News Logo
หน้าแรก
ฉบับเต็ม(1) มติป.ป.ช.ชี้มูล 44 ก้าวไกล เสนอแก้ ม.112-เจตนามีนัยสำคัญ

ฉบับเต็ม(1) มติป.ป.ช.ชี้มูล 44 ก้าวไกล เสนอแก้ ม.112-เจตนามีนัยสำคัญ

11 ก.พ. 2569 08:57
ผู้ชม 527 คน

"...การที่ผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 44 คน ลงลายมือชื่อเสนอร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ... (แก้ไขเกี่ยวกับความผิดฐานหมิ่นประมาท) ต่อประธานสภาผู้แทนราษฎรด้วยความสมัครใจ โดยไม่ปรากฏว่ามีการข่มขู่หรือล่อลวงให้ลงลายมือชื่อดังกล่าว มีเจตนามุ่งหมายที่จะแยกสถาบันพระมหากษัตริย์ออกจากความเป็นชาติไทย ซึ่งเป็นอันตรายต่อความมั่นคงของรัฐอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่มีการแจ้งให้ดำเนินการแก้ไขข้อบกพร่องหลายครั้ง แต่ก็ไม่ดำเนินการ จึงถือได้ว่าการกระทำในการเสนอร่างพระราชบัญญัติเป็นการกระทำขั้นสุดท้ายในกระบวนการเสนอแล้ว..."

กรณีปรากฏข่าวคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติเอกฉันท์ชี้มูลความผิด นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) พรรคก้าวไกล กับพวกรวม 44 คน ถูกร้องในความผิดฐานฝ่าฝืน หรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง กรณีร่วมกันลงชื่อยื่นกรณีเสนอร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ .. ) พ.ศ. .... ( มาตรา 112) และเตรียมยื่นส่งฟ้องต่อศาลฎีกาต่อไป นั้น

ภาพประกอบรายงาน

ภาพประกอบรายงาน

ล่าสุด สำนักข่าว Next News ได้รับการยืนยันข้อมูลเกี่ยวกับมติเอกฉันท์ชี้มูลความผิดในคดีนี้ ฉบับเต็ม ของคณะกรรมการ ป.ป.ช. แล้ว ซึ่งมี 3 ประเด็นหลัก คือ 1. การกระทำของผู้ถูกกล่าวหาตามองค์ประกอบความผิด 2. การเสนอร่าง พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ .. ) พ.ศ. .... ( แก้ไขเกี่ยวกับความผิดฐานหมิ่นประมาท) แก้ไขประมวลกฏหมายอาญาที่ผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 44 รายเสนอนั้น มีเนื้อหาที่ชอบด้วยกฏหมายหรือไม่ และ 3.เมื่อร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ... (แก้ไขเกี่ยวกับความผิดฐานหมิ่นประมาท) ที่ผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 44 คน เสนอมีเนื้อหาขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยและจารีตประเพณีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขแล้ว การเสนอร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว เป็นการจงใจฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมฯ อย่างร้ายแรงตามที่ถูกกล่าวหา หรือไม่

ในตอนแรกนี้ จะขอนำเสนอข้อมูลในส่วนการกระทำของผู้ถูกกล่าวหาตามองค์ประกอบความผิดก่อน ซึ่ง ป.ป.ช.เห็นว่า มาตรา 112 ที่บัญญัติว่า “ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท และผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีถึงสิบห้าปี” มีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองมิให้มีการใช้สิทธิและเสรีภาพในลักษณะที่จะส่งผลเป็นการบั่นทอนหรือทำลายหลักการพื้นฐานของรัฐธรรมนูญ และสั่นคลอนรากฐานของการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขของประเทศไทยให้เสื่อมโทรมหรือสิ้นสลายไป

