News Logo
หน้าแรก
ฉบับเต็ม(2)มติป.ป.ช.ชี้มูล44 ก้าวไกลแก้ม.112 -เอื้อคนคิดล้มล้างสถาบันฯ

ฉบับเต็ม(2)มติป.ป.ช.ชี้มูล44 ก้าวไกลแก้ม.112 -เอื้อคนคิดล้มล้างสถาบันฯ

11 ก.พ. 2569 11:30
ผู้ชม 199 คน

"...บทบัญญัติดังกล่าวมีลักษณะเป็นการเปิดโอกาสให้บุคคล โดยเฉพาะอย่างยิ่งบุคคลที่มีความคิดล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ ตัดสินใจกระทำการอันกระทบต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ได้ง่ายยิ่งขึ้น ด้วยเหตุที่บุคคลเหล่านั้นสามารถยกเหตุเรื่องความสุจริต หรือการใดที่ได้กระทำลงไปนั้นมีเจตนาเพื่อรักษาไว้ซึ่งการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขขึ้นต่อสู้.."

กรณีปรากฏข่าวคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติเอกฉันท์ชี้มูลความผิด นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) พรรคก้าวไกล กับพวกรวม 44 คน ถูกร้องในความผิดฐานฝ่าฝืน หรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง กรณีร่วมกันลงชื่อยื่นกรณีเสนอร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ .. ) พ.ศ. .... ( มาตรา 112) และเตรียมยื่นส่งฟ้องต่อศาลฎีกาต่อไป นั้น

ภาพประกอบรายงาน

ภาพประกอบรายงาน

สำนักข่าว Next News รายงานไปแล้วว่า ล่าสุดได้รับการยืนยันข้อมูลเกี่ยวกับมติเอกฉันท์ชี้มูลความผิดในคดีนี้ ฉบับเต็ม ของคณะกรรมการ ป.ป.ช. แล้ว ซึ่งมี 3 ประเด็นหลัก คือ 1. การกระทำของผู้ถูกกล่าวหาตามองค์ประกอบความผิด 2. การเสนอร่าง พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ .. ) พ.ศ. .... ( แก้ไขเกี่ยวกับความผิดฐานหมิ่นประมาท) แก้ไขประมวลกฏหมายอาญาที่ผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 44 รายเสนอนั้น มีเนื้อหาที่ชอบด้วยกฏหมายหรือไม่ และ 3.เมื่อร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ... (แก้ไขเกี่ยวกับความผิดฐานหมิ่นประมาท) ที่ผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 44 คน เสนอมีเนื้อหาขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยและจารีตประเพณีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขแล้ว การเสนอร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว เป็นการจงใจฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมฯ อย่างร้ายแรงตามที่ถูกกล่าวหา หรือไม่

โดยในตอนที่แล้ว ได้นำเสนอข้อมูลในส่วนมติ ป.ป.ช.พิจารณาประเด็นแรก ว่าด้วยการกระทำของผู้ถูกกล่าวหาตามองค์ประกอบความผิดก่อน ไปแล้วว่า ป.ป.ช.เห็นว่า มาตรา 112 ที่บัญญัติว่า “ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท และผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีถึงสิบห้าปี” มีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองมิให้มีการใช้สิทธิและเสรีภาพในลักษณะที่จะส่งผลเป็นการบั่นทอนหรือทำลายหลักการพื้นฐานของรัฐธรรมนูญ และสั่นคลอนรากฐานของการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขของประเทศไทยให้เสื่อมโทรมหรือสิ้นสลายไป

การที่ผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 44 คน ลงลายมือชื่อเสนอร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ... (แก้ไขเกี่ยวกับความผิดฐานหมิ่นประมาท) ต่อประธานสภาผู้แทนราษฎรด้วยความสมัครใจ โดยไม่ปรากฏว่ามีการข่มขู่หรือล่อลวงให้ลงลายมือชื่อดังกล่าว มีเจตนามุ่งหมายที่จะแยกสถาบันพระมหากษัตริย์ออกจากความเป็นชาติไทย ซึ่งเป็นอันตรายต่อความมั่นคงของรัฐอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่มีการแจ้งให้ดำเนินการแก้ไขข้อบกพร่องหลายครั้ง แต่ก็ไม่ดำเนินการ จึงถือได้ว่าการกระทำในการเสนอร่างพระราชบัญญัติเป็นการกระทำขั้นสุดท้ายในกระบวนการเสนอแล้ว

