ก่อนลูก 4 คนร่วมทุนซื้อกลับคืนจากขายทอดตลาด หลังศาลฎีกาฯสั่งยึดเข้าแผ่นดิน คดีรวยผิดปกติ ขุดคำพิพากษา ดูคำชี้แจงที่มาบ้าน ‘เสี่ยตือ-สมศักดิ์’ จ.อ่างทอง 16 ล. สร้างด้วยเงินสดจากแหล่งใด ?
กรณีนายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และ นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ประธานคณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎร ของพรรคร่วมรัฐบาล ( วิปรัฐบาล) น้องชายนายภราดร ทั้งสองคนเป็นลูกชายนายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน ต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (คณะกรรมการ ป.ป.ช.) กรณีพ้นจากตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2568 ระบุมีบ้านพักอาศัยตึก 3 ชั้น ในต.ไผ่จำศีล อ.วิเศษชัยชาญ จ.อ่างทอง ปลูกสร้างบนเอกสารสิทธิ์เลขที่ 14360 เนื้อที่ 3ไร่ -0-24 เศษ 1 ส่วน 10 ตารางวา
จากการตรวจสอบพบว่า โฉนดที่ดินแปลงดังกล่าว เป็นแปลงเดียวกับคดีที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พิพากษา ให้ยึดบ้านตึก 3 ชั้นและห้องใต้ดิน 1 ชั้น เลขที่ 5/5 หมู่ที่ 5 ต.ไผ่จำศีล อ.วิเศษชัยชาญ ซึ่งปลูกสร้างบนโฉนดที่ดินเลขที่ 14360 เนื้อที่ 3 ไร่ 24.1 ตารางวา มูลค่าประมาณ 16 ล้านบาท ของนายสมศักดิ์ตกเป็นของแผ่นดินกรณีร่ำรวยผิดปกติ เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2559 ตามที่รายงานแล้ว

ภาพประกอบรายงาน
ปริศนา!‘ภราดร-กรวีร์’ถือครองที่ดินแปลงเดียว คดีพ่อถูกศาลฎีกายึดทรัพย์
ตามส่องชัด ๆ ที่ตั้งบ้าน‘ภราดร-กรวีร์’ซื้อคืน หลังพ่อถูกศาลยึดทรัพย์
‘กรวีร์’ แจงซื้อคืนบ้านจากกรมธนารักษ์หลังศาลยึดทรัพย์-ส่วนโฉนดของลุง
ขณะที่นายกรวีร์ชี้แจงว่า ในคดีร่ำรวยผิดปกติของบิดา ศาลฎีกาสั่งยึดบ้านเท่านั้น ไม่เกี่ยวข้องกับที่ดินซึ่งเป็นชื่อของคุณลุง พอคุณลุงเสียชีวิตก็ตกทอดเป็นมรดก ซึ่งคุณแม่(นายกรวีร์)เป็นผู้จัดการมรดก ก็ยกให้ลูกทั้ง 4 คน ในส่วนของตัวบ้านหลังจากถูกยึดเป็นของแผ่นดินและมีการนำไปขายทอดตลาด ตนและพี่น้องรวม 4 คน (รวมถึงนายภราดร) ได้ไปดำเนินการซื้อคืนจากกรมธนารักษ์ และลงชื่อเป็นเจ้าของร่วมกันทั้ง 4 คน จึงเป็นเหตุผลให้ทรัพย์สินดังกล่าวปรากฏอยู่ในบัญชีทรัพย์สินที่แจ้งต่อป.ป.ช.
บ้านหลังนี้มีความเป็นมาอย่างไร
พลิกคำพิพากษาศาลฎีกา มีรายละเอียดนี้

คำพิพากษา
@โฟกัส ใครเป็นเจ้าของบ้าน-เงินที่ใช้ก่อสร้าง?
ประเด็น ใครเป็นเจ้าของบ้านที่แท้จริง และเงินที่ใช้ก่อสร้าง?
