"...ความผิดคดีนี้ เป็นกรณีการอนุมัติเบิกจ่ายค่าตอบแทนประจำตำแหน่งและค่าตอบแทนคณะกรรมการชุดต่างๆ ให้ กับ นาย ส. (สงวนชื่อ-นามสุกล) รองผู้อำนวยการสำนักงานอธิการบดี และ นาย ช. (สงวนชื่อ-นามสุกล) อาจารย์ ที่ลาไปศึกษาต่อปริญญาเอก ซึ่งตามระเบียบการลาไปศึกษาต่อแบบเต็มเวลา ผู้ไปศึกษาต่อจะต้องไม่ดำรงตำแหน่งใด ในมหาวิทยาลัยและไม่มีสิทธิได้รับเงินประจำตำแหน่งและเงินค่าตอบแทนในคณะกรรมการโครงการต่างๆ จากมหาวิทยาลัยด้วย..."
.......................................................
จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กระทง ละกึ่งหนึ่ง จำเลยที่ 1 คงจำคุก 250 ปี แต่เมื่อรวมทุกกระทง แล้วจำคุก 50 ปี และคงปรับ 500,000 บาท จำเลยที่ 2 คงจำคุกรวม 40 ปี และคงปรับ 80,000 บาท
โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 3 ปี
คือ บทสรุปคำพิพากษา ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 3 ในคดีกล่าวหา นายพิชัย ละแมนชัย อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ จำเลยที่ 1 และนายสมพงศ์ แสงทอง จำเลยที่ 2 ในคดีช่วยเหลือข้าราชการที่ไม่มีสิทธิ์ได้รับทุนในโครงการเครือข่ายเชิงกลยุทธ์เพื่อการผลิตและพัฒนาอาจารย์ในสถาบันอุดมศึกษา ประจำปี 2549 และโครงการเครือข่ายเชิงกลยุทธ์เพื่อการผลิตและพัฒนาอาจารย์ในสถาบันอุดมศึกษา ปี 2550 ให้ได้รับทุนโครงการดังกล่าว ซึ่งถูกคณะกรรมการ ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดทางอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 ประกอบมาตรา 92 ตามที่สำนักข่าว Next News นำเสนอข่าวไปแล้ว

ภาพประกอบรายงานรับทุนชัยภูมิ
ข้อมูลสำคัญที่ยังไม่ถูกเปิดเผยเป็นทางการในคดีนี้ คือ พฤติการณ์การกระทำความผิดของ นายพิชัย ละแมนชัย อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ จำเลยที่ 1 และนายสมพงศ์ แสงทอง จำเลยที่ 2 และผลคำวินิจฉัยศาลฯ ฉบับเต็ม เป็นอย่างไร?
สำนักข่าว Next News สืบค้นข้อมลคำพิพากษาคดีนี้ พบรายละเอียดเพิ่มเติมดังนี้
หนึ่ง. สถานะจำเลย
ขณะเกิดเหตุ นายพิชัย ละแมนชัย จำเลยที่ 1 ดำรงตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ นายสมพงศ์ แสงทอง จำเลยที่ 2 ดำรงตำแหน่งรองอธิการบดีฝ่ายบริหาร ปฏิบัติราชการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ
สอง. พฤติการณ์การกระทำความผิด
ความผิดคดีนี้ เป็นกรณีการอนุมัติเบิกจ่ายค่าตอบแทนประจำตำแหน่งและค่าตอบแทนคณะกรรมการชุดต่างๆ ให้ กับ นาย ส. (สงวนชื่อ-นามสุกล) รองผู้อำนวยการสำนักงานอธิการบดี และ นาย ช. (สงวนชื่อ-นามสุกล) อาจารย์ ที่ลาไปศึกษาต่อปริญญาเอก ซึ่งตามระเบียบการลาไปศึกษาต่อแบบเต็มเวลา ผู้ไปศึกษาต่อจะต้องไม่ดำรงตำแหน่งใด ในมหาวิทยาลัยและไม่มีสิทธิได้รับเงินประจำตำแหน่งและเงินค่าตอบแทนในคณะกรรมการโครงการต่างๆ จากมหาวิทยาลัยด้วย
ขณะที่ในส่วน นาย ช. ยังมีการตรวจสอบพบว่า นาย ช. ได้รับทุนจากสำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษา (สกอ.) ไม่สามารถลาไปศึกษาต่อได้ แต่ นายพิชัย ละแมนชัย กลับลงนามในคำสั่งยกเลิกสัญญาจ้าง โดยให้นาย ช. พ้นจากสภาพการเป็นพนักงานราชการในตำแหน่งอาจารย์ โดยคำสั่งดังกล่าวเกิดขึ้นภายหลังจากการ ที่นายพิชัย ออกคำสั่งอนุญาตให้ นาย ช. ลาไปศึกษาต่อในระดับปริญญาเอกด้วย

เอกสารคำพิพากษาคดีนี้ (1)
สาม. คำวินิจฉัยของศาล
ในการวินิจฉัยว่า นายพิชัย ละแมนชัย และนายสมพงศ์ แสงทอง จำเลยที่ 2 กระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่
