"...คดีเบิกจ่ายเงินค่าตอบแทนให้แก่เลขานุการฯ ทั้งที่ไม่ได้มาปฏิบัติหน้าที่ราชการจริงนั้น ไม่ได้เกิดขึ้นกับ นายเฉลิมชัย แก่ประโคน อดีตนายก อบต.เขาดินเหนือ กับพวก ที่แรกเท่านั้น เพราะก่อนหน้านี้ มีผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ที่ถูกคณะกรรมการ ป.ป.ช. ชี้มูล และศาลมีคำพิพากษาลงโทษ ในคดีเบิกจ่ายเงินค่าตอบแทนให้แก่เลขานุการ โดยมิชอบ มาแล้วอย่างน้อย 3 ราย บทลงโทษมีความรุนแรง โดนสั่งจำคุกคนละหลายสิบปีเช่นกัน ..."
คดีกล่าวหา นายเฉลิมชัย แก่ประโคน อดีตนายกองค์การบริหารส่วนตำบลเขาดินเหนือ อำเภอบ้านกรวด จังหวัดบุรีรัมย์กับพวก คือ จ่าสิบเอก ปราโมทย์ จึงสุวรรณ์ นายสุบิน ชนะประโคน นายสุรศักดิ์ ราชมงคล เบิกจ่ายเงินค่าตอบแทนให้แก่เลขานุการนายก อบต.เขาดินเหนือ ทั้งที่ไม่ได้มาปฏิบัติหน้าที่ราชการ ซึ่งถูกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้มูลความผิดและส่งเรื่องให้อัยการสูงสุด (อสส.) ฟ้องร้องดำเนินการตามขั้นตอนกฏหมาย ตั้งแต่เมื่อปี 2564
มีบทสรุปคำพิพากษาในส่วนของศาลอุทธรณ์ ออกมาแล้วว่า พิพากษายืนตามศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 3 ที่ตัดสินลงโทษ นายเฉลิมชัย แก่ประโคน จำเลยที่ 1 กระทงละ 5 ปี รวม 16 กระทง เป็นจำคุก 80 ปี จ่าสิบเอก ปราโมทย์ จึงสุวรรณ์ จำเลยที่ 2 นายสุบิน ชนะประโคน จำเลยที่ 3 นายสุรศักดิ์ ราชมงคล จำเลยที่ 4 คนละ 3 ปี 4 เดือน รวม 16 กระทง เป็นจำคุก 48 ปี 64 เดือน แต่เนื่องจากอัตราโทษ สำหรับความผิดตาม ป.อ. ม. 151 ซึ่งเป็นกระทงที่หนักที่สุด มีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกินสิบปีขึ้นไป กรณีตกอยู่ในบังคับตาม ป.อ. ม. 91 (3) คงจำคุก จำเลยทั้งสี่มีกำหนดคนละ 50 ปี
นับเป็นบทลงโทษที่มีความรุนแรงมาก อย่างไรก็ดี คดีนี้ยังไม่สิ้นสุด จำเลยทั้งหมด มีสิทธิ์อุทธรณ์ต่อสู้คดีในชั้นศาลที่สูงกว่านี้ได้อีก

ภาพประกอบรายงาน
ยืนโทษ! คุก 80 ปี อดีตนายกอบต.เขาดินเหนือ ทุจริตเบิกค่าตอบแทนให้เลขาฯ
อย่างไรก็ดี คดีเบิกจ่ายเงินค่าตอบแทนให้แก่เลขานุการฯ ทั้งที่ไม่ได้มาปฏิบัติหน้าที่ราชการจริงนั้น ไม่ได้เกิดขึ้นกับ นายเฉลิมชัย แก่ประโคน อดีตนายก อบต.เขาดินเหนือ กับพวก ที่แรกเท่านั้น
เพราะก่อนหน้านี้ มีผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ที่ถูกคณะกรรมการ ป.ป.ช. ชี้มูล และศาลมีคำพิพากษาลงโทษ ในคดีเบิกจ่ายเงินค่าตอบแทนให้แก่เลขานุการ โดยมิชอบ มาแล้วอย่างน้อย 3 ราย บทลงโทษมีความรุนแรง โดนสั่งจำคุกคนละหลายสิบปีเช่นกัน
สำนักข่าว Next News ย้อนข้อมูลมานำเสนอ ณ ที่นี้
รายแรก : อดีตนายกฯ อุทัย อยุธยา โดนคุก 50 ปี
นายสมาน ตรีคุณา อดีตนายกเทศมนตรีตำบลอุทัย อำเภออุทัย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา กับพวก