เริ่มจาก นายไพโรจน์ ฉัตรบริรักษ์ (พี่ภรรยานายสมศักดิ์) ได้ให้การในชั้นไต่สวนของคณะอนุกรรมการ ป.ป.ช. ไว้ 3 ครั้ง ครั้งแรกเมื่อ 20 เม.ย. 2544 ครั้งที่สอง 10 ก.ค. 2550 และครั้งที่สาม 14 ก.ค. 2553 คำให้การครั้งแรก นายไพโรจน์ให้การว่า บ้านเลขที่ 5/5 ไม่ใช่บ้านของผู้ถูกกล่าวหา (นายสมศักดิ์) แต่เป็นบ้านของตระกูลกงสีฉัตรบริรักษ์ และครั้งที่สอง นายไพโรจน์ยังคงยืนยันว่า ใช้เงินสด และเงินในบัญชีเงินฝากของ หจก.โรงสีวิเศษชัยชาญเจริญกิจ ชำระค่าวัสดุก่อสร้าง
@ภรรยาสมศักดิ์อ้างใช้เงินจาก กิจการโรงสี
นางรวีวรรณ ปริศนานันทกุล (ภรรยานายสมศักดิ์) ให้การในชั้นไต่สวนของคณะอนุกรรมการ ป.ป.ช. 2 ครั้ง ครั้งแรกเมื่อ 2 ส.ค. 2550 ครั้งที่สอง 15 ก.ค. 2553 ในการให้การครั้งแรก นางรวีวรรณอ้างว่า ผู้ถูกกล่าวหาไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการปลูกสร้างบ้านเลขที่ 5/5 โดยใช้เงินของโรงสีวิเศษชัยชาญเจริญกิจในการก่อสร้างบ้านดังกล่าว หลังจากนั้น เมื่อวันที่ 29 ม.ค. 2556 (ภายหลังจากศาลฎีกาฯ พิพากษาว่า นายสมศักดิ์จงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินเป็นเท็จ เมื่อ 4 พ.ค. 2555 กรณีไม่แจ้งบ้านหลังดังกล่าวต่อ ป.ป.ช.ซึ่งเป็นคดีแรก) นางรวีวรรณยังทำหนังสือถึงประธานคณะอนุกรรมการไต่สวนขอให้การเพิ่มเติม โดยยืนยันว่า เงินที่ใช้ซื้อที่ดินและปลูกบ้านเลขที่ 5/5 เป็นเงินจากบัญชีเงินฝากธนาคารของ หจก.โรงสีวิเศษชัยชาญเจริญกิจ
@ ตอนแรก‘สมศักดิ์’อ้างทรัพย์สินของโรงสีวิเศษชัยชาญฯ/พี่เมีย
ขณะที่ นายสมศักดิ์ ให้การต่อคณะอนุกรรมการ ป.ป.ช. ครั้งแรกเมื่อ 29 มี.ค. 2553 หลังจากนั้น ถูกแจ้งข้อกล่าวหาวันที่ 25 พ.ค. 2554 นายสมศักดิ์ทำหนังสือชี้แจงข้อกล่าวหาเมื่อ 20 มิ.ย. 2554 ยีนยันว่า บ้านหลังดังกล่าวไม่ใช่ทรัพย์สินของผู้ถูกกล่าวหาและคู่สมรส แต่เป็นทรัพย์สินของ หจก.โรงสีวิเศษชัยชาญเจริญกิจ ค่าใช้จ่ายในการชำระค่าวัสดุก่อสร้างและค่าแรง นายไพโรจน์ ฉัตรบริรักษ์ เป็นผู้ดูแลจัดการทั้งหมด โดยถอนเงินจากบัญชีเงินฝากธนาคารของนายไพโรจน์ และหรือนายเกรียงศักดิ์ ฉัตรบริรักษ์ นำมาเป็นค่าใช้จ่ายในการก่อสร้าง
และในการขึ้นให้การต่อศาลฎีกาฯ คดีจงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินเป็นเท็จคดีแรก (ก่อนศาลตัดสิน) นายสมศักดิ์ยังคงให้การปฏิเสธ และยื่นคำคัดค้านว่า บ้านเลขที่ 5/5 ต.ไผ่จำศีล นายไพโรจน์ และนายเกรียงศักดิ์ หารือและตกลงกันจะทำเป็นสำนักงานดำเนินกิจกรรมทางการเมืองของนายไพโรจน์ ที่จะลงสมัครรับเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ด่านช้าง และให้นายสมศักดิ์ใช้เป็นสำนักงาน และที่พักอาศัย จึงใช้เงินของ หจก.โรงสีวิเศษชัยชาญเจริญ จ่ายค่าก่อสร้าง บ้านเลขที่ 5/5 ไม่ใช่ของนายสมศักดิ์ แต่เป็นทรัพย์สินของ หจก.โรงสีวิเศษชัยชาญเจริญ
