต้องการรู้ว่า ใช้พยานหลักฐานใด เหตุใดไม่ผูกพันคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ เหตุใดตีตกทั้งคดีทรัพย์สินและคดีผลประโยชน์ทับซ้อนหากไม่ชี้แจงอย่างเป็นระบบ

จะถูกมองว่า ช่วยผู้มีอำนาจมากกว่าปราบโกง?

และหากนายศักดิ์สยามกลับสู่ตำแหน่งการเมือง จะมีคำถามเรื่องคุณสมบัติทันที แม้ ป.ป.ช.บอกว่าจบในส่วนตน แต่เรื่องคุณสมบัติยังโยงถึง กกต. และอาจลากไปถึงศาลอีกครั้งแปลว่า คดีนี้ยังไม่จบทางการเมือง

@ สรุปแบบตรงไปตรงมา

ที่สำคัญคดีนี้สะท้อนปัญหาใหญ่ของไทยคือ องค์กรตรวจสอบหลายแห่ง มีอำนาจซ้อนกัน แต่ตีความไม่ตรงกัน

สุดท้ายประชาชนไม่รู้จะเชื่อใคร ถ้าศาลบอกผิด แต่ ป.ป.ช.บอกไม่ผิดสิ่งที่เสียหายที่สุด ไม่ใช่ตัวบุคคล

การชี้แจงของ ป.ป.ช. อย่างเป็นทางการที่จะออกมา (ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่) จึงไม่ใช่แค่การชี้แจง มติรายละเอียดผลการวินิจฉัยคดีธรรมดาทั่วๆไป เท่านั้น

หากแต่ คือ ความศรัทธาต่อกระบวนการยุติธรรมทั้งระบบ

ว่าจะมีดำรงคงอยู่แบบไหนในสังคมไทย นับจากนี้ทั้งในปัจจุบัน และอนาคตสืบไป

อ่านประกอบ :

แท็กที่เกี่ยวข้อง
ศักดิ์สยาม ชิดชอบ
ศักดิ์สยามไม่จงใจปกปิดหุ้น
ป.ป.ช.



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

เจาะคดีขรก.ปากน้ำรวยผิดปกติ! เงิน 3 ล.โผล่บัญชี ก่อนถอนสดซื้อบ้านหรู
เจาะคดีขรก.ปากน้ำรวยผิดปกติ! เงิน 3 ล.โผล่บัญชี ก่อนถอนสดซื้อบ้านหรู