การที่ผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 44 คน ลงลายมือชื่อเสนอร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ... (แก้ไขเกี่ยวกับความผิดฐานหมิ่นประมาท) ต่อประธานสภาผู้แทนราษฎรด้วยความสมัครใจ โดยไม่ปรากฏว่ามีการข่มขู่หรือล่อลวงให้ลงลายมือชื่อดังกล่าว มีเจตนามุ่งหมายที่จะแยกสถาบันพระมหากษัตริย์ออกจากความเป็นชาติไทย ซึ่งเป็นอันตรายต่อความมั่นคงของรัฐอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่มีการแจ้งให้ดำเนินการแก้ไขข้อบกพร่องหลายครั้ง แต่ก็ไม่ดำเนินการ จึงถือได้ว่าการกระทำในการเสนอร่างพระราชบัญญัติเป็นการกระทำขั้นสุดท้ายในกระบวนการเสนอแล้ว

ส่วนกรณีที่ผู้ถูกกล่าวหาอ้างว่า ยังมีความเห็นส่วนตนที่มิได้เห็นพ้องด้วยกับเนื้อหาของร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวทุกบทมาตรา และจะเสนอความเห็นหรือแก้ไขบางมาตราในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรต่อไปนั้น เป็นเพียงการกล่าวอ้างเลื่อนลอย ไม่อาจรับฟังได้

ปรากฏรายละเอียดดังต่อไปนี้

@ การกระทำของผู้ถูกกล่าวหาตามองค์ประกอบความผิด

ในกรณีนี้ มีประเด็นต้องวินิจฉัย ดังนี้

ประเด็นแรก ขั้นตอนการเสนอร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (แก้ไขเกี่ยวกับความผิดฐานหมิ่นประมาท) ของผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 44 คนนั้น ได้กระทำโดยชอบด้วยเงื่อนไขตามบทบัญญัติของกฎหมายหรือไม่

ในทางไต่สวนได้ความว่า เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2564 นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 กับพวกรวม 44 คน ได้ร่วมกันเสนอร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (แก้ไขเกี่ยวกับความผิดฐานหมิ่นประมาท) ต่อสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรได้ตรวจสอบพบว่า ร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวมีข้อบกพร่องในทางธุรการ และเนื้อหาในมาตรา 135/7 และมาตรา 135/8 ในร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวอาจขัดหรือแย้งกับมาตรา 6 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 จึงได้มีบันทึกข้อความแจ้งให้นายพิธาฯ ทราบ ซึ่งนายพิธาฯ ได้มีหนังสือลงวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2564 ถอนการเสนอร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวกลับไปเพื่อปรับปรุงแก้ไข

ต่อมา วันที่ 25 มีนาคม 2564 นายพิธาได้เสนอร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวไปยังสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรอีกครั้ง โดยยืนยันว่า มาตรา 135/7 และมาตรา 135/8 ในร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวมิได้ขัดหรือแย้งกับบทบัญญัติของมาตรา 6 แห่งรัฐธรรมนูญแต่อย่างใด ต่อมาสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรได้มีหนังสือลงวันที่ 23 เมษายน 2564 แจ้งนายพิธาฯ ว่าข้อความในมาตรา 135/7 และมาตรา 135/8 (ร่างมาตรา 6) อาจเป็นบทบัญญัติที่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 6 ถือว่าเป็นร่างพระราชบัญญัติที่มีข้อบกพร่อง ซึ่งนายพิธาฯ ได้แจ้งเรื่องดังกล่าวให้ที่ประชุมพรรคก้าวไกลทราบด้วยวาจา

ต่อมา นายพิธาฯ ได้มีหนังสือลงวันที่ 3 พฤศจิกายน 2564 แจ้งยืนยันไปยังสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรว่า ร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวมิได้ขัดหรือแย้งกับบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญและข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร และขอให้ดำเนินการบรรจุร่างพระราชบัญญัติที่มีการลงลายมือชื่อของผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 44 คน เข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรต่อไป

ทั้งนี้ ในกรณีดังกล่าว นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง ปฏิบัติหน้าที่ประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้สั่งการให้ส่งร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวของผู้ถูกกล่าวหาให้คณะกรรมการประสานงานและเสนอความเห็นเพื่อประกอบการพิจารณาวินิจฉัยของประธานรัฐสภาและประธานสภาผู้แทนราษฎรพิจารณา ซึ่งคณะกรรมการชุดดังกล่าวพิจารณาแล้วเห็นว่า ร่างพระราชบัญญัติที่ผู้ถูกกล่าวหากับพวกเสนอนั้น ยังมีข้อบกพร่อง ดังนี้

