News Logo
หน้าแรก
เฉลยข่าวสตง.แพร่บทเรียนทุจริตซื้อกล้อง CCTV คดีแรก'ทรงชัย'โดนคุก 4 ปี

เฉลยข่าวสตง.แพร่บทเรียนทุจริตซื้อกล้อง CCTV คดีแรก'ทรงชัย'โดนคุก 4 ปี

13 ก.พ. 2569 12:38
ผู้ชม 464 คน

"...จากการตรวจสอบของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) โดยเฉพาะในประเด็นการกำหนดราคากลาง พบว่า จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 ไม่ได้เปรียบเทียบราคากับราคาท้องตลาดตามที่ สตง. ได้ให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบ ซึ่งทำให้ไม่มีข้อมูลราคาที่เหมาะสมสำหรับอุปกรณ์ที่จัดซื้อไว้ เป็นการขาดความรอบคอบในการปฏิบัติหน้าที่ในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง การไม่เปรียบเทียบราคานี้ส่งผลให้การกำหนดราคากลางไม่มีความโปร่งใสและอาจเอื้อประโยชน์แก่คู่สัญญาบางรายอย่างไม่เหมาะสม..."

กรณีสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ออกเอกสารประชาสัมพันธ์ข่าวศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 มีคำพิพากษาในคดีจัดซื้อและติดตั้งระบบกล้องโทรทัศน์วงจรปิด (CCTV) มูลค่ากว่า 72 ล้านบาท (คดีหมายเลขแดง อท 53/2568) โดยศาลได้สั่งลงโทษจำคุกและปรับผู้บริหารท้องถิ่นและกลุ่มเอกชนในจังหวัดสมุทรปราการ ในข้อหาทุจริตและเสนอราคาโดยมิชอบ แต่มีการลดโทษให้เนื่องจากจำเลยให้การเป็นประโยชน์บางส่วน โดย สตง.ชี้ว่าเป็นบทเรียนสำคัญในการยกระดับมาตรฐานความโปร่งใสและการตรวจสอบได้ในการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ

โดยศาลได้วินิจฉัยถึงปัญหาการกำหนดงบประมาณที่ไม่รอบคอบ ซึ่งอาจส่อไปในทางเอื้อประโยชน์ให้เอกชน โดยระบุว่าการกำหนดวงเงินโครงการสูงถึง 75 ล้านบาท โดยปราศจากข้อมูลประกอบหรือหลักฐานการคำนวณราคาอย่างชัดเจนตั้งแต่ต้นนั้น เป็นพฤติการณ์ที่ส่อให้เห็นถึงการเอื้อประโยชน์และนำไปสู่การทุจริตร่วมกับกลุ่มเอกชน จนก่อให้เกิดความเสียหายแก่ราชการกว่า 25 ล้านบาท

นอกจากนี้ ศาลยังมีข้อสังเกตต่อคณะกรรมการกำหนดราคากลาง แม้จะไม่พบพฤติการณ์ส่อไปในทางทุจริต แต่ศาลได้เน้นย้ำถึงบทบาทการทำหน้าที่ของคณะกรรมการว่า “การทำงานในรูปแบบคณะกรรมการที่ประกอบด้วยบุคคลหลายคนนั้นมีวัตถุประสงค์เพื่อคานอำนาจซึ่งกันและกัน โดยการที่จะทำเช่นนั้นได้กรรมการแต่ละคนจะต้องมีข้อมูลของงานที่จะต้องพิจารณาลงมติเท่าที่จะขวนขวายได้เพื่อนำข้อมูลมา กระจายและเปรียบเทียบกันก่อนลงมติ หาใช่ว่ารับฟังแต่ข้อมูลที่ได้รับมาจากกรรมการคนใดคนหนึ่งเพียงทางเดียว เพราะหากทำเช่นนั้นแล้วย่อมไม่มีความจำเป็นที่จะต้องทำในรูปแบบของคณะกรรมการ”

สำหรับจำเลยที่เป็นเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติงาน ศาลพิพากษายกฟ้อง เนื่องจากพยานหลักฐานไม่เพียงพอที่จะชี้ว่ามีเจตนาทุจริต โดยศาลได้แยกพิจารณาอย่างชัดเจนระหว่าง “การขาดความรอบคอบ” กับ “การทุจริตโดยเจตนา”

ภาพประกอบรายงาน

ภาพประกอบรายงาน

ศาลสั่งจำคุกผู้บริหารท้องถิ่น-เอกชนปากน้ำ คดีทุจริตกล้องวงจรปิด 72 ล.

