News Logo
หน้าแรก
‘พีทีจี’เผยไตรมาส 1 ปี 69 ขาดทุน 205 ล. ชี้เหตุกำไรจากน้ำมันลดลง

‘พีทีจี’เผยไตรมาส 1 ปี 69 ขาดทุน 205 ล. ชี้เหตุกำไรจากน้ำมันลดลง

20 พ.ค. 2569 12:26
ผู้ชม 18 คน

‘พีทีจี’บริษัทแม่ของ ‘พีทีซี’ เผยไตรมาส1แรกปี69 ขาดทุน 205 ล้าน แจงเหตุกำไรจากน้ำมันลดลง มีรายได้ 5.68 หมื่นล้านก็ลดลง 1%

สำนักข่าว Next News รายงานว่า จากกรณีที่บริษัท ปิโตรเลียมไทยคอร์ปอเรชั่น จำกัด หรือ พีทีซีบริษัทลูกของบริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) หรือ พีทีจี ธุรกิจของครอบครัวนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ซึ่งดำเนินธุรกิจค้าปลีกน้ำมันเชื้อเพลิง และบริหารจัดการสถานีบริการน้ำมันภายใต้แบรนด์ ‘พีที’ นำส่งงบการเงินรอบปี 2568 มีรายได้กว่า 1.72 แสนล้านบาท และกำไรเหลือ 110.7 ล้านบาทจากปีก่อน 831.2 ล้านบาทนั้น

ภาพประกอบรายงาน

ภาพประกอบรายงาน

โชว์งบฯปีล่าสุด บ.ปิโตรเลียมไทย‘พิพัฒน์’รายได้ 1.7 แสนล. กำไร 110 ล.

รายงานข่าวแจ้งว่า จากการตรวจสอบผลการดำเนินงานไตรมาส 1/2569 ของบริษัท พีทีจี ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของบริษัท พีทีซี ที่แจ้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ระบุว่า ผลการดำเนินงานในไตรมาส 1/2569 ของบริษัทพีทีจี เป็นขาดทุนสุทธิ 174 ล้านบาท จากไตรมาส 4 ปี 2568 ที่มีกำไร 365 ล้านบาท ขณะที่ไตรมาสแรกปี 2568 มีกำไร 186 ล้านบาท หรือกำไรลดลง 194% YoY และ 147.8% QoQ และขาดทุนสุทธิส่วนที่เป็นของผู้เป็นเจ้าของบริษัทใหญ่จำนวน 205 ล้านบาท จากไตรมาส 4 ปี 2568 ที่มีกำไร 314 ล้านบาท และไตรมาสแรกปี 2568 ที่มีกำไร 190 ล้านบาท ก็พลิกจากกำไรเป็นขาดทุน 208.1% YoY และ 165.3% QoQ มีสาเหตุหลักจากธุรกิจน้ำมัน ที่มีกำไรขั้นต้นลดลง 15.9% YoY และ 19.2% QoQ เป็น 2,267 ล้านบาท จากความไม่สอดคล้องในเชิงเวลาระหว่างต้นทุนน้ำมันหน้าโรงกลั่นที่ปรับตัวสูงขึ้นตามราคาโลก จากสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางดังกล่าว กับการบริหารจัดการกองทุนน้ำมันในประเทศ ส่งผลให้กำไรขั้นต้นต่อลิตรลดลง 20.1% YoY และ 20.3% QoQ ขณะที่ปริมาณการจำหน่ายน้ำมันผ่านทุกช่องทางเติบโต 5.2% YOY และ 1.5% QoQ สู่ระดับ 1,753 ล้านลิตร จากความต้องการใช้น้ำมันที่เร่งตัวขึ้นกว่าปกติในช่วงเดือนมีนาคม

อย่างไรก็ดี ธุรกิจที่ไม่ใช่น้ำมันหรือ Non-Oil ยังคงเติบโตแข็งแกร่ง โดยมีกำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้น 50.6% YoY และ 5.7% QoQ สู่ระดับ 2,001 ล้านบาท โดยมีปัจจัยหลักมาจากธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มอย่างกาแฟพันธุ์ไทย ที่มีการเติบโตของรายได้และกำไรขั้นต้น มากกว่า 80% YoY จากการขยายสาขาและการเพิ่มขึ้นของยอดขายจากสาขาเดิม (Same-Store-Sales Growth: SSSG) ส่งผล ให้สัดส่วนกำไรขั้นต้นจาก Non-Oil ขยับขึ้นสู่ระดับ 46.9% ของกำไรขั้นต้นรวม สะท้อนการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างที่ต่อเนื่อง ของบริษัทฯ สู่พอร์ตธุรกิจที่มีความสมดุลและยืดหยุ่นต่อความผันผวนของตลาดพลังงานมากยิ่งขึ้น