1. กรณีการเสนอให้นำมาตรา 112 ออกจากภาค 2 ความผิดลักษณะ 1 แก้ไขเป็นลักษณะ 1/2 อาจเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมที่ไม่สอดคล้องกับคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 28–29/2555 และคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 19/2564

2. กรณีการลดโทษ การยกเว้นความผิด และการยกเว้นโทษ สำหรับการกระทำความผิดต่อองค์พระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ เป็นการแก้ไขเพิ่มเติมที่อาจไม่สอดคล้องกับคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 28–29/2555

3. กรณีให้สำนักพระราชวังเป็นผู้ร้องทุกข์ และให้ถือว่าเป็นผู้เสียหายในความผิดเกี่ยวกับพระเกียรติของพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท และเกียรติยศของผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ รวมทั้งให้เป็นคู่กรณีหรือคู่ความในความผิดดังกล่าว อาจไม่สอดคล้องกับเหตุผลการตราพระราชบัญญัติและบทบัญญัติของพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการในพระองค์ พ.ศ. 2560

4. กรณีกำหนดให้ความผิดในลักษณะนี้เป็นความผิดอันยอมความได้ อาจไม่สอดคล้องกับคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 28–29/2555 และหลักกฎหมายของความผิดอันยอมความได้

จึงถือว่า ร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมดังกล่าวเป็นร่างพระราชบัญญัติที่มีข้อบกพร่อง และควรแก้ไขเพิ่มเติมร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ โดยให้ผู้เสนอที่ลงชื่อไว้เดิมทุกคนร่วมลงชื่อขอแก้ไขเพิ่มเติมร่างพระราชบัญญัติด้วย ตามข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2562 ข้อ 111 และข้อ 112

ภาพประกอบรายงานยุบพรรคก้าวไกล จากเฟซบุ๊กก้าวไกลของประชาชน - Move Forward (1)

ภาพประกอบรายงานยุบพรรคก้าวไกล จากเฟซบุ๊กก้าวไกลของประชาชน - Move Forward (1)

จากนั้น สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรจึงได้มีหนังสือ ลงวันที่ 22 ธันวาคม 2564 แจ้งข้อบกพร่องตามความเห็นของคณะกรรมการประสานงาน และเสนอความเห็นเพื่อประกอบการพิจารณาวินิจฉัยของประธานรัฐสภาและประธานสภาผู้แทนราษฎรข้างต้น ให้นายพิธาฯ ทราบ ซึ่งนายพิธาฯ ได้นำหนังสือของสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรฉบับดังกล่าว แจ้งให้ที่ประชุมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคก้าวไกลรับทราบแล้ว แต่ก็ไม่ปรากฏว่าผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 44 คน ได้ดำเนินการแก้ไขข้อบกพร่องของร่างพระราชบัญญัติข้างต้นแต่อย่างใด

ป.ป.ช. พิจารณาแล้วเห็นว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 112 บัญญัติให้ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข จึงแสดงให้เห็นว่าหลักการปกครองของประเทศไทยนั้น จะต้องประกอบด้วยองค์ประกอบที่สำคัญ 2 ประการ คือ ระบอบประชาธิปไตยประการหนึ่ง และต้องมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขอีกประการหนึ่ง

ทั้งนี้ หลักการดังกล่าวได้ถูกบัญญัติไว้ตั้งแต่เมื่อครั้งมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช 2475 แก้ไขเพิ่มเติม พุทธศักราช 2495 มาตรา 35 และยังคงบัญญัติหลักการดังกล่าวไว้ในรัฐธรรมนูญทุกฉบับจนถึงปัจจุบัน ซึ่งการบัญญัติหลักการดังกล่าวไว้ในรัฐธรรมนูญ ย่อมแสดงให้เห็นอย่างแจ้งชัดว่ามีเจตนาเพื่อพิทักษ์ ปกป้องรูปแบบการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขเอาไว้ มิให้มีการเปลี่ยนแปลงหรือถูกบั่นทอน