คดีนี้ เป็นกรณีกล่าวหานายสมาน ตรีคุณา เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีตำบลอุทัย อำเภออุทัย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา กับพวก 3 ราย ประกอบไปด้วย นางสาวอารีวรรณ ตรีคุณา , ว่าที่ร้อยตรี สวณัฐ ทองลมุล และนายสมประสงค์ นิลพฤกษ์ เบิกจ่ายเงินค่าตอบแทนเลขานุการนายกเทศมนตรีตำบลอุทัย ทั้งที่มิได้มาปฏิบัติงาน ซึ่งถูกคณะกรรมการ ป.ป.ช. ลงมติชี้มูลความผิดทางอาญา ตาม ป.อ. มาตรา 147 , 157 ประกอบมาตรา 83 และ 86 ตั้งแต่เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2561 ที่ผ่านมา
เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2564 ศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ มีคำพิพากษาแก้ คำพิพากษาศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 ที่พิพากษาว่า นายสมาน ตรีคุณา จำเลยที่ 1 ว่าที่ร้อยตรี สวณัฐ ทองลมุล จำเลยที่ 3 และ นายสมประสงค์ นิลพฤกษ์ จำเลยที่ 4 มีความผิดตามมาตรา 147 ประกอบ 83 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน
คงจำคุกคนละ 50 ปี
นางสาวอารีวรรณ ตรีคุณา จำเลยที่ 2 มีความผิดตามมาตรา 147 ประกอบมาตรา 86
จำคุก 26 ปี 208 เดือน และปรับ 104,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี
เป็น "ให้ยกฟ้อง ว่าที่ร้อยตรี สวณัฐ ทองลมุล จำเลยที่ 3 และ นายสมประสงค์ นิลพฤกษ์ จำเลยที่ 4 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น"
เบื้องต้น เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2565 ที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติเห็นชอบในการที่อัยการสูงสุด (อสส.) จะไม่ฎีกาคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ เฉพาะจำเลยที่ 1
ปัจจุบันยังไม่มีข้อมูลการต่อสู้คดีในชั้นฎีกา

เอกสารแสดงผลคดีของป.ป.ช.
ส่วนนางสาวอารีวรรณ ตรีคุณา จำเลยที่ 2 ในคดีนี้ นั้น มีสถานะเป็นบุตรสาวของ นายสมาน ตรีคุณา อดีตนายกเทศมนตรีตำบลอุทัย อำเภออุทัย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
โดยได้รับการแต่งตั้งเป็นเลขานุการนายสมานในขณะดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีตำบลอุทัย ตั้งแต่เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2557 ตามคำสั่งเทศบาลตำบลอุทัยที่ 158/2547 ลงวันที่ 1 พฤศจิกายน 2547 ซึ่งในขณะนั้น นางสาวอารีวรรณ กำลังศึกษาอยู่ที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร ไม่สามารถมาปฏิบัติงานที่เทศบาลตำบลอุทัยในเวลาราชการเต็มเวลา แต่มีการตั้งฎีกาเบิกจ่ายเงินค่าตอบแทนในตำแหน่งเลขานุการฯ จำนวน 26 ฎีกา ตั้งแต่ช่วงปี 2548 ให้จนถึงช่วงต้นปี 2551 รวมจำนวนเงินที่จำเลยทั้ง 4 ราย ร่วมกันยักยอกไปเป็นจำนวน 200,561 บาท