อย่างไรก็ดี สตง.มิได้ให้รายละเอียดจำเลยในคดีนี้ เป็นว่า ผู้บริหารท้องถิ่นและกลุ่มเอกชนในจังหวัดสมุทรปราการแห่งใด

สำนักข่าว Next News ตรวจสอบยืนยันข้อมูลพบว่า คดีจัดซื้อและติดตั้งระบบกล้องโทรทัศน์วงจรปิด (CCTV) มูลค่ากว่า 72 ล้านบาท หมายเลขแดง อท 53/2568 เป็นคดีกล่าวหา นายทรงชัย นกขมิ้น เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ราชาเทวะ อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ กับพวก ทุจริตโครงการจัดซื้อกล้องโทรทัศน์วงจรปิด (CCTV) พร้อมติดตั้ง เมื่อปี พ.ศ.2557 และกำหนดราคากลางสูงกว่าความเป็นจริง  ซึ่งถูกคณะกรรมการ ป.ป.ช. ลงมติชี้มูลความผิดทางอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 ,  157 ตามพ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อ หน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 (พ.ร.บ.ฮั้ว) มาตรา 4 , 10 , 11 และ  12 ตาม พรป.ป.ป.ช. พ.ศ. 2542  และที่ แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 123/1 (ปัจจุบันเป็นความผิดตาม พ.ร.ป.ป.ป.ช. พ.ศ. 2561 มาตรา 172) ป.อ. มาตรา 86 ตั้งแต่เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2566  ที่ผ่านมา 

คดีนี้ ปรากฏชื่อ นายทรงชัย นกขมิ้น จำเลยที่ 1 , นางหทัยพัชร ช่วงชู จำเลยที่ 2 ,  นายเดชา เพ็ชรไทย จำเลยที่ 3 , บริษัท ไอ มีเดียอินโนเวชั่น จำกัด หรือบริษัท ไอมีเดีย เอ็น จิเนียริ่ง จำกัด จำเลยที่ 4 นายธานัท ธนนันทิธร หรือนายอิศรทรัพย์ รัตนอมรชัย จำเลยที่ 5 , นายสุธน ศิริพฤกษ์ จำเลยที่ 6 นางสาวนารญา จิรานัทรุจ หรือนางสาวมณีลดา ดนตรี จำเลยที่ 7 นางสาววาสนา อุ่นรอด จำเลยที่ 8 และ นางสาวรักยิ้ม เฮงหลี จำเลยที่ 9 

เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2568 ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 มีคำพิพากษาดังนี้ 

1. นายทรงชัย นกขมิ้น จำเลยที่ 1 นายธานัท ธนนันทิธร หรือนายอิศรทรัพย์ รัตนอมรชัย จำเลยที่ 5 , นายสุธน ศิริพฤกษ์ จำเลยที่ 6 นางสาวนารญา จิรานัทรุจ หรือนางสาวมณีลดา ดนตรี จำเลยที่ 7 มีความผิดตามกฎหมาย 

2. ยกฟ้อง นางหทัยพัชร ช่วงชู จำเลยที่ 2 , นายเดชา เพ็ชรไทย จำเลยที่ 3 ,นางสาววาสนา อุ่นรอด จำเลยที่ 8 และ นางสาวรักยิ้ม เฮงหลี จำเลยที่ 9 

3. ลงโทษจำคุก ตาม พ.ร.บ.ฮั้ว มาตรา 12 

  • -  ลงโทษจำคุก นายทรงชัย นกขมิ้น จำเลยที่ 1 เป็นเวลา 6 ปี และ ปรับ 300,000 บาท ทางนำสืบของจำเลยที่ 1 พอเป็นประโยชน์แก่การ พิจารณาอยู่บ้าง ลดโทษให้ตาม ป.อ. มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุก 4 ปี และปรับ 200,000 บาท

  • - ลงโทษปรับจำเลยที่ 4  เป็นเงิน 133,333.33 บาท

  • - ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 5 ถึง จำเลยที่ 7 คนละ 4 ปี และปรับคนละ 200,000 บาท ทางนำ สืบของจำเลยที่ 5 ถึงที่ 7 พอเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง ลดโทษ ให้ตาม ป.อ. มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุกคนละ 2 ปี 8 เดือน และปรับ คนละ 133,333.33 บาท