รายได้จากการขายและการให้บริการอยู่ที่ 56,832 ล้านบาท ลดลง 1.0% YoY แต่เพิ่มขึ้น 0.2% QoQ การลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนมีสาเหตุหลักมาจากรายได้ธุรกิจน้ำมันที่ปรับลดลง 3.4% YoY เป็นผลจากราคาค้าปลีกน้ำมันเฉลี่ยหน้าสถานีบริการที่ปรับตัวลดลง อย่างไรก็ตาม รายได้ธุรกิจน้ำมันฟื้นตัวได้ 0.3% QoQ จากปริมาณการจำหน่ายน้ำมันผ่านทุกช่องทางที่เพิ่มขึ้น 1.5% QoQ

ขณะเดียวกัน ธุรกิจที่ไม่ใช่น้ำมัน หรือ Non-Oil ยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนการเติบโตที่สำคัญของบริษัทฯ โดยมีรายได้เติบโต 22.1% YOY แม้จะปรับลดลงเล็กน้อย 0.9% QoQ ปัจจัยขับเคลื่อนหลักมาจากธุรกิจกาแฟพันธุ์ไทย ซึ่งรายได้เติบโตโดดเด่นที่ 84.1% YoY และ 8.8% QoQ ทั้งนี้ ในด้านโครงสร้างรายได้ ธุรกิจน้ำมัน ยังคงมีสัดส่วนสูงสุดที่ 88.5% ของรายได้รวม ในขณะที่สัดส่วนรายได้จากธุรกิจ Non-Oil ขยับขึ้นเป็น 11.5%

สำหรับต้นทุนการขายและการให้บริการในไตรมาส 1/2569 อยู่ที่ 52,564 ล้านบาท ปรับ ลดลง 1.5% YoY และเพิ่มขึ้น 1.0% QoQ เคลื่อนไหวสอดคล้องกับทิศทางของรายได้ในช่วงเดียวกัน ส่งผลให้กำไรขั้นต้นของ บริษัทฯ อยู่ที่ 4,268 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.1% YoY แต่ลดลง 9.1% QoQ

โดยการลดลง QoQ ของกำไรขั้นต้นมีสาเหตุหลักมาจากธุรกิจน้ำมัน ซึ่งมีกำไรขั้นต้นลดลง 15.9% YoY และ 19.2% QoQ สู่ระดับ 2,267 ล้านบาท จากแรงกดดันของต้นทุนน้ำมันหน้าโรงกลั่นที่ปรับตัวสูงขึ้นตามราคาน้ำมันโลก ภายใต้สถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางในช่วงเดือนมีนาคม ส่งผลให้เกิดความไม่สอดคล้องระหว่างต้นทุนน้ำมันและการ บริหารจัดการกองทุนน้ำมันในประเทศ

อย่างไรก็ตาม ธุรกิจ Non-Oil ของบริษัทฯ ยังคงสร้างการเติบโตของกำไรขั้นต้นได้อย่างแข็งแกร่ง โดยมีกำไรขั้นต้นอยู่ ที่ 2,001 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 50.6% YoY และ 5.7% QoQ จากการขยายตัวอย่างต่อเนื่องของธุรกิจกาแฟพันธุ์ไทย รวมถึงโครงสร้าง รายได้ของธุรกิจ Non-Oil ที่มีอัตรากำไรสูงกว่าธุรกิจน้ำมัน ส่งผลให้สัดส่วนกำไรขั้นต้นจากธุรกิจ Non-Oil เพิ่มขึ้นสู่ระดับ 46.9% ในไตรมาสนี้ เทียบกับ 40.3% ในไตรมาส 4/2568 และ 33.0% ในไตรมาส 1/2568 สะท้อนถึงการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างของ บริษัทฯ จากการพึ่งพาธุรกิจน้ำมันเป็นหลัก สู่โครงสร้างการสร้างมูลค่าที่มีความสมดุลมากยิ่งขึ้นระหว่างธุรกิจน้ำมัน และ Non-Oil

