เปิดชัดๆ พฤติการณ์ พ.อ.พูนศักดิ์ คำสิงห์ อดีต ผบ.หน่วยพัฒนาฯ 14 ตราด ทุจริตน้ำมันหลวง โดนคุก 96 ปี 128 เดือน ติดจริง 50 ปี ชดใช้ 15,772,826.50 บาท เผยอาศัยโอกาสยืมจาก ปตท. เสียหายกว่า 16 ล้าน ก่อเหตุช่วงประกาศกฎอัยการศึก รัฐประหาร 19 ก.ย.49 ยึดอำนาจ รบ.ทักษิณ ชินวัตร
จากกรณี สำนักข่าว Next News รายงานว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ เว็บไซต์สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้เผยแพร่ความคืบหน้าผลคดีกล่าวหา พันเอกพูนศักดิ์ คำสิงห์ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งผู้บังคับหน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ 14 สำนักงานพัฒนาภาค 1 หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา จังหวัดตราด ทำเอกสารเท็จในการเบิกยืมน้ำมันเกินงบประมาณ แล้วเบียดบังน้ำมันส่วนเกินไปเป็นประโยชน์ส่วนตน ซึ่งถูกคณะกรรมการ ป.ป.ช. ลงมติชี้มูลความผิดทางอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147, 157 ตั้งแต่เมื่อวันที่ 27 กันยายน 2554 ที่ผ่านมา
โดยเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2568 ศาลทหารกรุงเทพมีคำพิพากษาว่า พันเอก พูนศักดิ์ คำสิงห์ จำเลยมีความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ทำ จัดการ หรือรักษาทรัพย์ใด เบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตนโดยทุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ. 2502 มาตรา 3 รวม 32 กระทง ให้ลงโทษจำคุกกระทงละ 5 ปี คำเบิกความของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง อันเป็นเหตุบรรเทาโทษ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสาม เป็นโทษจำคุกกระทงละ 3 ปี 4 เดือน รวมโทษทุกกระทงแล้ว เป็นจำคุก 96 ปี 128 เดือน แต่ศาลไม่อาจลงโทษจำคุกจำเลยเกินกำหนด 50 ปีได้ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) คงให้จำคุกพันเอก พูนศักดิ์ หรือ ตฤณ คำสิงห์ ไว้มีกำหนด 50 ปี และให้จำเลยชดใช้เงินคืนให้แก่กองบัญชาการกองทัพไทย และ/หรือ บริษัท การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย จำกัด (มหาชน) จำนวน 15,772,826.50 บาท

ภาพประกอบรายงาน
ล่าสุด สำนักข่าว Next News ตรวจสอบยืนยันข้อมูลคำพิพากษาคดีนี้ พบว่า พฤติการณ์การกระทำความผิดของพันเอก พูนศักดิ์ หรือ ตฤณ คำสิงห์ เกิดขึ้นในช่วงต้นปี 2549 จนถึงช่วง 19 กันยายน 2549 ที่มีการยึดอำนาจล้มล้างรัฐบาลรักษาการ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี นำโดย พล.อ. สนธิ บุญยรัตกลิน หัวหน้าคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยฯ (คปค.) และมีการประกาศใช้กฎอัยการศึก
โดยพันเอก พูนศักดิ์ หรือ ตฤณ คำสิงห์ อาศัยโอกาสที่มีหน้าที่ควบคุมการใช้จ่ายงบประมาณของโครงการต่าง ๆ ในหน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ 14 มีอำนาจหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการ และรักษาน้ำมันเชื้อเพลิง ได้ปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ทำหนังสือและลงลายชื่อในหนังสือ ในฐานะผู้มีอำนาจเพียงผู้เดียว ขอยืมน้ำมันจาก บริษัท การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย จำกัด (มหาชน) (บริษัท ปตท. (มหาชน)) โดยอ้างว่านำไปใช้ในโครงการต่าง ๆ รวมจำนวน 33 ครั้ง เป็นจำนวนเงิน 35,737,811.82 บาท