@ รายละเอียดคำพิพากษา

จำเลยทั้งเก้าถูกกล่าวหาว่าร่วมกันกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ, พ.ร.บ. ป.ป.ช. ปี 2542 และ 2561, และ พ.ร.บ. ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 เกี่ยวกับการจัดซื้อกล้องโทรทัศน์วงจรปิด (CCTV) พร้อมติดตั้งในเขตองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ราชาเทวะ

เหตุเกิดระหว่างวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2557 ถึง 11 ธันวาคม 2557 ต่อเนื่องกัน

@กระบวนการอนุมัติการจัดซื้อและขั้นตอนการสืบราคา 

โครงการจัดซื้อกล้อง CCTV มีงบประมาณ 75,000,000 บาท นายทรงชัย หรือจำเลยที่ 1 เป็นผู้กำหนดวงเงินเองโดยไม่มีรายละเอียดและที่มาของวงเงิน 

คณะกรรมการสนับสนุนฯ เสนอให้เพิ่มเติมโครงการจัดซื้อกล้อง CCTV ในร่างแผนพัฒนาสามปี พ.ศ. 2557-2559 (ฉบับแก้ไข ครั้งที่ 2) ต่อมาสภาองค์การบริหารส่วนตำบลราชาเทวะอนุมัติให้จ่ายขาดเงินสะสมในโครงการจัดซื้อกล้อง CCTV พร้อมติดตั้ง ในวงเงินงบประมาณ 72,700,000 บาท 

ด้าน นายนายสุนทร อ่อนแก้ว หัวหน้าฝ่ายกฎหมายและคดีขององค์การบริหารส่วนตำบลราชาเทวะ (ถึงแก่ความตายแล้ว) ได้ปรึกษากับพนักงานของบริษัท ไอ มีเดียอินโนเวชั่น จำกัด จำเลยที่ 4 เพื่อแนะนำการคำนวณค่าใช้จ่ายในการติดตั้งกล้อง CCTV

ทรงชัย นกขมิ้น

ทรงชัย นกขมิ้น

ต่อมา ในขั้นตอนการสืบราคา นายทรงชัย หรือจำเลยที่ 1 ได้ลงนามในหนังสือขอความอนุเคราะห์ข้อมูลและราคากลางไปยัง  หจก. พีแอลเอส ดาต้า, หจก. พี.ซี. สื่อสาร, และ บริษัท ไอ มีเดียอินโนเวชั่น จำกัด มีนางสาววาสนา อุ่นรอด จำเลยที่ 8 และนางสาวรักยิ้ม เฮงหลี จำเลยที่ 9 เป็นผู้ร่วมคัดเลือกรายชื่อผู้ประกอบการที่ทำการสืบราคา

ส่วนรายการอุปกรณ์โครงการติดตั้งกล้องวงจรปิด CCTV ได้มาจากนายสุนทร อ่อนแก้ว

นายทรงชัย หรือจำเลยที่ 1 ได้แต่งตั้งคณะกรรมการกำหนดคุณลักษณะและกำหนดราคากลาง ประกอบด้วย นายสุนทร อ่อนแก้ว, นางหทัยพัชร ช่วงชู จำเลยที่ 2, และนายเดชา เพ็ชรไทย จำเลยที่ 3 

คณะกรรมการพิจารณาเอกสาร ที่นายสุนทร อ่อนแก้ว จัดทำมา โดยพิจารณาเพียงคุณลักษณะพื้นฐานของกล้องว่าเป็นไปตามที่กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศ ICT กำหนด แต่คณะกรรมการไม่ได้ตรวจสอบราคาอุปกรณ์ต่าง ๆ ว่าเป็นราคาขายทั่วไปหรือไม่

เนื่องจากครุภัณฑ์กล้องวงจรปิดไม่ได้กำหนดไว้ในบัญชีราคามาตรฐานครุภัณฑ์ คณะกรรมการฯ ต้องพิจารณารายละเอียดครุภัณฑ์และเอกชนที่เสนอมาโดยละเอียดและถี่ถ้วน.แต่คณะกรรมการฯกลับ พิจารณาเพียงราคารวม โดยไม่ได้ตรวจสอบราคาอุปกรณ์แต่ละรายการ

จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 กำหนดราคากลางให้ใกล้เคียงกับวงเงินงบประมาณที่ได้รับอนุมัติจากสภาองค์การบริหารส่วนตำบลราชาเทวะ นายทรงชัย หรือจำเลยที่ 1 นำรายละเอียดคุณลักษณะครุภัณฑ์และราคากลางไปประกาศประกวดราคาซื้อกล้องโทรทัศน์วงจรปิด จำเลยที่ 9 จัดทำบันทึกขออนุมัติดำเนินการประกวดราคาซื้อด้วยวิธีทางอิเล็กทรอนิกส์ โดยใช้ราคากลาง 72,659,000 บาท