สำหรับ EBITDA ในไตรมาส 1/2569 มีจำนวน 1,281 ล้านบาท ลดลง 15.0% YoY และ 35.3% QoQ และมีขาดทุนสุทธิเพิ่มขึ้น 194.0% YoY และ 147.8% QoQ เป็นจำนวน 174 ล้านบาท พลิกจากกำไรเป็นขาดทุน

รายได้จากการขายและการให้บริการธุรกิจ น้ำมัน ในไตรมาส 1/2569 มีจำนวน 50,312 ล้านบาท ลดลง 3.4% YoY แต่ เพิ่มขึ้น 0.3% QoQ โดยการเปลี่ยนแปลงของรายได้ดังกล่าว สามารถอธิบายได้ดังต่อไปนี้

1) ราคาขายปลีกหน้าสถานีบริการเฉลี่ยอยู่ที่ 28.70 บาทต่อลิตร ลดลง 8.1% YoY และ 1.1% QoQ

2) ปริมาณการจำหน่ายน้ำมันผ่านทุกช่องทางรวมทั้งสิ้น 1,753 ล้านลิตร เพิ่มขึ้น 5.2% YoY และ 1.5% QoQ โดยมีปัจจัยหลักมาจากกลุ่มดีเซล ที่เติบโต 4.6% YoY และ 2.9% QoQ จากความต้องการใช้น้ำมัน ที่เร่งตัวขึ้นในช่วงเดือนมีนาคม ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางที่ส่งผล ให้ราคาน้ำมันโลกและราคาพลังงานในประเทศปรับตัวเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันกลุ่มเบนซิน มีปริมาณ การจำหน่ายที่เพิ่มขึ้น 6.9% YoY แต่ลดลง 2.0% QoQ จากการปรับเพิ่มขึ้นของราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศตามทิศทางราคาน้ำมันโลก ซึ่งส่งผลต่อความต้องการใช้น้ำมันของผู้บริโภคบางส่วน แม้จำนวนสถานีบริการจะเพิ่มขึ้นเพียง 1.2% YoY มาอยู่ที่ 2,276 สถานี

ต้นทุนการขายและการให้บริการ เท่ากับ 48,045 ล้านบาท ลดลง 2.7% YoY แต่เพิ่มขึ้น 1.5% QoQ ส่งผลให้มี กำไรขั้นต้น เท่ากับ 2,267 ล้านบาท ลดลง 15.9% YoY และ 19.2% QoQ จากแรงกดดัน ของต้นทุนน้ำมันหน้าโรงกลั่นที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วตามราคาน้ำมันโลก ขณะที่การปรับราคาขายปลีกในประเทศและการบริหารจัดการกองทุนน้ำมันไม่สามารถปรับตัว ได้ทันในช่วงเวลาเดียวกัน ส่งผลให้กำไรขั้นต้นต่อลิตรลดลง 20.1% YoY และ 20.3% QoQ ทั้งนี้ กำไรขั้นต้นจากธุรกิจน้ำมัน ยังคงคิดเป็นสัดส่วน 53.1% ของกำไรขั้นต้นรวม

ณ วันที่ 31 มีนาคม 2569 บริษัทฯ มีสินทรัพย์รวม 57,875 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,184 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 2.1% จากสิ้นปี 2568 โดยการเปลี่ยนแปลงหลักประกอบด้วย 1) เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด เพิ่มขึ้น 747 ล้านบาท 2) ที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์ เพิ่มขึ้น 296 ล้าน บาท มีหนี้สินรวม 46,936 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,342 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 2.9% จากสิ้นปี 2568 โดยมีปัจจัยหลักมาจากเจ้าหนี้การค้าและเจ้าหนี้หมุนเวียนอื่น เพิ่มขึ้น 1,124 ล้านบาท ตามปริมาณการซื้อน้ำมันเพื่อรองรับช่วงเทศกาลสงกรานต์ และการบริหารเครดิตเทอม

แท็กที่เกี่ยวข้อง
พิพัฒน์ รัชกิจประการ
บัญชีทรัพย์สิน
ธุรกิจพิพัฒน์



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

'ศิริโชค' ลุยฟ้อง 'สุชาติ-พวก' ปมปล่อยคดี 'ณัฏฐ์ชนน' ล่าช้าเกือบ 2 ปี
'ศิริโชค' ลุยฟ้อง 'สุชาติ-พวก' ปมปล่อยคดี 'ณัฏฐ์ชนน' ล่าช้าเกือบ 2 ปี