ดังนั้น เพื่อดำรงไว้ซึ่งการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ จึงจำเป็นต้องมีบทบัญญัติกฎหมายที่มีโทษทางอาญาสำหรับผู้ที่กระทำการอันเป็นความผิด ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ดังที่ปรากฏในประมวลกฎหมายอาญา ภาค 2 ความผิดลักษณะ 1 ความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร หมวด 1 ความผิดต่อองค์พระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท และเกียรติยศของผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ มาตรา 107 ถึงมาตรา 112 โดยความผิดตามมาตรา 112 ที่บัญญัติว่า

“ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท และผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีถึงสิบห้าปี”

มีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองมิให้มีการใช้สิทธิและเสรีภาพในลักษณะที่จะส่งผลเป็นการบั่นทอนหรือทำลายหลักการพื้นฐานของรัฐธรรมนูญ และสั่นคลอนรากฐานของการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขของประเทศไทยให้เสื่อมโทรมหรือสิ้นสลายไป

การที่ผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 44 คน ลงลายมือชื่อเสนอร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ... (แก้ไขเกี่ยวกับความผิดฐานหมิ่นประมาท) ต่อประธานสภาผู้แทนราษฎรด้วยความสมัครใจ โดยไม่ปรากฏว่ามีการข่มขู่หรือล่อลวงให้ลงลายมือชื่อดังกล่าว และมีจุดประสงค์เพื่อแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 จากเดิมที่อยู่ในหมวด 1 ลักษณะ 1 ความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร ให้เป็นลักษณะ 1/2 ความผิดเกี่ยวกับพระเกียรติของพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท และเกียรติยศของผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์นั้น แม้ว่าประมวลกฎหมายอาญามิได้กำหนดลำดับศักดิ์ของหมวดหมู่และลักษณะกฎหมายไว้โดยชัดแจ้ง แต่ประมวลกฎหมายอาญาได้จัดเรียงบทบัญญัติในแต่ละลักษณะตามความสำคัญและความร้ายแรงของความผิด โดยมาตรา 112 ถูกบัญญัติไว้ในลักษณะ 1 ความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร เนื่องจากมีเจตนาคุ้มครองทั้งความมั่นคงของราชอาณาจักรและเกียรติยศของประมุขของรัฐ ซึ่งสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ มาตรา 2 และมาตรา 6 ที่บัญญัติรับรองว่าประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และองค์พระมหากษัตริย์ทรงดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้ อันเป็นจารีตประเพณีการปกครองของไทยที่สืบทอดกันมายาวนานทุกยุคทุกสมัย

โดยมีกฎหมายอาญามาตรา 112 เป็นบทกฎหมายที่ใช้เพื่อรับรองความมั่นคงของสถานะขององค์พระมหากษัตริย์ ซึ่งมีความสำคัญต่อความมั่นคงของประเทศ เนื่องจากพระมหากษัตริย์กับประเทศไทยหรือชาติไทยดำรงอยู่คู่กันเป็นเนื้อเดียวกัน เป็นศูนย์รวมจิตใจของประชาชนในชาติ และธำรงความเป็นปึกแผ่นอันหนึ่งอันเดียวกันของคนในประเทศ การกระทำความผิดต่อสถาบันพระมหากษัตริย์จึงเป็นการกระทำผิดต่อความมั่นคงของประเทศด้วย

การที่ผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 44 คน เสนอให้แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 112 ออกจากลักษณะ 1 ความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร เป็นการกระทำเพื่อมุ่งหวังให้ความผิดตามมาตรา 112 ไม่เป็นความผิดที่มีความสำคัญและความร้ายแรงในระดับเดียวกับความผิดในหมวด 1 ลักษณะ 1 และไม่ให้ถือเป็นความผิดที่กระทบต่อความมั่นคงของประเทศอีกต่อไป อันมีเจตนามุ่งหมายที่จะแยกสถาบันพระมหากษัตริย์ออกจากความเป็นชาติไทย ซึ่งเป็นอันตรายต่อความมั่นคงของรัฐอย่างมีนัยสำคัญ