ส่วนกรณีที่ผู้ถูกกล่าวหาอ้างว่า ยังมีความเห็นส่วนตนที่มิได้เห็นพ้องด้วยกับเนื้อหาของร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวทุกบทมาตรา และจะเสนอความเห็นหรือแก้ไขบางมาตราในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรต่อไปนั้น เป็นเพียงการกล่าวอ้างเลื่อนลอย ไม่อาจรับฟังได้

ภาพประกอบรายงาน (2)

ภาพประกอบรายงาน (2)

ในตอนนี้จะขอนำเสนอข้อมูลมติคณะกรรมการ ป.ป.ช. ที่พิจารณาประเด็นสองว่าด้วยการเสนอร่าง พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ .. ) พ.ศ. .... ( แก้ไขเกี่ยวกับความผิดฐานหมิ่นประมาท) แก้ไขประมวลกฏหมายอาญาที่ผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 44 รายเสนอนั้น มีเนื้อหาที่ชอบด้วยกฏหมายหรือไม่ ซึ่งมีประเด็นสำคัญอยู่ที่ป.ป.ช.พิจารณาแล้วเห็นว่า การที่ผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 44 คน ร่วมกันเสนอร่างพระราชบัญญัติที่ส่งผลต่อความมั่นคงของสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยการเสนอให้นำหลักกฎหมายเกี่ยวกับเหตุยกเว้นความผิดและยกเว้นโทษในเรื่องการหมิ่นประมาท ซึ่งเป็นความผิดเกี่ยวกับเสรีภาพและชื่อเสียงของบุคคลทั่วไป มาเทียบเคียงและให้มีผลบังคับใช้ในความผิดเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยอ้างว่าเพื่อให้สอดคล้องกับหลักประชาธิปไตยที่คุ้มครองสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น และสอดคล้องกับหลักกฎหมายทั่วไปที่มีบทยกเว้นความผิดและบทยกเว้นโทษ อันเป็นหลักสากลพิจารณาแล้วเห็นว่าไม่อาจกระทำได้

อีกทั้งบทบัญญัติกฏหมายยังมีลักษณะเป็นการเปิดโอกาสให้บุคคล โดยเฉพาะอย่างยิ่งบุคคลที่มีความคิดล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ ตัดสินใจกระทำการอันกระทบต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ได้ง่ายยิ่งขึ้น ด้วยเหตุที่บุคคลเหล่านั้นสามารถยกเหตุเรื่องความสุจริต หรือการใดที่ได้กระทำลงไปนั้นมีเจตนาเพื่อรักษาไว้ซึ่งการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขขึ้นต่อสู้ด้วย

ปรากฏรายละเอียดดังต่อไปนี้

@ การเสนอร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (แก้ไขเกี่ยวกับความผิดฐานหมิ่นประมาท) แก้ไขประมวลกฎหมายอาญาที่ผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 44 คน เสนอนั้น มีเนื้อหาที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

ในทางไต่สวนได้ความว่า ผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 44 คน ได้เสนอร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (แก้ไขเกี่ยวกับความผิดฐานหมิ่นประมาท) ต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร พร้อมด้วยบันทึกหลักการและเหตุผล และบันทึกวิเคราะห์สรุปสาระสำคัญ เพื่อให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพิจารณา จำนวน 12 มาตรา โดยร่างพระราชบัญญัติ มาตรา 6 กำหนดลักษณะความผิดเกี่ยวกับพระเกียรติของพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท และเกียรติยศของผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ พร้อมทั้งกำหนดความผิดฐานหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ และความผิดฐานหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ โดยกำหนดให้ผู้ซึ่งติชม แสดงความคิดเห็น หรือแสดงข้อความใดโดยสุจริต เพื่อรักษาไว้ซึ่งการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขภายใต้รัฐธรรมนูญ เพื่อธำรงไว้ซึ่งรัฐธรรมนูญ หรือเพื่อประโยชน์สาธารณะ ผู้นั้นไม่มีความผิด กำหนดให้ผู้ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิด ซึ่งพิสูจน์ได้ว่าข้อที่หาว่าเป็นความผิดนั้นเป็นความจริง ไม่ต้องรับโทษ และกำหนดให้ความผิดในลักษณะนี้เป็นความผิดอันยอมความได้ โดยให้สำนักพระราชวังเป็นผู้ร้องทุกข์ และให้ถือว่าเป็นผู้เสียหายในความผิดเกี่ยวกับพระเกียรติของพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท และเกียรติยศของผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์