@ เปลี่ยนคำให้การใหม่ เงินเก็บสะสม 30 ล. จากพรรคชาติไทย-ผู้ใหญ่สนับสนุน
แต่หลังจาก ศาลฎีกาฯ พิพากษาว่า นายสมศักดิ์จงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินเป็นเท็จ โดยพิพากษาว่า บ้านหลังดังกล่าวเป็นของนายสมศักดิ์และคู่สมรส และไม่แจ้งต่อ ป.ป.ช. เมื่อ 4 พ.ค. 2555 ซึ่งเป็นคดีแรก นายสมศักดิ์ได้ชี้แจงข้อกล่าวหาเพิ่มเติมต่อ ป.ป.ช. อีกหลายครั้ง และกล่าวอ้างข้อเท็จจริงต่างกันไป
14 ส.ค. 2555 ระบุว่า เงินที่ใช้ในการปลูกสร้างบ้านส่วนหนึ่งเป็นเงินที่นายไพโรจน์ หรือนายเกรียงศักดิ์ ฉัตรบริรักษ์ เบิกจากเงินฝากธนาคาร และส่วนใหญ่ใช้เงินสดในการชำระค่าวัสดุก่อสร้างเป็นงวด ๆ รวมทั้ง ค่าแรงช่างในการปลูกสร้างบ้าน โดยเงินเบิกจ่ายจากบัญชีธนาคารและเงินสด นั้น ผู้ถูกกล่าวหาและคู่สมรส ต่างยินยอมและมอบไว้ให้ใช้สำหรับชำระเป็นค่าก่อสร้าง ซึ่งแตกต่างจากคำเบิกความของผู้ถูกกล่าวหาในชั้นศาลโดยสิ้นเชิง แม้ต่อมา วันที่ 9 เม.ย. 2556 นายสมศักดิ์ขอเปลี่ยนคำชี้แจงใหม่เป็นว่า นายสมศักดิ์มีสมุดบันทึกการเงินเกี่ยวกับการเลือกตั้งของผู้ถูกกล่าวหา โดยเป็นสมุดบันทึกส่วนตัวเกี่ยวกับการรับเงินสนับสนุนการเลือกตั้งในปี 2538 และปี 2539 มีการเขียนรายละเอียดชัดเจนถึงกลุ่มบุคคลที่ให้การสนับสนุนการเงินแก่นายสมศักดิ์ในการลงสมัครรับเลือกตั้งแต่ละครั้ง ดังนั้น จึงชี้แจงใหม่ว่า นายสมศักดิ์และครอบครัวต้องการจะปลูกสร้างบ้านพักอาศัย และสำนักงานในงบประมาณ 10 ล้านบาทถึง 15 ล้านบาท โดยนายสมศักดิ์เป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายทั้งหมด รวมถึง ค่าตกแต่งประมาณ 5 ล้านบาท และค่าจัดซื้อเครื่องใช้ภายในบ้านประมาณ 1 ล้านบาท ซึ่งเป็นเงินที่เหลือจากการเลือกตั้งที่เก็บสะสมไว้ประมาณ 30 ล้านบาท อันได้มาจากการรับการสนับสนุนการเลือกตั้งจากพรรคชาติไทย และผู้ใหญ่ที่ให้การสนับสนุน
@ ให้การขัดแย้งกันเอง
แม้คำชี้แจงใหม่จะสอดคล้องกับคำเบิกความในชั้นศาลก็ตาม แต่เพิ่งให้การเพิ่มเติมใหม่เมื่อ 9 เม.ย. 2556 หลังจากที่เคยให้การต่อคณะอนุกรรมการ ป.ป.ช. ครั้งแรกเมื่อ 29 มี.ค. 2553 เป็นเวลา 3 ปีเศษ