แม้ผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 44 คน อ้างว่าการเสนอร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวเป็นสิทธิของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรซึ่งเป็นฝ่ายนิติบัญญัติ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 34 วรรคหนึ่ง และมาตรา 133 (2) ก็ตาม แต่เนื้อหาของกฎหมายที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเสนอนั้น จำต้องไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญและกฎหมายด้วยเช่นกัน ดังจะเห็นได้จากรัฐธรรมนูญมาตรา 5 วรรคหนึ่ง ซึ่งบัญญัติให้รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ บทบัญญัติใดของกฎหมาย กฎ หรือข้อบังคับ หรือการกระทำใด ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ บทบัญญัติหรือการกระทำนั้นเป็นอันใช้บังคับมิได้ และข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2562 ข้อ 110 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้ร่างพระราชบัญญัติที่เสนอต้องมีองค์ประกอบสำคัญประการหนึ่ง คือ “หลักการแห่งร่างพระราชบัญญัติ” ซึ่งเป็นการกำหนดหลักเกณฑ์ว่า การเสนอร่างพระราชบัญญัติไม่อาจขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดได้

ในคดีนี้ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรได้ตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของร่างพระราชบัญญัติที่ผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 44 คน เสนอ และเมื่อพบว่าร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวมีข้อบกพร่องตามข้อ 111 ของข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2562 โดยเฉพาะในส่วนของเนื้อหาที่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรจึงมีหนังสือแจ้งข้อบกพร่องและข้อความอันขัดต่อรัฐธรรมนูญของร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบถึงสามครั้ง เพื่อให้ผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 44 คน นำร่างพระราชบัญญัติกลับไปแก้ไขก่อนที่จะบรรจุเข้าสู่วาระที่หนึ่งเพื่อให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณา อันแสดงให้เห็นว่ากฎหมายมิได้มีเจตนารมณ์ให้อำนาจสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเสนอเนื้อหากฎหมายอย่างใด ๆ ได้โดยอิสระ

เพราะหากสามารถดำเนินการได้โดยอิสระปราศจากการตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายแล้ว อาจเกิดกรณีที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอาศัยจำนวนเสียงที่รวบรวมได้ กระทำการผ่านกฎหมายที่มีเนื้อหาไม่สมควรหรือขัดต่อกฎหมายได้ และการรอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยความชอบด้วยกฎหมายในภายหลังตามที่ผู้ถูกกล่าวหาอ้าง ก็ไม่อาจบรรเทาความเสียหายที่เกิดจากการที่กฎหมายซึ่งมีเนื้อหาไม่ชอบด้วยกฎหมายได้มีผลบังคับใช้ไปแล้วได้

ดังนั้น การเสนอร่างพระราชบัญญัติจึงต้องพิจารณาและคำนึงถึงความชอบด้วยรัฐธรรมนูญและเนื้อหาของกฎหมายที่จะเสนอด้วย การตรวจสอบในขั้นตอนการเสนอกฎหมายของฝ่ายนิติบัญญัติ จึงมิได้เป็นการลดทอนสิทธิและเสรีภาพของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามที่ผู้ถูกกล่าวหาอ้างแต่อย่างใด

ภาพประกอบรายงานยุบพรรคก้าวไกล จากเฟซบุ๊กก้าวไกลของประชาชน - Move Forward (3)

ภาพประกอบรายงานยุบพรรคก้าวไกล จากเฟซบุ๊กก้าวไกลของประชาชน - Move Forward (3)