ป.ป.ช. พิจารณาแล้วเห็นว่า ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ซึ่งรูปแบบการมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขของประเทศไทยมีมาเป็นเวลาช้านานตั้งแต่สมัยสุโขทัย แม้ต่อมามีการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองใน พ.ศ. 2475 มาเป็นระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขภายใต้รัฐธรรมนูญ จนถึงรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับปัจจุบัน ก็ยังคงไว้ซึ่งรูปแบบการมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขของประเทศ อันแสดงถึงความเคารพยกย่องและเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างสูงสุดของปวงชนชาวไทยที่มีมาต่อเนื่อง ดังที่ปรากฏตามโบราณราชประเพณีและนิติประเพณี พระมหากษัตริย์ของไทยทรงเป็นศูนย์รวมจิตใจอันเป็นที่เคารพรักของประชาชน และด้วยคุณูปการของพระมหากษัตริย์ไทยตั้งแต่อดีตที่ผ่านมา ทำให้ประชาชนชาวไทยเคารพรักและเทิดทูนพระมหากษัตริย์มาอย่างต่อเนื่องยาวนาน อันเป็นลักษณะพิเศษเฉพาะของประเทศไทยที่ไม่มีประเทศใดเหมือน

ทั้งนี้ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกฉบับ ในฐานะกฎหมายสูงสุดของประเทศ ได้บัญญัติสถานะอันล่วงละเมิดมิได้ของสถาบันพระมหากษัตริย์ไว้โดยตลอด และเพื่อให้สถานะดังกล่าวได้รับการคุ้มครองอย่างมั่นคง จึงจำต้องมีบทกฎหมายลำดับรอง เช่น ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 เป็นเครื่องมือในการคุ้มครอง

ดังนั้น การที่ผู้ถูกกล่าวหาอ้างว่าการมีอยู่หรือไม่มีอยู่ของประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ไม่มีผลต่อสถานะของพระมหากษัตริย์ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 6 จึงไม่อาจรับฟังได้

เนื่องจากประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 เป็นบทบัญญัติที่กำหนดการกระทำอันเป็นความผิด และกำหนดอัตราโทษแก่ผู้ที่กระทำการหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ หากผู้ใดกระทำความผิดตามมาตราดังกล่าว ต้องได้รับโทษทางอาญาเพราะเหตุแห่งการกระทำนั้น สอดคล้องกับการที่ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข โดยรัฐธรรมนูญบัญญัติให้พระมหากษัตริย์เป็นสถาบันหนึ่งในรัฐธรรมนูญ

องค์พระมหากษัตริย์ยังทรงดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ที่ผู้ใดจะละเมิดมิได้ จะกล่าวหาหรือฟ้องร้องในทางใด ๆ มิได้ พระเกียรติของสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นการผดุงไว้ซึ่งเกียรติยศของประเทศ และรักษาคุณลักษณะประการสำคัญของระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

จึงมีความชอบธรรมที่ต้องมีกฎหมายคุ้มครอง มิให้มีการละเมิดพระมหากษัตริย์ในฐานะที่ทรงเป็นประมุขของรัฐและเป็นสถาบันหลักของประเทศ กล่าวอีกนัยหนึ่งได้ว่า การดำรงอยู่ของประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญต่อการคุ้มครองสถานะของสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งสอดคล้องกับคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 28–29/2555 ลงวันที่ 10 ตุลาคม 2555

ภาพประกอบรายงานยุบพรรคก้าวไกล จากเฟซบุ๊กก้าวไกลของประชาชน - Move Forward (1)

ภาพประกอบรายงานยุบพรรคก้าวไกล จากเฟซบุ๊กก้าวไกลของประชาชน - Move Forward (1)