พิจารณางบประมาณในการก่อสร้างรวมทั้งสิ้นประมาณ 16 ล้านบาท แต่ไม่ปรากฎว่า มีการทำสัญญาว่าจ้าง มีการกำหนดงวดงานแต่ละงวด และชำระค่าแรงแต่ละงวดอย่างไร มีการทำหลักฐานการส่งมอบงานและหลักฐานการรับเงินกันไว้หรือไม่ โดยเฉพาะผู้ถูกกล่าวหาเคยให้การในชั้นไต่สวนของคณะอนุกรรมการ ป.ป.ช. ยืนยันว่า เงินค่าก่อสร้างทั้งหมดทยอยถอนเงินจากบัญชีธนาคารมาชำระค่าใช้จ่าย แต่ในชั้นศาลกลับเบิกความว่า ค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างโครงสร้างบ้าน ใช้เงินสดที่ฝากไว้กับนายสวัสดิ์ เลิศเจริญศิลป์ (พี่เขย) จำนวน 11 ล้านบาท และอีกส่วนหนึ่ง ใช้เงินสดที่เก็บไว้ในตู้นิรภัย จำนวน 8,170,000 บาท รวม 2 ก้อนเป็นเงิน 19,170,000 บาท ส่วนค่าตกแต่งต่อเติม ผู้ถูกกล่าวหานำเงินจากบัญชีธนาคารของ หจก.โรงสีวิเศษชัยชาญเจริญ 2 บัญชี จำนวน 6,372,274.97 บาท มาเป็นค่าใช้จ่าย แต่ก็ปรากฏว่า ได้ถอนเงิน และปิดบัญชีไปก่อนที่จะทำการแก้ไขตกแต่งต่อเติมภายในภายนอกอาคาร แสดงว่าค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างบ้าน และค่าใช้จ่ายในการแก้ไขตกแต่งต่อเติมอาคาร ชำระด้วยเงินสดทั้งสิ้น มิได้ทยอยถอนออกมาจากธนาคารตามที่เคยให้การในชั้นไต่สวน แต่อย่างใด จึงขัดแย้งกันโดยสิ้นเชิง
@ศาลไม่เชื่อสมุดบันทึกส่วนตัว
คำพิพากษาระบุว่า การที่ผู้ถูกกล่าวหาอ้างว่า เงินสดที่เก็บไว้ในตู้นิรภัยและฝากไว้กับนายสวัสดิ์ และเงินที่ถอนและปิดบัญชีธนาคารมาก่อนแล้ว เป็นค่าใช้จ่ายทั้งหมดในการก่อสร้างและตกแต่งบ้านดังกล่าว นั้น เงินสดที่อ้างว่า เก็บอยู่ในตู้นิรภัยเป็นการง่ายที่จะยกขึ้นมากล่าวอ้าง เพราะอยู่ในความรู้เห็นของผู้ถูกกล่าวหา และคู่สมรส เท่านั้น ถึงแม้นายสมศักดิ์จะมีสมุดบันทึกประจำวันการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคปี 2538 เป็นพยานประกอบ แต่สมุดบันทึกประจำวันดังกล่าวเป็นบันทึกส่วนตัวของผู้ถูกกล่าวหา ที่ผู้ถูกล่าวหาจดบันทึกไว้เอง จึงไม่ทำให้คำเบิกความของผู้ถูกกล่าวหามีน้ำหนักเพิ่มขึ้นแต่อย่างใด
ส่วน ‘เงินสด’ ที่อ้างว่าฝากนายสวัสดิ์ไว้ 11 ล้านบาท นั้น นายสวัสดิ์เคยมีหนังสือชี้แจงข้อเท็จจริงต่อ ประธานคณะอนุกรรมการไต่สวน เมื่อ 27 ต.ค. 2557 ระบุว่า ได้ทยอยจ่ายให้กับนายไพโรจน์ ฉัตรบริรักษ์ (พี่เขยนายสมศักดิ์) ไปจนครบถ้วนแล้ว แต่ในชั้นศาล นายสวัสดิ์มาเบิกความเป็นพยานผู้ร้อง กลับเบิกความตอบทนายผู้ถูกกล่าวหาว่า ได้ทยอยคืนให้แก่ผู้ถูกกล่าวหาจนครบถ้วนแล้ว ซึ่งแตกต่างกันในสาระสำคัญ
@อ้างใช้เงินสดสร้างบ้าน แต่บัญชีทรัพย์สิน ไม่แจ้งมีเงินสด
