News Logo
หน้าแรก
เปิดคำพิพากษาหนี้ 306 ล. 'ประชา-แคทลีน มาลีนนท์' ไม่จ่ายค่าหุ้น ปี 57

เปิดคำพิพากษาหนี้ 306 ล. 'ประชา-แคทลีน มาลีนนท์' ไม่จ่ายค่าหุ้น ปี 57

4 พ.ย. 2569 08:38
ผู้ชม 102 คน
googleตั้ง Next News เป็นข่าวโปรดบน Google

เปิดคำพิพากษาที่มาหนี้ 306 ล้าน 'แคทลีน มาลีนนท์'-'สุนทร โภคาชัยพัฒน์' ฟ้องพ่อ-ลูก 'มาลีนนท์' ไม่จ่ายเงินขายหุ้นปี 2557

กรณีสำนักข่าว Next News รายงานข้อมูลบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของนายธนกร วังบุญคงชนะ กรณีพ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เมื่อวันที่ 6 เมษายน 2569 โดยนายธนกร พร้อมด้วยนางสาวแคทลีน มาลีนนท์ ประธานบริษัท Thai Solar Energy Public Company Limited ซึ่งเป็นผู้อยู่กินฉันสามีภรรยาตามหลักเกณฑ์ของ ป.ป.ช. และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ แจ้งมีทรัพย์สินรวมทั้งสิ้น 2,514,733,135 บาท และหนี้สินรวมทั้งสิ้น 635,990,697 บาท

จากการตรวจสอบหนี้สินของนางสาวแคทลีน มาลีนนท์ ประธานบริษัท Thai Solar Energy Public Company Limited พบว่ามีภาระหนี้สินทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมถึงหนี้สินตามคำพิพากษา รวมทั้งสิ้น 634,328,248 บาท แยกเป็น เงินเบิกเกินบัญชี 490,884 บาท เงินกู้จากธนาคาร 326,949,135 บาท หนี้สินอื่น 306,888,227 บาท

ทั้งนี้ หนี้สินอื่น 306,888,227 บาท ระบุชื่อ นายสุนทร โภคาชัยพัฒน์ เป็น เจ้าหนี้ พร้อมข้อความกำกับว่า "หนี้ตามคำพิพากษา" โดยระบุวันที่ก่อหนี้ 9 เมษายน 2569 และยอดหนี้คงเหลือ 306,888,227.16 บาท นอกจากนี้ บริเวณหมายเหตุท้ายเอกสารยังระบุข้อความว่า มีการทำบันทึกข้อตกลงยุติข้อพิพาทแล้วเมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2569

1793663697200-9f448fca6d50102c5

เปิดหนี้ 634 ล.! ‘แคทลีน มาลีนนท์’ คู่ชีวิต ‘ธนกร’ รวย 2.5 พันล.

ล่าสุด ผู้สื่อข่าวสำนักข่าว Next News ตรวจสอบเอกสารประกอบรายการทรัพย์สินของนายธนกรและนางสาวแคทลีน ที่ยื่นต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) พบคำพิพากษาคดีแพ่ง (หนี้สินตามคำพิพากษา) ที่มีนายสุนทร โภคาชัยพัฒน์ เป็นโจทก์ นายประชา มาลีนนท์ และนางสาวแคทลีน มาลีนนท์ เป็นจำเลย โดยคำพิพากษามีทั้งหมด 25 หน้า สรุปและเรียบเรียงข้อมูลสำคัญมานำนำเสนอ ณ ที่นี้