แต่ในทางกลับกัน ผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 44 คน กลับร่วมกันเสนอร่างพระราชบัญญัติที่ส่งผลต่อความมั่นคงของสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยการเสนอให้นำหลักกฎหมายเกี่ยวกับเหตุยกเว้นความผิดและยกเว้นโทษในเรื่องการหมิ่นประมาท ซึ่งเป็นความผิดเกี่ยวกับเสรีภาพและชื่อเสียงของบุคคลทั่วไป มาเทียบเคียงและให้มีผลบังคับใช้ในความผิดเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยอ้างว่าเพื่อให้สอดคล้องกับหลักประชาธิปไตยที่คุ้มครองสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น และสอดคล้องกับหลักกฎหมายทั่วไปที่มีบทยกเว้นความผิดและบทยกเว้นโทษ อันเป็นหลักสากล

ทั้งนี้ กรณีดังกล่าวพิจารณาแล้วเห็นว่าไม่อาจกระทำได้ ด้วยเหตุที่ว่าสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นหนึ่งในองค์ประกอบหลักของระบอบการปกครองของไทยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 2 ซึ่งบริบทของสังคมไทยนั้นแตกต่างจากนานาอารยประเทศอย่างมิอาจเทียบเคียงกันได้ และการเสนอแก้ไขกฎหมายดังกล่าวยังขัดต่อหลักการตามมาตรา 6 แห่งรัฐธรรมนูญ

กล่าวคือ การเสนอให้เพิ่มบทบัญญัติให้ผู้กระทำความผิดสามารถพิสูจน์เหตุยกเว้นความผิดและเหตุยกเว้นโทษได้ ตามร่างพระราชบัญญัติของผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 44 คน ซึ่งให้เพิ่มความมาตรา 135/7 ว่า ผู้ใดติชม แสดงความคิดเห็น หรือแสดงข้อความโดยสุจริต เพื่อรักษาไว้ซึ่งการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขภายใต้รัฐธรรมนูญ เพื่อธำรงไว้ซึ่งรัฐธรรมนูญ หรือเพื่อประโยชน์สาธารณะ ผู้นั้นไม่มีความผิด และเพิ่มความมาตรา 135/8 ว่า ถ้าผู้ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดพิสูจน์ได้ว่าข้อที่หาว่าเป็นความผิดนั้นเป็นความจริง ผู้นั้นไม่ต้องรับโทษ ร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวย่อมทำให้ผู้กระทำความผิดใช้ข้อกล่าวอ้างว่าตนเข้าใจผิดและเชื่อโดยสุจริตว่าเป็นความจริง เป็นข้อต่อสู้และขอพิสูจน์ความจริงในทุกคดี เช่นเดียวกับการที่ผู้กระทำความผิดในคดีหมิ่นประมาทบุคคลทั่วไปยกขึ้นต่อสู้

ทั้งที่ลักษณะของการกระทำความผิดมีความร้ายแรงมากกว่าการหมิ่นประมาทหรือดูหมิ่นต่อบุคคลธรรมดา อีกทั้งบทบัญญัติดังกล่าวมีลักษณะเป็นการเปิดโอกาสให้บุคคล โดยเฉพาะอย่างยิ่งบุคคลที่มีความคิดล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ ตัดสินใจกระทำการอันกระทบต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ได้ง่ายยิ่งขึ้น ด้วยเหตุที่บุคคลเหล่านั้นสามารถยกเหตุเรื่องความสุจริต หรือการใดที่ได้กระทำลงไปนั้นมีเจตนาเพื่อรักษาไว้ซึ่งการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขขึ้นต่อสู้