เหตุผลที่ศาลฯ มีคำสั่งให้รอลงโทษ จำคุก 26 ปี 208 เดือน เป็นเวลา 2 ปี แก่ นางสาวอารีวรรณ ตรีคุณา นั้น เป็นเพราะไม่ปรากฎว่าเคยรับโทษจำคุกมาก่อน และบางช่วงของการกระทำความผิดนั้นยังเป็นนักศึกษาอยู่ และได้คืนเงินให้แก่เทศบาลฯ ครบถ้วนแล้ว สมควรให้โอกาสแก่นางสาวอารีวรรณได้กลับตัวเป็นพลเมืองดี จึงให้รอการลงโทษจำคุกไว้มีกำหนด 2 ปี
รายสอง : อดีตนายก อบต.ศรีเทพ เพชรบูรณ์-พวก โดนคุกคนละ 50 ปี
นายสำเหร็จ สุขพ่อค้า เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ศรีเทพ อำเภอศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์
คดีนี้ เป็นกรณีกล่าวหา นายสำเหร็จ สุขพ่อค้า เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ศรีเทพ อำเภอศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ กับพวก คือ นางบุญธรรม จิตรแก้ว เบิกจ่ายเงินค่าตอบแทนการปฏิบัติงานของเลขานุการนายก อบต.ศรีเทพ ทั้งที่มิได้ปฏิบัติงานจริง ซึ่งถูกคณะกรรมการ ป.ป.ช. ลงมติชี้ความผิดทางอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 , 157 และพ.ร.ป.ป.ป.ช. พ.ศ.2542 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2554 มาตรา 123/1 ประ กอบ พ.ร.ป. ป.ป.ช.พ.ศ.2561 มาตรา 192 ตั้งแต่เมื่อวันที่ 9 ก.ค.2564
เมื่อวันที่ 12 ก.ย.2566 ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 6 มีคำพิพากษาว่า นายสำเหร็จ สุขพ่อค้า จำเลยที่ 1 และ นางบุญธรรม จิตรแก้ว จำเลยที่ 2 มีความผิดตามกฎหมาย
ลงโทษจำคุก นายสำเหร็จ สุขพ่อค้า จำเลยที่ 1 ตามฟ้องข้อ 3.1 -3.24 กระทงละ 5 ปี รวม 24 กระทง คงจำคุก 120 ปี , ตามฟ้องข้อ 3.25 – 3.52 จำคุกกระทงละ 1 ปี รวม 28 กระทวง คงจำคุก 28 ปี ให้การรับสารภาพบางข้อหา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสาม แต่เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วคง จำคุก 50 ปี
ลงโทษจำคุก นางบุญธรรม จิตรแก้ว จำเลยที่ 2 ตามฟ้องข้อ 3.1 -3.24 กระทงละ 3 ปี 4 เดือน รวม 24 กระทง คงจำคุก 72 ปี 96 เดือน, ตามฟ้องข้อ 3.25 – 3.52 กระทงละ 8 เดือน รวม 28 กระทง จำคุก 224 เดือน ให้การรับสารภาพบางข้อหา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละหนึ่งใน 3 แต่เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วคง จำคุก 50 ปี
เบื้องต้น คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีการประชุมเมื่อวันที่ 27 ธ.ค.2566 มีมติเห็นชอบตามอัยการสูงสุด (อสส.) ที่จะไม่อุทธรณ์
ปัจจุบันยังไม่มีข้อมูลการต่อสู้คดีในชั้นอุทธรณ์

เอกสารแสดงผลคดีของป.ป.ช.