อัยการ ในฐานะโจทก์ฟ้องคดีแทน ป.ป.ช. มีนาย ส. (ตัวย่อชื่อ–นามสกุล) พนักงานไต่สวนระดับกลาง สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. เบิกความประกอบบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริง ฉบับลงวันที่ 6 พฤษภาคม 2568 และมีนางสาว ส. นักวิชาการเงินและบัญชี มหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ เบิกความประกอบบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริง สอดคล้องตรงกันในสาระสำคัญ
สรุปได้ความว่า ระหว่างปี 2550 ถึงปี 2552 ขณะที่จำเลยที่ 1 รับราชการในตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ จำเลยที่ 1 ใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่ โดยมีคำสั่งอนุมัติเบิกจ่ายเงินประจำตำแหน่งรองผู้อำนวยการสำนักงานอธิการบดี ตามพระราชบัญญัติเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่ง พ.ศ. 2538 และเงินค่าตอบแทนนอกเหนือจากเงินเดือน ตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกจ่ายเงินค่าตอบแทนนอกเหนือจากเงินเดือนของข้าราชการและลูกจ้างประจำของส่วนราชการ พ.ศ. 2547 ให้แก่นาย ส. ในระหว่างลาศึกษาต่อ
ทั้งที่นาย ส. ไม่มีสิทธิได้รับเงินประจำตำแหน่งจากมหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ อันเป็นการก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐและมหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ
นอกจากนี้ จำเลยที่ 1 ยังมีคำสั่งอนุมัติให้เบิกจ่ายค่าตอบแทนคณะกรรมการโครงการมหาวิทยาลัยชีวิต หลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาสหวิทยาการเพื่อการพัฒนาท้องถิ่นของมหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ อนุมัติเบิกจ่ายค่าตอบแทนคณะกรรมการดำเนินงานโครงการจัดการศึกษาเพื่อปวงชน (กศ.ปช.) และอนุมัติเบิกจ่ายค่าตอบแทนคณะกรรมการโครงการความร่วมมือทางวิชาการกับกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ให้แก่นาย ส. ทั้งที่นาย ส. ไม่มีสิทธิได้รับค่าตอบแทน
จำเลยที่ 1 ยังอนุมัติเบิกจ่ายค่าตอบแทนคณะกรรมการบัณฑิตศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ ให้แก่นาย ส. โดยที่นาย ส. ไม่มีสิทธิได้รับค่าตอบแทน
จำเลยที่ 1 อนุมัติเบิกจ่ายค่าตอบแทนคณะกรรมการโครงการจัดการศึกษานอกมหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ ให้แก่นาย ส. โดยที่นาย ส. ไม่มีสิทธิได้รับค่าตอบแทน
และจำเลยที่ 1 มีคำสั่งอนุมัติให้เบิกจ่ายค่าตอบแทนคณะกรรมการโครงการมหาวิทยาลัยเพื่อชีวิตของมหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ ให้แก่นาย ช. พนักงานราชการ ตำแหน่งอาจารย์ ซึ่งได้รับทุนและลาศึกษาต่อในโครงการเครือข่ายเชิงกลยุทธ์เพื่อการผลิตและพัฒนาอาจารย์ในสถาบันอุดมศึกษา
ทั้งที่ นาย ช. ไม่มีสิทธิได้รับค่าตอบแทนดังกล่าว เนื่องจากอยู่ระหว่างการศึกษาต่อระดับปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัยศิลปากร จึงไม่มีสิทธิได้รับค่าตอบแทนคณะกรรมการโครงการต่าง ๆ
จำเลยที่ 1 ยังมีคำสั่งอนุมัติเบิกจ่ายค่าตอบแทนคณะกรรมการโครงการมหาวิทยาลัยชีวิต สาขาวิชาสหวิทยาการเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น ให้แก่นาย ช. และอนุมัติเบิกจ่ายค่าตอบแทนคณะกรรมการโครงการความร่วมมือทางวิชาการกับกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย ให้แก่นาย ช. ทั้งที่นาย ช. ไม่มีสิทธิได้รับ
สำหรับจำเลยที่ 2 ขณะดำรงตำแหน่งรองอธิการบดีฝ่ายบริหาร และปฏิบัติราชการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ
จำเลยที่ 2 ได้ใช้อำนาจในตำแหน่งอนุมัติให้เบิกจ่ายเงินประจำตำแหน่งรองผู้อำนวยการสำนักงานอธิการบดี และเงินค่าตอบแทนนอกเหนือจากเงินเดือน ให้แก่นาย ส. ในระหว่างลาศึกษาต่อ ทั้งที่นาย ส. ไม่มีสิทธิได้รับเงินดังกล่าว อันเป็นการก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐและมหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ
และจำเลยที่ 2 ในตำแหน่งรองอธิการบดีฝ่ายบริหาร ปฏิบัติราชการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ อนุมัติเบิกจ่ายเงินค่าตอบแทนคณะกรรมการบริหารหลักสูตรโครงการมหาวิทยาลัยชีวิต สาขาวิชาสหวิทยาการเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น ให้แก่นาย ส. โดยที่นาย ส. ไม่มีสิทธิได้รับ
นอกจากนี้ จำเลยที่ 2 ยังมีคำสั่งอนุมัติให้เบิกจ่ายค่าตอบแทนคณะกรรมการโครงการมหาวิทยาลัยชีวิต หลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาสหวิทยาการเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น ของมหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ ให้แก่นาย ช. ทั้งที่นาย ช. ไม่มีสิทธิได้รับเงินค่าตอบแทนดังกล่าว
ศาลฯ เห็นว่า พยานโจทก์เบิกความสอดคล้องกันในสาระสำคัญโดยตลอด และสอดคล้องกับถ้อยคำของพยานที่เคยให้ไว้ในชั้นคณะไต่สวนเบื้องต้น พยานโจทก์ปฏิบัติงานไปตามหน้าที่ ไม่ปรากฏว่ามีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยทั้งสองมาก่อน ไม่มีเหตุอันควรสงสัยว่าจะกลั่นแกล้งปรักปรำจำเลยทั้งสองให้ได้รับโทษทางอาญา
เชื่อว่าเบิกความไปตามอำนาจหน้าที่ที่รับผิดชอบตามข้อเท็จจริงที่รู้เห็นมา จึงมีน้ำหนักให้รับฟัง
เมื่อรับฟังประกอบคำรับสารภาพของจำเลย ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 มีคำสั่งอนุมัติให้เบิกจ่ายเงินแก่ นาย ส. และนาย ช. โดยไม่มีสิทธิได้รับเงินดังกล่าว
การกระทำของ นายพิชัย ละแมนชัย จำเลยที่ 1 จึงเป็นความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ทำ จัดการ หรือรักษาทรัพย์ ได้ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต อันเป็นการก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ เทศบาล สุขาภิบาล หรือเจ้าของทรัพย์นั้น ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151
จำเลยที่ 1 กระทำความผิดรวม 100 กรรม และการกระทำของ นายสมพงศ์ แสงทอง จำเลยที่ 2 เป็นความผิดฐานเดียวกัน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 จำเลยที่ 2 กระทำความผิดรวม 16 กรรม
สี่. ผลคำตัดสิน
พิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 (เดิม) การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91
จำเลยที่ 1 จำคุกกระทงละ 5 ปี และปรับกระทงละ 10,000 บาท รวม 100 กระทง เป็นจำคุก 500 ปี และปรับ 1,000,000 บาท
จำเลยที่ 2 จำคุกกระทงละ 5 ปี และปรับกระทงละ 10,000 บาท รวม 16 กระทง เป็นจำคุก 80 ปี และปรับ 160,000 บาท
จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78
จำเลยที่ 1 คงจำคุก 250 ปี แต่เมื่อรวมทุกกระทงแล้ว คงจำคุก 50 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) และคงปรับ 500,000 บาท
จำเลยที่ 2 คงจำคุก 40 ปี และคงปรับ 80,000 บาท
ห้า. ได้รอลงอาญาทั้งคู่
พิเคราะห์รายงานการสืบเสาะและพินิจจำเลยแล้ว เห็นว่า หลังเกิดเหตุ มหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิได้สอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดแล้ว และมีคำสั่งให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 10,080 บาท และให้จำเลยที่ 2 ชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 2,240 บาท