คำพิพากษา

1716/2563 ศาลฎีกา

วันที่ 9 เดือน เมษายน พุทธศักราช 2563

ความแพ่ง

ระหว่าง

นายสุนทร โภคาชัยพัฒน์ โจทก์

นายประชา มาลีนนท์ ที่ 1

นางสาวแคทลีน มาลีนนท์หรือกิจโอธาน ที่ 2 จำเลย

เรื่อง ตัวแทน นายหน้า เรียกทรัพย์คืน

โจทก์ ฎีกาคัดค้าน คำพิพากษา

ศาลอุทธรณ์ ลงวันที่ 20 เดือน พฤศจิกายน พุทธศักราช 2561

ศาลฎีกา รับวันที่ 9 เดือน ตุลาคม พุทธศักราช 2562

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นบิดาของจำเลยที่ 2 เมื่อปลายปี 2555 โจทก์แนะนำชี้ช่องให้จำเลยที่ 1 ซื้อหุ้นของบริษัท แนเชอรัล พาร์ค จำกัด (มหาชน) ซึ่งต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นบริษัท ยูซิตี้จำกัด (มหาชน) จำเลยทั้งสองตกลงให้จำเลยที่ 1 ซื้อหุ้นของบริษัทดังกล่าวแบบผู้ลงทุนเฉพาะเจาะจงในราคาหุ้นละ 0.029 บาท โดยสัญญาว่าจะไม่ขายหุ้นนั้นในเวลา 2 ปี ตกลงให้บำเหน็จเพื่อเป็นการตอบแทนแก่โจทก์ เป็นเงินอัตราร้อยละ 25 ของกำไรที่เกิดขึ้นจากการซื้อหุ้น และจำเลยที่ 1 อนุญาตให้โจทก์ซื้อหุ้นนั้นแบบผู้ลงทุนเฉพาะเจาะจงในชื่อของจำเลยที่ 1 ได้ด้วย เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2556 จำเลยที่ 1 จ่ายเงินซื้อหุ้นของบริษัทดังกล่าวแบบผู้ลงทุนเฉพาะเจาะจงในราคาหุ้นละ 0.029 บาท 3,450 ล้านหุ้น เป็นเงิน 100,050,000 บาท และชำเลยที่ 1 ซื้อหุ้นแทนโจทย์อีก 2,500 ล้านหุ้น เป็นเงิน 72,500,000 บาท โจทก์ชำระเงินในส่วนของโจทก์เป็นเช็คผ่านจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 ออกเช็คจำนวนเงิน 171,100,000 บาท กับโจทก์โอนเงินอีก 1,450,000 บาท เข้าบัญชีจองซื้อหุ้นเพิ่มทุน ซึ่งบริษัท แนเชอรัล พาร์ค จำกัด (มหาชน) ออกใบหุ้นเลขที่ 0329010014707 ในนามจำเลยที่ 1 จำนวน 5,950 ล้านหุ้นซึ่งเป็นของจำเลยที่ 1 จำนวน 3,450 ล้านหุ้น และของโจทก์ 2,500 ล้านหุ้น

ต่อมาบริษัท แนเชอรัล พาร์ค จำกัด (มหาชน) มีมติให้ขายหุ้นเพิ่มทุนแก่ผู้ถือหุ้นเดิมในอัตรา 2 หุ้นเดิมต่อ 1 หุ้นใหม่ ในราคาหุ้นละ 0.029 บาท จำเลยที่ 1 มีสิทธิซื้อหุ้นเพิ่มทุนได้ 2,975 ล้านหุ้น โดยเป็นสิทธิของจำเลยที่ 1 จำนวน 1,725 ล้านหุ้น และเป็นสิทธิของโจทก์ 1,250 ล้านหุ้น จำเลยทั้งสองตกลงให้จำเลยที่ 1 โอนสิทธิการซื้อหุ้นเพิ่มทุน 1,725 ล้านหุ้นแก่โจทก์ โดยขอค่าตอบแทนจำนวนหนึ่ง โจทก์ตกลงและชำระเงินแก่จำเลยที่ 1 แล้ว และโจทก์ชำระค่าซื้อหุ้นเพิ่มทุน 2,975 ล้านหุ้น ราคาหุ้นละ 0.029 บาทเป็นเงิน 86,275,000 บาท แต่บริษัท แนเชอรัล พาร์ค จำกัด (มหาชน) ในนามของจำเลยที่ 1 แล้ว ซึ่งบริษัท แนเชอรัล พาร์ค จำกัด (มหาชน) ออกใบหุ้นเลขที่ 0329010014728 ในนามจำเลยที่ 1 จำนวน 2,975 ล้านหุ้น โจทก์เป็นผู้ถือหุ้นของบริษัทดังกล่าวรวม 5,475 ล้านหุ้น แต่จำเลยทั้งสองแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงานว่าเป็นผู้ครอบครองต้นฉบับใบหุ้นของบริษัทดังกล่าวรวม 8,925 ล้านหุ้น และขอให้นายทะเบียนของบริษัท แนเชอรัล พาร์ค จำกัด (มหาชน) ออกใบหุ้นฉบับใหม่