แม้จะมีข้อยกเว้นในการพิสูจน์กรณีเป็นเรื่องส่วนพระองค์ก็ตาม ก็ไม่เป็นที่ประจักษ์ชัดว่าการแก้ไขดังกล่าวจะส่งผลเป็นการปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ หรือเป็นผลดีต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มากกว่าบทบัญญัติตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ที่มีอยู่เดิม ซึ่งการพิจารณาคดีของศาลในเรื่องดังกล่าวจะต้องมีการสืบพยานหลักฐานตามข้ออ้าง ข้อเถียง และข้อต่อสู้ระหว่างคู่ความในคดี การพิสูจน์เหตุดังกล่าวจำต้องพาดพิงหรือกล่าวหาสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งอยู่ในสถานะอันควรเคารพสักการะอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และทำให้ข้อความดังกล่าวกระจายออกสู่สาธารณะ อันเป็นการเสื่อมพระเกียรติ อีกทั้งข้ออ้างของผู้ถูกกล่าวหาที่ว่า ศาลก็เคยเปิดโอกาสให้จำเลยพิสูจน์ความจริงในการสืบพยานคดีมาตรา 112 นั้น ยิ่งแสดงให้เห็นว่า โดยหลักปกติทั่วไปของการบังคับใช้กฎหมายมาตราดังกล่าว ได้เปิดโอกาสให้จำเลยสามารถใช้สิทธิของตนในการพิสูจน์ความสุจริตได้อยู่แล้ว ซึ่งการวิพากษ์วิจารณ์โดยสุจริต ไม่มีเจตนาดูหมิ่น หรือหมิ่นประมาทดังกล่าว ย่อมไม่อาจเป็นความผิดตามมาตราดังกล่าวได้ จึงไม่มีความจำเป็นอันใดที่จะต้องแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112

ดังนั้น บทบัญญัติในมาตรา 135/7 และมาตรา 135/8 ในร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (แก้ไขเกี่ยวกับความผิดฐานหมิ่นประมาท) ที่ผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 44 คนเสนอ จึงเป็นกฎหมายที่มีเนื้อหาขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 5

สำหรับกรณีผู้ถูกกล่าวหาอ้างพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และความเห็นขององคมนตรี ในประเด็นการวิพากษ์วิจารณ์สถาบันพระมหากษัตริย์ว่าสามารถกระทำได้นั้น เมื่อพิจารณาถึงบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 แล้ว จะเห็นได้ว่าบุคคลที่จะกระทำการอันเป็นความผิดตามบทบัญญัติมาตราดังกล่าว จะต้องเป็นผู้กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาในส่วนของความผิดต่อชื่อเสียง (ดูหมิ่น หมิ่นประมาท) หรือกระทำความผิดต่อเสรีภาพ (อาฆาตมาดร้าย) ต่อสถาบันพระมหากษัตริย์เสียก่อน

ดังนั้น หากบุคคลผู้วิพากษ์วิจารณ์โดยสุจริต โดยไม่มีเนื้อหาอันเป็นความผิดในสองส่วนดังกล่าวแล้ว ก็ย่อมไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 เช่นกัน ดังนั้น การคงอยู่ของหลักการตามมาตรา 112 จึงมิได้ขัดหรือแย้งกับพระราชดำรัสและความเห็นขององคมนตรีดังกล่าวข้างต้น

ส่วนกรณีผู้ถูกกล่าวหาอ้างว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 เคยมีการแก้ไขมาก่อนเมื่อปี พ.ศ. 2519 นั้น พิจารณาแล้วเห็นว่า เหตุการณ์การแก้ไขกฎหมายในปีดังกล่าวสืบเนื่องมาจากสถานการณ์บ้านเมืองในขณะนั้น ซึ่งเกิดความขัดแย้งทางความคิดทางการเมืองอย่างรุนแรง ทั้งยังปรากฏข้อเท็จจริงว่ามีกลุ่มบุคคลบางกลุ่มนำสถาบันพระมหากษัตริย์เข้าไปเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งทางการเมือง ด้วยเหตุดังกล่าวจึงได้มีการแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ในขณะนั้น ไม่ว่าจะเป็นความผิดที่กระทำต่อธงหรือเครื่องหมายของรัฐ ความผิดที่กระทำต่อผู้แทนรัฐต่างประเทศ ความผิดที่กระทำต่อเจ้าพนักงาน ศาล รวมไปถึงการแก้ไขกฎหมายอาญา มาตรา 112 ด้วย

โดยในส่วนของการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 นั้น เป็นการกำหนดโทษขั้นต่ำสำหรับผู้กระทำความผิดต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ เพื่อเพิ่มความคุ้มครองให้แก่สถาบันพระมหากษัตริย์ให้สอดคล้องกับสถานะความเป็นสถาบันหลักและเป็นองค์ประกอบของระบอบการปกครองตามรัฐธรรมนูญ แตกต่างจากการเสนอแก้ไขกฎหมายของผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 44 คนในครั้งนี้ ที่มีลักษณะเป็นการลดโทษต่อผู้กระทำความผิด และยังเป็นการลดสถานะอันล่วงละเมิดมิได้ของสถาบันพระมหากษัตริย์