ข้อสำคัญอีกประการหนึ่ง นายสมศักดิ์ ไม่เคยระบุว่า ตนเอง คู่สมรส และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ มีเงินสดไว้ในครอบครองในการยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินต่อ ป.ป.ช. แต่ละครั้ง ทั้งที่ ตามบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินดังกล่าวกำหนดให้การมีเงินสดเกินกว่า 100,000 บาท จะต้องแจ้งในบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินต่อ ป.ป.ช. ด้วย และมีความมุ่งหมายเพื่อป้องกันการทุจริตและประพฤติมิชอบของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งเป็นตำแหน่งที่สำคัญในการใช้อำนาจรัฐ มีบทบาทอำนาจหน้าที่ให้คุณให้โทษต่อสังคมได้อย่างกว้างขวาง สมควรที่ผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายจะให้ความร่วมมือและปฏิบัติตาม โดยการแจ้งข้อมูลอย่างตรงไปตรงมา แต่ผู้ถูกกล่าวหา หาได้แจ้งไว้ไม่ แต่มาอ้างว่า ความจริงตนเองมีเงินสดอยู่ในครอบครองจำนวนมากหลายล้านบาท
ที่ผู้ถูกกล่าวหาอ้างชี้แจงตามคำให้การต่อคณะอนุกรรมการ ป.ป.ช. ระบุว่า เหตุที่ไม่แสดง ‘เงินสด’ ที่ได้มาจากการสนับสนุนการเลือกตั้งในบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินที่ยื่นต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. ในตำแหน่งแต่ละกรณีต่าง ๆ เพราะเห็นว่า เงินสดดังกล่าวมีจำนวนไม่แน่นอน เพราะมีการหมุนเวียนเพื่อกิจกรรมทางการเมืองโดยตลอด และไม่มีเอกสารยืนยันว่า มีเงินสดจำนวนมากนั้น ไม่มีเหตุผลเพียงพอ เพราะหากมีการเปลี่ยนแปลงจำนวนด้วยการใช้จ่ายไปโดยชอบตามภารกิจต่าง ๆ ก็สามารถชี้แจงภายหลังได้ การปิดบังซ่อนเร้น หรือฝากบุคคลอื่นไว้กลับเป็นเงื่อนงำที่ส่อไปในทางไม่สุจริตเสียมากกว่า และผู้ถูกกล่าวหาจะยกแหตุดังกล่าวขึ้นเป็นข้อแก้ตัว เพื่อให้ตนเองหลุดพ้นจากความรับผิดหาได้ไม่
ข้ออ้างและทางไต่สวนของผู้ถูกกล่าวหาเกี่ยวกับแหล่งที่มาของเงินทั้งหมดที่นำมาเป็นค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างบ้านเลขที่ 5/5 จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง
@ได้บ้านขณะดำรงตำแหน่งทางการเมือง
ส่วนประเด็นที่สองที่ผู้ถูกกล่าวหาอ้างว่า ได้มาซึ่งบ้านดังกล่าวโดยก่อสร้างโครงสร้างบ้านแล้วเสร็จตั้งแต่เดือน เม.ย. 2542 ก่อนที่จะได้รับโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และก่อนที่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มีผลบังคับใช้ จึงไม่มีผลใช้บังคับแก่ผู้ถูกกล่าวหา นั้น
องค์คณะผู้พิพากษามีมติเสียงข้างมาก เห็นว่า แม้ข้อเท็จจริงจะฟังได้ว่าบ้านหลังดังกล่าวจะปลูกสร้างโครงสร้างบ้านเเล้วเสร็จก่อนที่ผู้ถูกกล่าวหาจะดำรงตำแหน่ง รัฐมนตรีว่าการการกระทรวงศึกษาธิการก็ตาม แต่ยังมีการตกแต่งและปลูกสร้างส่วนอื่นมาอย่างต่อเนื่อง จนเสร็จสมบูรณ์เมื่อปลายปี 2543