ตามคำสั่งมหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ ที่ 107/2567 ลงวันที่ 29 พฤศจิกายน 2567 โดยจำเลยทั้งสองได้ชำระเงินดังกล่าวครบถ้วนแล้ว และระหว่างที่ศาลสั่งให้พนักงานคุมประพฤติสืบเสาะและพินิจจำเลยก่อนพิพากษา จำเลยทั้งสองได้วางเงินต่อศาลเป็นค่าบรรเทาความเสียหาย คนละ 50,000 บาท
เมื่อคำนึงถึงพฤติการณ์แห่งการกระทำความผิด ประกอบกับปัจจุบัน จำเลยที่ 1 อายุ 73 ปี และจำเลยที่ 2 อายุ 82 ปี
จำเลยทั้งสองเคยประกอบอาชีพครูสอนนักเรียนและนักศึกษาเป็นเวลานานหลายปี ถือเป็นบุคคลที่มีคุณงามความดีและสร้างคุณประโยชน์แก่สังคม ปัจจุบันเป็นข้าราชการบำนาญ มีที่อยู่อาศัยเป็นหลักแหล่ง นิสัยและความประพฤติโดยทั่วไปไม่ปรากฏข้อเสียหายร้ายแรง และไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองเคยกระทำความผิดในลักษณะเดียวกันมาก่อน หรือเคยต้องโทษจำคุก
เห็นว่า จำเลยทั้งสองยังอยู่ในวิสัยที่สามารถแก้ไขปรับปรุงตนเองได้ เห็นควรให้โอกาสกลับตัวเป็นพลเมืองดี
โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 3 ปี
ให้คุมประพฤติจำเลยทั้งสองมีกำหนด 2 ปี โดยให้รายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือน ตลอดระยะเวลาคุมประพฤติ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากไม่ชำระค่าปรับ ให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 และมาตรา 30

เอกสารคำพิพากษาคดีนี้ (2)
เบื้องต้น สำนักข่าว Next News รายงานไปแล้ว หลังศาลฯ มีคำพิพากษาตัดสินคดีข้างต้น คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้มีการประชุมเมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2568 เห็นชอบตามความเห็นของอัยการสูงสุด (อสส.) ที่จะไม่อุทธรณ์คำพิพากษา
ปิดฉากคดีนี้ เป็นทางการ
@ คดีเก่าก็ได้รอลงอาญา
ขณะที่ก่อนหน้านี้ในช่วงปี 2564 ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 3 มีคำพิพากษาตัดสินลงโทษ จำคุก 1 ปี นายพิชัย ละแมนชัย และปรับ 5,000 บาท แต่ได้รอลงอาญา กรณีสรรหาและแต่งตั้งผู้อำนวยการสำนักงานอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิโดยมิชอบ
โดยคดีนี้ คณะกรรมการ ป.ป.ช. ลงมติชี้มูลความผิดทางอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2563
ต่อมา เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2564 ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 3 มีคำพิพากษาว่า นายพิชัย ละแมนชัย จำเลย มีความผิดตามาตรา 157 จำคุก 2 ปี และปรับ 10,000 บาท
จำเลย ให้การรับสารภาพลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 1 ปี และปรับ 5,000 บาท โดยโทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 3 ปี
เบื้องต้น คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีการประชุมลงมติเมื่อวันที่ 25 มกราคม 2565 เห็นชอบในการที่อัยการสูงสุด (อสส.) จะไม่อุทธรณ์คำพิพากษาศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 3
เท่ากับว่า นายพิชัย ละแมนชัย อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ ถูกศาลพิพากษาลงโทษจำคุก 2 คดี คดีแรก โดยโทษจำคุก 2 ปี รับสารภาพลดเหลือ 1 ปี , คดีสอง จำคุก 500 ปี รับสารภาพลดเหลือ 250 ปี แต่เมื่อรวมทุกกระทง แล้วจำคุก 50 ปี
ได้รอลงอาญาโทษจำคุก ทั้ง 2 คดี
ป.ป.ช.เห็นชอบตามอสส. ไม่อุทธรณ์สู้ต่อทั้ง 2 คดีเช่นกัน!!