ดังนั้น การแก้ไขกฎหมายในปี พ.ศ. 2519 ที่แก้ไขเฉพาะในส่วนของบทกำหนดโทษ แต่มิได้แก้ไขสารัตถะของบทบัญญัติมาตรา 112 จึงมิได้เป็นการลดทอนสถานะอันล่วงละเมิดมิได้ของสถาบันพระมหากษัตริย์ลง หากแต่ยังคงไว้ซึ่งความคุ้มครองสถานะของสถาบันพระมหากษัตริย์ อันเป็นแก่นหลักของบทบัญญัติดังกล่าว จึงมิอาจนำมาเทียบเคียงกับการเสนอร่างพระราชบัญญัติของผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 44 คนในครั้งนี้ได้ เนื่องจากมีความมุ่งหมายในการแก้ไขกฎหมายแตกต่างกัน

สำหรับกรณีที่ผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 44 คน เสนอให้ความผิดตามมาตรา 112 เป็นความผิดอันยอมความได้ โดยเพิ่มความในมาตรา 135/9 วรรคหนึ่งว่า “ความผิดในลักษณะนี้เป็นความผิดอันยอมความได้” และวรรคสองว่า “ให้กรมราชเลขานุการในพระองค์เป็นผู้ร้องทุกข์ และให้ถือว่าเป็นผู้เสียหายในความผิดเกี่ยวกับพระเกียรติของพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท และเกียรติยศของผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์” โดยให้กรมราชเลขานุการในพระองค์เป็นผู้ร้องทุกข์และให้ถือว่าเป็นผู้เสียหายเพียงหน่วยงานเดียวนั้น เป็นการมุ่งหมายให้การกระทำความผิดตามมาตรา 112 กลายเป็นความผิดที่เป็นเรื่องส่วนพระองค์ของสถาบันพระมหากษัตริย์เท่านั้น เป็นการลดสถานะความคุ้มครองของสถาบันพระมหากษัตริย์ ทำให้รัฐไม่ต้องเป็นผู้เสียหายในความผิดดังกล่าวโดยตรง และทำให้สถาบันพระมหากษัตริย์กลายเป็นคู่ขัดแย้งกับประชาชน อีกทั้งยังเป็นการขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 6 ส่งผลให้การกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ไม่ใช่การกระทำความผิดที่กระทบต่อชาติและประชาชน ทั้งที่การกระทำความผิดดังกล่าวเป็นการกระทบกระเทือนจิตใจของประชาชนชาวไทยที่มีความเคารพเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ เนื่องจากทรงเป็นประมุขและศูนย์รวมความเป็นชาติที่รัฐต้องคุ้มครอง และรัฐต้องเป็นผู้เสียหายในคดีอาญา

ซึ่งการที่ผู้ถูกกล่าวหายกบทบัญญัติกฎหมายของต่างประเทศมาอ้าง ก็ไม่สามารถนำมาเทียบเคียงหรือพิสูจน์ความชอบด้วยกฎหมายของการกระทำของผู้ถูกกล่าวหาได้ เนื่องจากบริบทความสำคัญของสถาบันพระมหากษัตริย์ในแต่ละประเทศนั้นแตกต่างกัน รวมทั้งสถานการณ์ที่ส่งผลกระทบต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ในแต่ละประเทศก็แตกต่างกัน มิอาจเปรียบเทียบกันได้ ทั้งนี้ การหยิบยกบทกฎหมายของต่างประเทศขึ้นต่อสู้ก็เป็นเพียงการกล่าวอ้างลอย ๆ โดยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าผู้ถูกกล่าวหาได้ศึกษาสถานการณ์ของประเทศเหล่านั้นว่าบทกฎหมายดังกล่าวสอดคล้องกับบริบทของสังคมหรือส่งผลดีต่อการดำรงอยู่ของสถาบันพระมหากษัตริย์

ภาพประกอบรายงานยุบพรรคก้าวไกล จากเฟซบุ๊กก้าวไกลของประชาชน - Move Forward (2)