ทั้งที่ทางหน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ 14 มีงบประมาณในโครงการอยู่เพียง 9,587,719 บาท จึงเป็นการยืมน้ำมันดีเซลหมุนเร็วเกินงบประมาณไป จำนวน 26,149,792.82 บาท
ต่อมาเมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2550 พันเอก ณัฏฐพัชร สกุลรังสฤษฏ์ หรือ พันเอก พรพัฒน์ จันทร์เพียร เข้ารับตำแหน่งผู้บังคับหน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ 14 สำนักงานพัฒนาภาค 1 หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา กองบัญชาการกองทัพไทย ต่อจากจำเลย ได้ตรวจสอบยอดเงินจากการยืมน้ำมันที่ยังค้างชำระกับบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) พบว่าเหลือยอดค้างชำระอยู่ จำนวนทั้งสิ้น 16,570,030 บาท
พันเอก ณัฏฐพัชร หรือ พรพัฒน์ จึงรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบ และทางหน่วยบัญชาการทหารพัฒนาได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง และรายงานสรุปผลการสอบสวนข้อเท็จจริง ว่าจำเลยมีเจตนาทุจริตโดยทำเอกสารเท็จเพื่อใช้ยื่นต่อ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ในการขอยืมน้ำมันเกินงบประมาณและเบียดบังน้ำมันส่วนที่เบิกเกินงบประมาณนั้นไปใช้ และจำเลยให้การรับสารภาพว่าได้ยืมน้ำมันเกินงบประมาณจริง พร้อมกับทำหนังสือรับสภาพหนี้ให้กับบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ลงวันที่ 28 มกราคม 2552
แต่ภายหลังบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ยกเลิกหนังสือรับสภาพหนี้ดังกล่าว เนื่องจากเห็นว่าจำเลยกระทำไปในลักษณะเป็นตัวแทนของหน่วยบัญชาการทหารพัฒนา กองบัญชาการกองทัพไทย จึงประสงค์ให้หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา กองบัญชาการกองทัพไทย ชดใช้ค่าเสียหายให้กับบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) การกระทำของจำเลยทำให้ทางราชการได้รับความเสียหายเป็นเงินจำนวน 16,570,030 บาท
ต่อมา เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2552 พันโท กิตติภูมิ อนันตวิเชียร ตำแหน่งประจำส่วนบัญชาการหน่วยบัญชาการทหารพัฒนา กองบัญชาการกองทัพไทย และเป็นกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง ผู้กล่าวหาได้รับมอบอำนาจจากผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการทหารพัฒนา ให้ไปแจ้งความดำเนินคดีกับจำเลยต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรบ่อไร่ จังหวัดตราด โดยมี พันตำรวจโท เสรี สมไพบูลย์ พนักงานสอบสวนได้สอบสวนพยาน และส่งสำนวนการสอบสวนไปยังสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ คณะอนุกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติไต่สวนพยานบุคคลเพิ่มเติม และรวบรวมพยานหลักฐาน แจ้งข้อกล่าวหาให้จำเลยทราบว่าเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการ หรือรักษาทรัพย์ใด เบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือเป็นของผู้อื่นโดยทุจริต หรือโดยทุจริตยอมให้ผู้อื่นเอาทรัพย์นั้นเสีย และเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 และ มาตรา 157
ในชั้นสอบสวน จำเลยให้การปฏิเสธ
ก่อนที่ศาลทหารกรุงเทพจะมีคำพิพากษาว่า พันเอก พูนศักดิ์ คำสิงห์ จำเลยมีความผิดตามกฎหมาย รวมโทษทุกกระทงแล้ว เป็นจำคุก 96 ปี 128 เดือน แต่ลงโทษตามกฎหมายได้ไม่เกิน 50 ปี และให้จำเลยชดใช้เงินคืนให้แก่กองบัญชาการกองทัพไทย และ/หรือ บริษัท การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย จำกัด (มหาชน) จำนวน 15,772,826.50 บาท ตามที่ปรากฏเป็นข่าวข้างต้น