รายสาม : อดีตนายก อบต.โรงช้าง สิงห์บุรี โดนคุก 20 ปี
นายทองล้วน เปลี่ยนพันธ์ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) โรงช้าง อำเภอพรหมบุรี จังหวัดสิงห์บุรี
คดีนี้ เป็นกรณีกล่าวหา นายทองล้วน เปลี่ยนพันธ์ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) โรงช้าง อำเภอพรหมบุรี จังหวัดสิงห์บุรี เบิกจ่ายเงินค่าตอบแทนตำแหน่งเลขานุการ และตำแหน่งรองนายกองค์การบริหารส่วนตำบลโรงช้าง โดยมิชอบ ซึ่งถูกคณะกรรมการ ป.ป.ช. ลงมติชี้มูลความผิดทางอาญา ตาม ป.อ. มาตรา 157 และมาตรา 162 (4) และ พ.ร.บ.ป.ป.ช. 2542 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2 ) พ.ศ.2554 มาตรา 123/1 ประกอบ พ.ร.บ.ป.ป.ช. พ.ศ.2561 มาตรา 191
เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2563 ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 พิพากษาว่า จำเลย มีความผิดตามมาตรา 157 และ พ.ร.บ.ป.ป.ช. 2542 มาตรา 123/1 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตาม พ.ร.บ.ป.ป.ช. 2542 อันเป็นบทหนักที่สุดตาม ป.อ.มาตรา 90
ลงโทษจำคุกกระทงละ 1 ปี จำนวน 46 กระทง รวมจำคุก 46 ปี
จำเลยให้การรับสารภาพลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 23 ปี
แต่ตาม ป.อ. มาตรา 91 (2) ลงโทษจำคุกได้ไม่เกิน 20 ปี จึงให้ลงโทษจำคุก จำเลยมีกำหนด 20 ปี
เบื้องต้น คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีการประชุมลงมติ เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2563 เห็นชอบในการที่อัยการสูงสุด (อสส.) จะไม่อุทธรณ์คำพิพากษาศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1
ปัจจุบันยังไม่มีข้อมูลการต่อสู้คดีในชั้นอุทธรณ์

เอกสารแสดงผลคดีของป.ป.ช.
..................
เมื่อนับรวมกรณี นายเฉลิมชัย แก่ประโคน อดีตนายกองค์การบริหารส่วนตำบลเขาดินเหนือ อำเภอบ้านกรวด จังหวัดบุรีรัมย์ ด้วย จะพบว่ามีอดีตผู้บริหาร อปท. ที่ถูกป.ป.ช.ชี้มูลความผิดและส่งเรื่องให้ อสส.ฟ้องร้องตามขั้นตอนทางกฎหมายไปแล้ว จำนวน 4 ราย (เท่าที่ตรวจสอบพบ)
พฤติการณ์ในคดีมีลักษณะเหมือนกัน คือ เบิกจ่ายเงินค่าตอบแทนตำแหน่งเลขานุการฯ ทั้งที่ไม่ได้ปฏิบัติงานจริง ขณะที่ในคดีของ นายสมาน ตรีคุณา เลขานุการคือ บุตรสาวของตนเอง
บทลงโทษที่ได้รับมีจำนวนมากหลายสิบปี นับเรียงกระทงลงโทษตามจำนวนการเบิกจ่ายเงินแต่ละครั้ง
ข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องในการกระทำความผิด คือ ประมวลกฏหมายอาญา มาตรา 147 , 151 และ 157
สำหรับประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 ระบุว่า ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด เบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตน หรือเป็นของผู้อื่นโดยทุจริต หรือโดยทุจริตยอมให้ผู้อื่นเอาทรัพย์นั้นเสีย ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี หรือจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่หนึ่งแสนบาทถึงสี่แสนบาท
มาตรา 151 ระบุว่า ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด ๆ ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต อันเป็นการเสียหายแก่รัฐเทศบาล สุขาภิบาลหรือเจ้าของทรัพย์นั้น ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี หรือจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่หนึ่งแสนบาทถึงสี่แสนบาท
มาตรา 157 ระบุว่า ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี หรือปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงสองแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ส่วนในอนาคตจะมีผู้บริหารอปท. ข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่รัฐรายใด โดนคดีนี้ลักษณะนี้เพิ่มเติมอีกหรือไม่ ยังไม่มีใครบอกได้ขณะนี้
แต่ไม่ว่าอย่างไร คดีเบิกจ่ายเงินค่าตอบแทนตำแหน่งเลขานุการฯ มิชอบ ที่เกิดขึ้นไปแล้ว
นับเป็นอีกหนึ่งกรณีศึกษาสำคัญอันเป็นผลพ่วงจากวิบากกรรมทุจริต ให้กับผู้บริหาร อปท. ข้าราชการและเจ้าหน้าที่รัฐทั่วประเทศ ไม่ให้เดินย้ำซ้ำรอยเอาเป็นเยี่ยงอย่างในอนาคตได้ชัดเจนอีกหนึ่งกรณี