เมื่อพิจารณาหลักการและเหตุผล ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 ที่กำหนดลักษณะอันเป็นการร่ำรวยผิดปกติ การมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นผิดปกติ หลักเกณฑ์วิธีการไต่สวนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับข้อกล่าวหา เพื่อให้ทรัพย์สินที่ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง และเจ้าหน้าที่ของรัฐได้มาโดยร่ำรวยผิดปกติในขณะดำรงตำแหน่ง ตกเป็นของแผ่นดิน ก็เพื่อป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว
คำว่า “เจ้าหน้าที่ของรัฐ” หมายความว่า “ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ข้าราชการ หรือ...”
ส่วนคำว่า “ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง” หมายความว่า “(1) นายกรัฐมนตรี (2) รัฐมนตรี (3) สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (4)....”
เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า ผู้ถูกกล่าวหาได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เมื่อ 17 พ.ย. 2539 ได้รับโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เมื่อ 14 พ.ย. 2540 พ้นจากตำแหน่ง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และได้รับโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในวันที่ 9 ก.ค. 2542 และพ้นจากตำแหน่งเมื่อ 5 ก.พ. 2544 ดังนี้
ในช่วงเวลาที่ผู้ถูกกล่าวหาได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้เเทนราษฎร ปี 2539 ถึง 5 ก.พ. 2544 ผู้ถูกกล่าวหาจึงมีสถานะเป็น “ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง” และเป็น “เจ้าหน้าที่ของรัฐ” อย่างต่อเนื่องตลอดเวลา การก่อสร้างบ้านเลขที่ 5/5 ในระหว่างปี 2541-2543 จึงเป็นการที่ผู้ถูกกล่าวหาได้บ้านดังกล่าวมาในระหว่างเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง และเจ้าหน้าที่ของรัฐ
@พิสูจน์ที่มาไม่ได้ ต้องยึดเข้าแผ่นดิน
เมื่อผู้ถูกกล่าวหาพิสูจน์ไม่ได้ ว่า ทรัพย์สินที่ร้องขอให้ตกเป็นของแผ่นดิน มิได้เกิดจากการร่ำรวยผิดปกติ ตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด เป็นผลให้การได้มาซึ่งทรัพย์สินอันมิชอบ และขัดต่อความสงบเรียบร้อย และศีลธรรมอันดีของประชาชนที่มีความมุ่งหมาย เพื่อให้ผู้ประพฤติทุจริตในขณะดำรงตำแหน่งไม่อาจยึดถือทรัพย์สินไว้ได้อีกต่อไป