ศาลฎีกาพิพากษาแก้เพิ่มข้อหา "ศุภชัย ศรีศุภอักษร" อดีตประธานสหกรณ์คลองจั่น ความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน-ลักทรัพย์เกือบ 600 กระทง สั่งจำคุก 20 ปี -คืนเงินรวมกว่า 1.6 หมื่นล้านบาทแก่สหกรณ์และผู้เสียหาย
สำนักข่าว Next News รายงานว่าเมือวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2569 ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาเพิ่มข้อหาและยืนยันบทลงโทษนายศุภชัย ศรีศุภอักษร อดีตประธานบริหารสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น กับพวกรวม 11 ราย ในความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนและลักทรัพย์สหกรณ์คลองจั่นเกือบ 600 กระทง โดยนายศุภชัยถูกจำคุกจริงเป็นเวลา 20 ปี ตามกฎหมายอาญา มาตรา 91 (2) และถูกสั่งให้คืนเงินแก่ผู้เสียหายรวมกว่า 1.6 หมื่นล้านบาท โดยคำตัดสินนี้ถือเป็นคดีต้นทางสำคัญที่นำไปสู่สำนวนคดีฟอกเงินวัดพระธรรมกาย
คดีนี้เริ่มต้นเมื่อพนักงานอัยการสำนักงานอัยการพิเศษ 4 และสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น ร่วมกันเป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายศุภชัยกับพวก 11 ราย ในข้อหาฉ้อโกงประชาชน ปลอมเอกสาร และลักทรัพย์นายจ้าง
ก่อนหน้านี้ ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษายกฟ้องเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2564 โดยให้เหตุผลว่าเป็นการฟ้องซ้ำกับคดีที่ศาลอาญาเคยพิพากษาไปแล้ว ต่อมาเมื่อวันที่ 17 มกราคม 2566 ศาลอุทธรณ์ได้พิพากษาแก้ไข โดยเห็นว่าคดีไม่เป็นการฟ้องซ้ำ และลงโทษนายศุภชัยในความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอม รวมถึงความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์นายจ้าง แม้จะกำหนดโทษจำคุกหลายร้อยปี แต่เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว คงจำคุก 20 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (2) และสั่งให้คืนเงินจำนวน 10,812,663,995.29 บาทแก่โจทก์ร่วม
สำหรับคำพิพากษาของศาลฎีกาในครั้งนี้ ได้วินิจฉัยแก้ไขเพิ่มเติม โดยเห็นว่าจำเลยที่ 1 (นายศุภชัย) มีความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 รวมทั้งความผิดฐานร่วมกันปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอมหลายกระทง โดยในสำนวนแรกจำคุก 5 ปี และในสำนวนหลังมีความผิดฉ้อโกงประชาชน 16 กระทง และปลอม-ใช้เอกสารสิทธิปลอมอีก 16 กระทง ส่วนจำเลยที่ 7 มีความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์และลักทรัพย์ที่เป็นของนายจ้างรวม 549 กระทง แม้โทษรวมตามจำนวนกระทงจะพุ่งหลายร้อยปี แต่เมื่อรวมโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ก็ให้จำคุกสูงสุด 20 ปี
ศาลยังได้มีคำสั่งให้นายศุภชัย จำเลยที่ 1 คืนเงินแก่ผู้เสียหาย 2,455 ราย กว่า 5,612 ล้านบาท และคืนเงินแก่โจทก์ร่วมอีกกว่า 10,726 ล้านบาท โดยจำเลยที่ 7 ต้องร่วมรับผิดชอบบางส่วนกว่า 9,000 ล้านบาท
คดีนี้ถือเป็นผลงานของอัยการคดีพิเศษ ที่ในขณะยื่นฟ้อง มีนายชาติพงษ์ จีระพันธ์ รองอธิบดีอัยการสำนักงานคดีพิเศษ (ในขณะนั้น) เป็นหัวหน้าคณะทำงาน และนายเทพประทานพร ทองคลัง อัยการจังหวัดประจำสำนักงานอัยการสูงสุด เป็นเลขานุการคณะทำงานและพนักงานอัยการผู้ว่าความในศาล คดีคลองจั่นยังเป็นหนึ่งในสำนวนที่ซับซ้อนที่สุดของสำนักงานอัยการสูงสุด เนื่องจากเกี่ยวข้องกับธุรกรรมการเงินจำนวนมหาศาล เอกสารบัญชีนับหมื่นหน้า และเส้นทางการเงินที่โยงใยหลายทอด

นายชาติพงษ์ จีระพันธ์ อดีตรองอธิบดีอัยการสำนักงานคดีพิเศษ

นายเทพประทานพร ทองคลัง อัยการจังหวัดประจำสำนักงานอัยการสูงสุด
นอกจากนี้ สำนวนหลักของคดีคลองจั่นยังเป็นจุดตั้งต้นของคดีฟอกเงินที่เกี่ยวข้องกับวัดพระธรรมกาย ซึ่งมีชื่อของพระธัมมชโยปรากฏในสำนวนสอบสวน รวมถึงคดีที่มีนายณฐพร โตประยูร เป็นจำเลย เนื่องจากเช็คสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น จำกัด เมื่อตรวจสอบเส้นทางการเงินแล้ว พบว่าปลายทางผู้รับเงินตามเช็คคือวัดพระธรรมกายกับนายณฐพร ซึ่งต้องถูกดำเนินคดีข้อหาร่วมกันฟอกเงินกับนายศุภชัยในฐานะผู้สั่งจ่ายเงินตามเช็ค
คดีนี้ยังถูกตั้งข้อสังเกตว่ารูปแบบการระดมเงินโดยอ้างผลประกอบการดี ก่อนพบความจริงว่าขาดทุนสะสม เป็นโมเดลต้นแบบให้คดีทุจริตในตลาดทุนหลายคดีในปัจจุบัน อาทิ กรณีหุ้นสตาร์คที่ถูกกล่าวหาว่าตกแต่งบัญชีและหลอกลวงนักลงทุน คดีคลองจั่นจึงไม่ได้เป็นเพียงคดีโกงสหกรณ์ แต่สะท้อนถึงช่องโหว่การกำกับดูแล และความสำคัญของการตรวจสอบภายในสถาบันการเงินภาคประชาชน