จากนั้นร่วมกันโอนหุ้นตามใบหุ้นตามฉบับใหม่แก่จำเลยที่ 2 ต่อมาเดือนกรกฎาคม 2557 จำเลยทั้ง 2 ร่วมกันขายหุ้นของบริษัทดังกล่าว 8,925 ล้านหุ้น แก่ผู้มีชื่อในราคาหุ้นละ 0.056 บาท เป็นเงิน 499,800,000 บาท แต่จำเลยทั้งสองไม่นำเงินค่าหุ้นที่ขายได้ในส่วนของโจทก์ 5,475 ล้านหุ้น ราคาหุ้นละ 0.056 บาท เป็นเงิน 306,600,000 บาท มาชำระแก่โจทก์ และไม่ชำระค่าบำเหน็จจากกำไรในการขายหุ้นในส่วนของจำเลยที่ 1 จำนวน 3,450 ล้านหุ้น เป็นเงินกำไร 93,150,000 บาท ที่ตกลงกันไว้ในอัตราร้อยละ 25 ของเงินกำไร คิดเป็นค่าบำเหน็จ 23,287,500 บาท รวมเป็นเงิน 329,887,500 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่จำเลยทั้งสอง ได้รับเงินจากการขายหุ้นนั้น โดยโจทก์ขอคิดตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2557 เป็นต้นไป โจทก์ทวงถามแล้วแต่จำเลยทั้งสอง ไม่ชำระเงินให้ คิดถึงวันฟ้องเป็นดอกเบี้ย 23,792,571.06 บาท รวมต้นเงินและดอกเบี้ยเป็นเงินทั้งสิ้น 353,680,071.06 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้ง 2 ร่วมกันชำระเงิน 353,680,071.06 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 329,887,500 บาทนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นที่ยุติในชั้นนี้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นบิดาจำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 26 เมษายน 2555 ที่ประชุมผู้ถูหุ้นของบริษัท แนเชอรัล พาร์คจำกัด (มหาชน) ซึ่งประกอบธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์มีมติให้จดทะเบียนเพิ่มทุนเพื่อนำเงินไปซื้อที่ดินและชำระหนี้จาก 60,430,920,000 บาท เป็นเงิน 120,861,840,000 บาท โดยการออกหุ้นสามัญ 60,430,920,000 หุ้น เสนอขายแก่ผู้ถือหุ้นเดิมตามส่วนจำนวนที่ผู้ถือหุ้นแต่ละคนมีอยู่แล้ว ต่อมามีหุ้นเหลือจากที่ผู้ถือหุ้นเดิมใช้สิทธิจองซื้อหุ้นเพิ่มทุน ที่ประชุมผู้ถือหุ้นของบริษัทดังกล่าวมีมติให้จัดสรรเสนอขายหุ้นที่เหบือบางส่วน 53,500 ล้านหุ้น แก่ผู้ลงทุนเฉพาะเจาะจงหรือบุคคลในวงจำกัด (Private Placement) ในราคาหุ้นละ 0.029 บาท จำเลยที่ 1 เป็นผู้ซื้อหุ้นในนามของจำเลยที่ 1 จำนวน 5,950 ล้านหุ้นเป็นเงิน 172,550,000 บาท และซื้อในนามของบริษัท Profit Gain Asia Limited จำนวน 23,550 ล้านหุ้น เป็นเงิน 623,950,000 บาท