ภาพประกอบรายงานยุบพรรคก้าวไกล จากเฟซบุ๊กก้าวไกลของประชาชน - Move Forward (2)

สำหรับข้อกล่าวอ้างที่ว่า เหตุที่ต้องให้สำนักพระราชวังเป็นผู้มีอำนาจเริ่มต้นและยุติคดี เพื่อมิให้มีการนำบทกฎหมายดังกล่าวมาเป็นเครื่องมือทางการเมืองนั้น ดังที่กล่าวไว้แล้วข้างต้นว่า ความผิดตามมาตรา 112 นั้นประกอบด้วยความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาในเรื่องความผิดต่อ “ชื่อเสียง” และความผิดต่อ “เสรีภาพ” อยู่แล้ว หากบุคคลไม่กระทำความผิดทางอาญา ย่อมไม่มีบุคคลใดสามารถนำบทกฎหมายดังกล่าวมาเป็นเครื่องมือทางการเมืองได้ และการกำหนดให้สำนักพระราชวังมีอำนาจในการเริ่มและยุติคดีโดยเทียบเคียงกับกรณีสำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ ก็ไม่อาจรับฟังได้ เนื่องจากกรณีของสำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์เป็นกรณีมอบหมายให้เป็นคู่พิพาทกับบุคคลภายนอกในเรื่องทรัพย์สิน ต่างจากกรณีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับความมั่นคง จึงไม่อาจเทียบเคียงกันได้

ส่วนหลัก “ความผิดที่ต้องให้อำนาจ” ตามที่ผู้ถูกกล่าวหาอ้างเพื่อนำมาใช้กับมาตรา 112 นั้น หลักดังกล่าวเป็นหลักการที่ใช้กับความผิดต่อส่วนตัว ซึ่งปัจจุบันประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ถือเป็นความผิดที่กระทบต่อความมั่นคง ซึ่งรัฐเป็นผู้เสียหายและสามารถเริ่มคดีได้เอง ดังนั้น การที่ผู้ถูกกล่าวหาเสนอให้มาตรา 112 เป็นความผิดที่ต้องให้อำนาจ ย่อมไม่สอดคล้องกับบริบทของระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เนื่องจากเป็นการลดความคุ้มครองสถาบันพระมหากษัตริย์ลง ให้เป็นเพียงความผิดส่วนพระองค์ มิใช่ความผิดที่กระทบต่อความมั่นคงที่รัฐจะต้องให้ความสำคัญดังเดิม การเสนอร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมของผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 44 คนดังกล่าว จึงเป็นการลดทอนความสำคัญของสถาบันพระมหากษัตริย์ลง

ดังนั้น การเสนอร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (แก้ไขเกี่ยวกับความผิดฐานหมิ่นประมาท) ของผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 44 คน จึงเป็นการเสนอร่างพระราชบัญญัติที่มีเนื้อหาไม่ชอบด้วยกฎหมาย และคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาของผู้ถูกกล่าวหาฟังไม่ขึ้น

............................................................

มติ คณะกรรมการ ป.ป.ช. ชี้มูลคดีนี้ยังไม่จบ ยังมีประเด็นเรื่องเมื่อร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ... (แก้ไขเกี่ยวกับความผิดฐานหมิ่นประมาท) ที่ผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 44 คน เสนอมีเนื้อหาขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยและจารีตประเพณีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขแล้ว การเสนอร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว เป็นการจงใจฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมฯ อย่างร้ายแรงตามที่ถูกกล่าวหา หรือไม่ รวมไปถึงคำวินิจฉัยของคณะกรรมการ ป.ป.ช.ฉบับเต็มในคดีนี้อีก

รายละเอียดเป็นอย่างไร โปรดติดตามตอนต่อไป ที่นี่ที่เดิม

แท็กที่เกี่ยวข้อง
มติป.ป.ช.ชี้มูลก้าวไกล
เสนอแก้มาตรา 112
สำนักงาน ป.ป.ช.



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

โชว์งบฯปีล่าสุด บ.ปิโตรเลียมไทย‘พิพัฒน์’รายได้ 1.7 แสนล. กำไร 110 ล.
โชว์งบฯปีล่าสุด บ.ปิโตรเลียมไทย‘พิพัฒน์’รายได้ 1.7 แสนล. กำไร 110 ล.