ส่งผลทำให้องค์การบริหารส่วนตำบลราชาเทวะใช้ราคากลาง 72,659,000 บาท ทำให้จัดซื้อกล้อง CCTV ราคาสูงกว่าที่ควรเป็น เมือเทียบกับราคาที่นายศดิศ สัตยพันธ์ ผู้เชี่ยวชาญคนนอกได้ดำเนินการสืบราคามา การจัดซื้อที่แพงเกินจริงดังกล่าวทำให้ทางราชการเสียหาย 25,300,719 บาท

สำหรับกระบวนการประกวดราคา มีผู้เสนอราคา 3 ราย ได้แก่ 1. บจก. ไอ มีเดียอินโนเวชั่น จำเลยที่ 4 เสนอราคา 72,659,000 บาท 2. หจก. พีแอลเอส ดาต้า เสนอราคา 74,652,840 บาท โดยมีนางสาวนารญา จำเลยที่ 7 และเป็นหุ้นส่วนของ หจก.พีแอลเอส เป็นผู้คำนวณราคา 3.หจก. พี.ซี. สื่อสาร เสนอราคา 76,540,000 บาท

นายทรงชัย หรือจำเลยที่ 1 จึงลงนามในประกาศรายชื่อผู้ชนะการเสนอราคา โดย บจก. ไอ มีเดียอินโนเวชั่น จำเลยที่ 4 ชนะการประกวดราคา เนื่องจากเป็นผู้เสนอราคาดีที่สุด

โดย อบต.ราชาเทวะทำสัญญาซื้อขายกับ บจก. ไอ มีเดียอินโนเวชั่น จำเลยที่ 4 ในราคา 72,420,000 บาท ทั้งที่ราคาตามท้องตลาดเพียง 47,119,281 บาท 

นายทรงชัย หรือจำเลยที่ 1  ได้ลงนามอนุมัติในฎีกาเบิกจ่ายเงินนอกงบประมาณรายจ่ายเลขที่คลังรับ 107 วันที่คลังรับ 8 พฤษภาคม 2557 เพื่อให้จ่ายเงินจำนวนดังกล่าว จากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สาขาบางพลี

ต่อมาในวันที่ 8 พฤษภาคม 2557 นายสุธน ศิริพฤกษ์ หุ้นส่วนผู้จัดการห้างหุ้นส่วนจำกัด พีแอลเอส ดาต้า ได้มอบอำนาจให้ผู้แทนไปรับเช็คจำนวนเงินดังกล่าวจากองค์การบริหารส่วนตำบลราชาเทวะ และนำฝากเงินเข้าบัญชีของห้างหุ้นส่วนจำกัด พีแอลเอส ดาต้า เลขที่บัญชี XXX  ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สาขาบางพลี

มีการถอนเงินจากบัญชีห้างหุ้นส่วนในวันเดียวกัน 

@ข้อพิรุธในการจัดซื้อ

ศาลฯ ได้พิจารณาถึงความไม่โปร่งใสของคดีสามารถไล่เรียงรายละเอียดได้ดังนี้

1.จำเลยที่ 7 ที่เป็นพนักงานของจำเลยที่ 4 และเป็นผู้มีอำนาจเบิกเงินของ หจก. พีแอลเอส ดาต้า ตั้งแต่การจดทะเบียนจนถึงปี 2558 มีความเกี่ยวข้องและมีอำนาจบริหารงานห้างอย่างแท้จริง รวมถึงการใช้เงินซื้อแคชเชียร์เช็คหลักประกันซองคดีนี้เป็นเงินของมารดา จำเลยที่ 7 จึงมีบทบาทและความเกี่ยวข้องสำคัญในการบริหารและการเงินของ  หจก. 