ต่อมาที่ประชุมผู้ถือหุ้นของบริษัท แนเชอรัล พาร์ค จำกัด (มหาชน) มีมติให้เพิ่มทุนจดทะเบียนอีกเป็น 180,637,710,882 บาท โดยการออกหุ้นสามัญ 60,212,570,294 หุ้น เสนอขายแก่ ผู้ถือหุ้นเดิมในอัตราส่วน 2 หุ้นเดิมต่อ 1 หุ้นใหม่ในราคาหุ้นละ 0.029 บาท จำเลยที่ 1 ใช้สิทธิซื้อหุ้นเพิ่มทุนในนามส่วนตัว 2,975 ล้านหุ้นเป็นเงิน 86,275,000 บาท เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2557 นายสมเกียรติ ศรีบุญคำ ได้รับมอบอำนาจจากจำเลยที่ 2 แจ้งความต่อพนักงาน สอบสวนสถานีตำรวจนครบาลทองหล่อว่า ใบหุ้นเลขที่ 03290100014707 และใบหุ้นเลขที่ 0329010004728 ที่ระบุชื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้ถือหุ้นได้หายไปตามสำเนารายงานประจำวันรับแจ้งเอกสารหาย ในวันเดียวกันนั้นเองนายทะเบียนหลักทรัพย์ได้ออกหุ้นหมายเลขที่ 03290100014887 จำนวน 8,925 ล้านหุ้น ระบุชื่อจำเลยที่ 1 ผู้ถือหุ้นตามสำเนาใบรับใบหุ้น และแบบคำขอออกใบหลักทรัพย์ฉบับใหม่ จากนั้นจำเลยที่ 1 โอนหุ้นทั้งหมดให้แก่จำเลยที่ 2 วันที่ 21 กรกฎาคม 2557 จำเลยที่ 2 ตกลงจะขายหุ้นทั้งหมดแก่นายฟิลิปวีระ บุนนาค ในราคาหุ้นละ 0.056 บาท รวมราคา 499,800,000 บาท วันที่ 22 กันยายน 2557 คู่สัญญาตกลงยกเลิกข้อตกลงต่อมาจำเลยที่ 2 ขายหุ้นให้แก่บุคคลอื่นในราคาหุ้นละ 0.05 บาท

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ในข้อแรกว่า จำเลยที่ 1 ซื้อหุ้น 2,500 ล้านหุ้น และ 2,975 ล้านหุ้น แทนโจทก์หรือไม่ และจำเลยที่ 1 ตกลงให้บำเหน็จตอบแทนโจทก์ในอัตราร้อยละ 25 ของกำไรในการขายหุ้นในส่วนของจำเลยที่ 1 หรือไม่

จากคำเบิกความพยาน และพยานหลักฐานต่าง ๆ พยาน หลักฐานโจทก์นอกจากตัวโจทก์แล้ว นายเสรี วิริยะกุล นายพุทธิพงศ์ เย็นสมุทร และนายบุรินทร์ ภู่ศิริ (กรรมการบริษัทแนเชอรัล พาร์ค จำกัด (มหาชน)) ล้วนเป็นคนกลางที่มิได้มีส่วนได้เสียกับฝ่ายใดและเป็นผู้ที่รู้เห็นเหตุการณ์ในแต่ละช่วงด้วยตนเอง ทั้งคำเบิกความยังสอดคล้องกับพยานเอกสารต่าง ๆ จึงมีน้ําหนักให้รับฟัง ส่วนพยานหลักฐานของจำเลยทั้งสองมีเพียงจำเลยที่ 2 และนางวรรณสิกา โดยจำเลยที่ 2 เป็นเพียงพยานบอกเล่าที่ได้รับคำบอกเล่ามาจากจำเลยที่ 1 และนางวรรณสิกา ก็เป็นพนักงานในบริษัทที่จำเลยที่ 2 เป็นกรรมการบริหาร จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง พยานหลักฐานโจทก์จึงมีน้ำหนักให้รับฟังได้มากกว่าพยานหลักฐานของจำเลยทั้งสอง 

ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ซื้อหุ้น 2,500 ล้านหุ้น และ 2,975 ล้านหุ้น ของบริษัท แนเชอรัล พาร์ค จำกัด (มหาชน) แทนโจทก์ และจำเลยที่ 1 ตกลงให้บำเหน็จตอบแทนโจทก์ในอัตราร้อยละ 25 ของกำไรในการขายหุ้นในส่วนของจำเลยที่ 1 ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกากระจกในข้อนี้ฟังขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยในข้อต่อไปว่าจําเลยที่สองต้องร่วมรับผิดหรือไม่

เห็นว่า จำเลยที่ 2 กล่าวอ้างว่าจำเลยที่ 1 โอนหุ้นทั้งหมดให้แก่จำเลยที่ 2 ด้วยความเสน่หา แต่เหตุที่ขายหุ้นเพราะเป็นไปตามเจตนารมณ์ของจำเลยที่ 1 ที่ต้องการนำเงินมาลงทุนในกิจการที่ครอบครัวเป็นผู้บริหาร แสดงให้เห็นว่า การที่จำเลยที่ 2 ขายหุ้นเป็นไปตามคำสั่งของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 หาได้มีอำนาจตัดสินใจที่จะขายหุ้นหรือไม่ ซึ่งเป็นเรื่องผิดปกติวิสัยของผู้เป็นเจ้าของหุ้น ดังนั้นการที่จำเลยที่ 1 โอนหุ้นให้แก่จำเลยที่ 2 จึงเป็นการแสดงเจตนาลวงโดยสมรู้ร่วมคิดกัน ตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 155 วรรคหนึ่ง แต่เมื่อจำเลยที่ 2 ขายหุ้นไปหมดแล้ว และได้รับเงินจากการขายหุ้นไว้ จำเลยที่ 2 จึงต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดต่อโจทก์

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยในข้อสุดท้ายว่า จําเลยทั้งสองต้องล่วงรับผิดเพียงใด

เห็นว่า ตามการ์ดบัญชีการขายหุ้น มีการทยอยขายหุ้นตั้งแต่วันที่ 24 สิงหาคม 2557 จนถึงวันที่ 22 กันยายน 2557 โดยขายในราคาที่แตกต่างกัน และไม่อาจทราบได้ว่าหุ้นที่ขายในแต่ละครั้งเป็นหุ้นในส่วนของโจทก์หรือจำเลยที่ 1 แต่ตามการ์ดบัญชีดังกล่าวระบุว่าในวันที่ 24 สิงหาคม 2557 ขายหุ้นได้เงิน 99,778,174.19 บาท วันที่ 25 สิงหาคม 2557 ขายหุ้นได้เงิน 111,946.50 บาท วันที่ 29 สิงหาคม 2557 ขายหุ้นได้เงิน 99,890,140.89 บาท และวันที่ 22 กันยายน 2557 ขายหุ้นได้เงิน 267,630,229.93 บาท รวมเป็นเงิน 467,410,491.51 บาท เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ข้างต้นว่า หุ้นทั้งหมดเป็นส่วนของจำเลยที่ 1 จำนวน 3,450 ล้านหุ้นเป็นของโจทก์จำนวน 5,475 ล้านหุ้น ดังนั้นเงินที่ขายหุ้นได้ทั้งหมดจึงต้องคิดเป็นสัดส่วนจำนวนหุ้นที่แต่ละคนเป็นเจ้าของ