อันเป็นผลทางกฎหมายที่บัญญัติให้ศาลสั่งให้ทรัพย์สินที่ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐได้มาตกเป็นของแผ่นดิน ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 83 ซึ่งเป็นการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐโดยตรง มิใช่เป็นการลงโทษแก่ผู้กระทำผิดทางอาญา อันจะต้องอยู่ภายใต้บังคับของหลักกฎหมายที่ว่าบุคคลจะต้องรับโทษทางอาญา ต่อเมื่อได้กระทำการอันกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำนั้นบัญญัติเป็นความผิดและได้กำหนดโทษไว้ ดังนั้น กฎหมายนี้จึงมีผลย้อนหลังไปบังคับถึงทรัพย์สินของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ได้มาในขณะดำรงตำแหน่ง โดยร่ำรวยผิดปกติ อันเป็นการได้มาโดยไม่ชอบ และยังคงมีอยู่ ในขณะที่กฎหมายที่ใช้บังคับได้ ข้ออ้างและการนำสืบไต่สวนของผู้ถูกกล่าวหาทุกข้อฟังไม่ขึ้น
พิพากษาว่า บ้านเลขที่ 5/5 หมู่ที่ 5 ต.ไผ่จำศีล อ.วิเศษชัยชาญ จ.อ่างทอง มูลค่าประมาณ 16 ล้านบาท ซึ่งปลูกอยู่บนโฉนดที่ดินเลขที่ 14360 ต.ไผ่จำศีล อ.วิเศษชัยชาญ จ.อ่างทอง เนื้อที่ 3 ไร่ 24.1 ตารางวา ตกเป็นของแผ่นดิน

คำพิพากษา
@สถานะ โรงสีวิเศษชัยชาญเจริญกิจ ตอนนี้ยังไม่จดเลิก
สำหรับ ห้างหุ้นส่วนจำกัด โรงสีวิเศษชัยชาญเจริญกิจ ถูกอ้างแหล่งที่มาของเงินสร้งาบ้านนั้น จากการตรวจสอบพบว่า จดทะเบียนวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2516 ทุนปัจจุบัน 2 ล้านบาท ประกอบกิจการรับบริการโรงสีข้าว ที่ตั้งเลขที่ 88/1 หมู่ 5 ถนนเลียบคลองชลประทาน ตำบลท่าช้าง อำเภอวิเศษชัยชาญ จังหวัดอ่างทอง ปัจจุบันมีผู้ลงหุ้น 2 คน นายกีรติ ฉัตรบริรักษ์ ลงหุ้น 1,200,000 บาท และนางสาว กอบการ ฉัตรบริรักษ์ 800,000 บาท นายกีรติ เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ
ข้อมูลงบการเงิน
วันที่ 8 มิ.ย. 2569 นำส่งงบการเงินรอบปีบัญชีสิ้นสุด 31 ธ.ค.2568 งบกำไรขาดทุน ไม่มีรายได้หลายปีติดต่อกัน ขาดทุนสุทธิ 14,420 บาท งบดุลสินทรัพย์ 761,507.11 บาท (ที่ดิน อาคารและอุปกรณ์ สุทธิ 6 บาท) หนี้สิน 533,712.00 บาท ขาดทุนสะสม 1,772,204.89 บาท
@ 2 พี่น้องแจ้งบัญชีฯ ป.ป.ช. มูลค่าบ้านปัจจุบัน 2.87 ล.
ในส่วนของมูลค่าบ้านหลังนี้ ในบัญชีแสดงรายการทรัพย์ของนายภราดรและนายกรวีร์แสดงมูลค่าปัจจุบันของบ้านหลังนี้อยู่ 2,875,000 บาท ไม่มีข้อมูลว่าเป็นมูลค่าเฉพาะตามสัดส่วนของพี่น้องแต่ละคน (มีพี่น้อง 4 คน) หรือเป็นราคาโดยรวม และไม่มีข้อมูลว่าซื้อจากการขายทอดตลาดในราคาเท่าใด?
หากมีข้อมูลเพิ่มเติมจะรายงานต่อไป