2.มีข้อสังเกตว่าผู้ค้าซึ่งเป็น หจก.พีแอลเอส ดาต้า และจำเลยที่ 7 มีความสัมพันธ์และมีความเกี่ยวข้องกับองค์การบริหารส่วนตำบลราชาเทวะ ซึ่งอาจส่งผลต่อความโปร่งใสในการตั้งราคาหรือการเสนอราคา โดยจำเลยที่ 7 เคยเป็นผู้มีอำนาจเบิกเงินและบริหารงานหจก. อย่างชัดเจน 

3. จำเลยที่ 4 ไม่มีพยานหลักฐานมาแสดงยืนยันว่าราคาที่เสนอขายแก่ อบต.ราชาเทวะ เป็นราคาที่ถูกต้องและเท่าเทียมกับราคาที่ได้เสนอแก่บุคคลทั่วไป ส่วนจำเลยที่ 5 และ 7 ปฏิเสธโดยไม่มีหลักฐานหักล้างพยานโจทก์ได้ จึงทำให้ข้อเท็จจริงนี้มีน้ำหนักและศาลฯ จึงไม่ต้องวินิจฉัยประเด็นอื่นที่ไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป

4. จากการตรวจสอบของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) โดยเฉพาะในประเด็นการกำหนดราคากลาง พบว่า จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 ไม่ได้เปรียบเทียบราคากับราคาท้องตลาดตามที่ สตง. ได้ให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบ ซึ่งทำให้ไม่มีข้อมูลราคาที่เหมาะสมสำหรับอุปกรณ์ที่จัดซื้อไว้ เป็นการขาดความรอบคอบในการปฏิบัติหน้าที่ในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง การไม่เปรียบเทียบราคานี้ส่งผลให้การกำหนดราคากลางไม่มีความโปร่งใสและอาจเอื้อประโยชน์แก่คู่สัญญาบางรายอย่างไม่เหมาะสม

@ คำพิพากษาศาลชั้นต้น

จากความไม่โปร่งใสดังกล่าว ศาลฯ จึงพิพากษาว่าจำเลยที่ 1, จำเลยที่ 5, จำเลยที่ 6 และจำเลยที่ 7 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151, พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 10, 11, 12

จำคุกจำเลยที่ 1 เป็นเวลา 4 ปี และปรับ 200,000 บาท, จำคุกจำเลยที่ 5 ถึงจำเลยที่ 7 คนละ 2 ปี 8 เดือน และปรับคนละ 133,333.33 บาท, ปรับจำเลยที่ 4 เป็นเงิน 133,333.33 บาท

ยกฟ้อง จำเลยที่ 2, จำเลยที่ 3, จำเลยที่ 8 และจำเลยที่ 9

ตามปรากฏเป็นข่าวไปแล้วข้างต้น 

สำหรับคดีความเกี่ยวกับ นายทรงชัย นกขมิ้น ก่อนหน้านี้ คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติชี้ความผิดไปแล้ว 5 คดี มี 2 คดีที่ศาลฯ พิพากษายกฟ้องและอยู่ระหว่างต่อสู้คดีในชั้นอุทธรณ์ คือ คดีกำหนดรายละเอียดด้านเทคนิคของเครี่องสูบน้ำและชุดควบคุมอัตราการไหล (Regulator) ในการจัดซื้อรถดับเพลิงกู้ภัยแบบกระเช้าบันไดสูงไม่น้อยกว่า 22 เมตรขนาด 10 ล้อ พร้อมอุปกรณ์จำนวน 1 คัน ในราคา 39,920,000 บาท โดยมุ่งหมายมิให้มีการเสนอราคาอย่างเป็นธรรม และคดีจัดซื้อรถดับเพลิงกู้ภัยแบบกระเช้าบันไดสูง  (ดูอินโฟประกอบ)

คดีทุจริตโครงการจัดซื้อกล้องโทรทัศน์วงจรปิด (CCTV) พร้อมติดตั้ง เมื่อปี พ.ศ.2557 และกำหนดราคากลาง สูงกว่าความเป็นจริง จึงนับเป็นคดีแรกที่ศาลฯ มีคำพิพากษาชี้ขาดว่า  นายทรงชัย นกขมิ้น มีความผิดและถูกลงโทษจำคุกตามกฎหมาย 

อย่างไรก็ดี คดียังไม่สิ้นสุด จำเลยมีสิทธิ์ต่อสู้คดีเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ในชั้นศาลที่สูงกว่านี้ได้อีก

แท็กที่เกี่ยวข้อง
ทรงชัย นกขมิ้น
อบตราชาเทวะ
ทุจริตซื้อกล้องCCTV



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

เปิดประวัติ ม.Northrop 'ศุภจี'ศิษย์เก่า เจอครหางบไม่โปร่งใส ก่อนปิดตัว
เปิดประวัติ ม.Northrop 'ศุภจี'ศิษย์เก่า เจอครหางบไม่โปร่งใส ก่อนปิดตัว