สำหรับกรณีที่ผู้ถูกกล่าวหาอ้างว่า ลำพังการกระทำในขั้นตอนการเสนอร่างพระราชบัญญัติยังไม่อาจถือเป็นการกระทำความผิดสำเร็จในความผิดเกี่ยวกับการฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงได้ เนื่องจากร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวยังต้องผ่านการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา และอาจถูกตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญโดยศาลรัฐธรรมนูญได้นั้น

เมื่อพิจารณาถึงรัฐธรรมนูญมาตรา 133 (2) ซึ่งกำหนดให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวนไม่น้อยกว่า 20 คน มีสิทธิริเริ่มเสนอร่างพระราชบัญญัติ โดยไม่จำต้องใช้เสียงข้างมากเช่นในขั้นการพิจารณาให้ความเห็นชอบ ประกอบกับข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2562 ข้อ 110 ข้อ 111 และข้อ 112 ซึ่งกำหนดขั้นตอน เงื่อนไข และสิทธิในการแก้ไขร่างก่อนการบรรจุเข้าสู่วาระ แสดงให้เห็นว่าขั้นตอนการเสนอร่างพระราชบัญญัติเป็นเอกเทศ แยกต่างหากจากขั้นตอนการพิจารณาและให้ความเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎร

เมื่อสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรได้แจ้งให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบถึงสามครั้งแล้วว่า ร่างพระราชบัญญัติที่เสนอมีข้อบกพร่องและอาจขัดหรือแย้งต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ แต่ผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 44 คน มิได้นำพาที่จะดำเนินการแก้ไขให้ถูกต้องตามที่กฎหมายกำหนด จึงถือได้ว่าการกระทำในการเสนอร่างพระราชบัญญัติเป็นการกระทำขั้นสุดท้ายในกระบวนการเสนอแล้ว ดังนั้น หากปรากฏข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานครบถ้วนตามองค์ประกอบความผิดฐานฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง การกระทำของผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 44 คน ย่อมเป็นความผิดตามบทบัญญัติกฎหมาย

ส่วนกรณีที่ผู้ถูกกล่าวหาอ้างว่า ยังมีความเห็นส่วนตนที่มิได้เห็นพ้องด้วยกับเนื้อหาของร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวทุกบทมาตรา และจะเสนอความเห็นหรือแก้ไขบางมาตราในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรต่อไปนั้น

เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงว่า ร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมที่ผู้ถูกกล่าวหาเสนอพร้อมเอกสารประกอบ มิได้มีข้อความเกี่ยวกับการสงวนสิทธิในการเสนอความเห็นส่วนตนหรือการขอแก้ไขบางมาตราไว้ และเมื่อประธานสภามิได้บรรจุร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวเข้าสู่วาระการประชุม จึงไม่อาจพิสูจน์ข้อเท็จจริงตามคำกล่าวอ้างของผู้ถูกกล่าวหาในประเด็นนี้ได้อย่างแน่แท้

ดังนั้น คำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาในประเด็นนี้ของผู้ถูกกล่าวหา จึงเป็นเพียงการกล่าวอ้างเลื่อนลอย ไม่อาจรับฟังได้

***************************************

มติ คณะกรรมการ ป.ป.ช. ชี้มูลคดีนี้ยังไม่จบ ยังมีประเด็นเรื่องการเสนอร่าง พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ .. ) พ.ศ. .... ( แก้ไขเกี่ยวกับความผิดฐานหมิ่นประมาท) แก้ไขประมวลกฏหมายอาญาที่ผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 44 รายเสนอนั้น มีเนื้อหาที่ชอบด้วยกฏหมายหรือไม่ด้วย

รายละเอียดเป็นอย่างไร โปรดติดตามตอนต่อไป

แท็กที่เกี่ยวข้อง
มติป.ป.ช.ชี้มูลก้าวไกล
แก้มาตรา112
พรรคก้าวไกล



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

เปิดประวัติ ม.Northrop 'ศุภจี'ศิษย์เก่า เจอครหางบไม่โปร่งใส ก่อนปิดตัว
เปิดประวัติ ม.Northrop 'ศุภจี'ศิษย์เก่า เจอครหางบไม่โปร่งใส ก่อนปิดตัว