ส่วนของโจทก์คิดเป็นเงิน 286,730,805.71 บาท ส่วนของจำเลยที่ 1 คิดเป็นเงิน 180,679,685.80 บาท จำเลยที่ 1 ซื้อหุ้น 3,450 ล้านหุ้น ในราคาหุ้นละ 0.029 บาทคิดเป็นเงิน 100,050,000 บาท จำเลยที่ 1 จึงได้รับกำไร 80,629,685.80 บาท บำเหน็จที่โจทก์จะต้องได้รับเป็นเงินอัตราร้อยละ 25 ของกำไรคิดเป็นเงิน 20,157,421.45 บาท จำเลยทั้งสองจึงต้องร่วมรับผิดในเงินค่าหุ้นในส่วนของโจทก์และบำเหน็จที่โจทก์ควรได้รับเงิน รวมเป็นเงิน 306,888,227.16 บาท 

สำหรับดอกเบี้ยซึ่งโจทก์ขอให้คิดตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2557 เป็นต้นไปนั้น เห็นว่า ตามการ์ดบัญชีของจำเลยที่ 2 ระบุว่า จำเลยที่ 2 ได้รับเงิน 99,778,174.19 บาท ในวันที่ 29 สิงหาคม 2557 ได้รับเงิน 111,946.50 บาท ในวันที่ 30 สิงหาคม 2557 ได้รับเงิน 99,890,140.89 บาท ในวันที่ 3 กันยายน 2557 และได้รับเงิน 267,630,229.93 บาท ในวันที่ 25 กันยายน 2557 โดยเงินแต่ละจำนวนเป็นทั้งส่วนของโจทก์และจำเลยที่ 1 คละกันไป ดังนั้น เพื่อความสะดวกจึงเห็นควรกำหนดให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดชอบดอกเบี้ยนับตั้งแต่วันที่ 25 กันยายน 2557 ซึ่งเป็นวันที่จำเลยที่ 2 ได้รับเงินครั้งสุดท้าย

พิพากษากลับว่าให้จำเลยทั้ง 2 ร่วมกันชำระเงิน 306,888,227.16 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 25 กันยายน 2557 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความรวม 1,000,000 บาท

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับบัญชีทรัพย์สินและเอกเอกสารประกอบของนายธนกร มีการจัดเรียงเอกสารเป็นหมวดหมู่ต่าง ๆ โดยแต่ละหมวดหมู่จะมีใบปะหน้าเป็นกระดาษสีที่แตกต่างกันและมีแถบข้อความระบุหมวดหมู่ยื่นออกมา

โดยเอกสารในหมวดเงินกู้จากธนาคาร ปรากฏเอกสาร 2 แผ่น แผ่นที่ 1 เป็นใบเสร็จรับเงินธนาคารอาคารสงเคราะห์ มีชื่อผู้กู้นายธนกร วังบุญคงชนะ แผ่นที่ 2 เป็นเอกสารการรับรองหนี้ ปรากฏชื่อนายธนกร วังบุญคงชนะ ใจความสำคัญ คือ นายธนกร ขอสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ เลขทะเบียน สส 5559 ไม่ปรากฏเอกสารเงินกู้ของนางสาวแคทลีน

แท็กที่เกี่ยวข้อง
แคทลีน มาลีนนท์
บัญชีทรัพย์สิน
ค่าหุ้น
หนีสิ้น

ก

ก

ก



ก

ก

ก

section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ไม่หวั่นหลักฐาน Next News! พีอาร์พืชสวนโลก 48 ล. จ้างยุค รมว.กล้าธรรม
ไม่หวั่นหลักฐาน Next News! พีอาร์พืชสวนโลก 48 ล. จ้างยุค รมว.กล้าธรรม