"...ในเดือนกุมภาพันธ์ 2561 จำเลยที่ 7 และที่ 8 ยื่นเอกสารสำหรับการบรรจุเข้ารับราชการที่แผนกธุรการและกำลังพล และจำเลยที่ 3 ได้จัดทำคำสั่งแต่งตั้งบรรจุจำเลยที่ 7 และที่ 8 เข้ารับราชการเป็นพลอาสาสมัครหญิง โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ตรวจสอบ และจำเลยที่ 1 ลงนามในคำสั่งสำนักกองบัญชาการ กองบัญชาการกองทัพไทย ที่ 48/2561 ลงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2561 เรื่องบรรจุบุคคลพลเรือนเข้ารับราชการเป็นพลอาสาสมัคร แต่งตั้งบรรจุจำเลยที่ 7 และที่ 8 เข้ารับราชการเป็นพลอาสาสมัครหญิง หมวดทหารสารวัตร กองร้อยทหารสารวัตร กองพันทหารสารวัตร สำนักกองบัญชาการ กองบัญชาการกองทัพไทย โดยจำเลยที่ 7 และที่ 8 ไม่ได้เป็นผู้ผ่านการสอบคัดเลือก เนื่องจากไม่มีการสอบคัดเลือกเกิดขึ้นจริง..."
ประเด็นตรวจสอบข้อมูลเชิงลึก!
ผลคดีกล่าวหา พลตรีสมควร สาคร เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักกองบัญชาการ กองบัญชาการกองทัพไทย กับพวก บรรจุนางสาวณัฐรดา เพิ่มพรสันติ หลานสาวร้อยโท สมเกียรติ อินจอหอ และนางสาวกนิษฐา ภิรมย์ หลานสาวพลตรีสมควร สาคร เข้ารับราชการทหารในตำแหน่งพลอาสาสมัครหญิง สังกัด กองพันทหารสารวัตร สำนักกองบัญชาการ กองบัญชาการกองทัพ ไทย ประจำปีงบประมาณ 2561 โดยไม่มีการสอบคัดเลือกจริง รวมทั้งมีการจัดทำเอกสารเท็จ ซึ่งถูกคณะกรรมการ ป.ป.ช. ลงมติชี้มูลความผิดทางอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และ 162 (1) (4) ตาม พ.ร.ป.ป.ป.ช. พ.ศ.2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 123/1 (ปัจจุบันเป็นความผิดตาม พ.ร.ป.ป.ป.ช. พ.ศ. 2561 มาตรา 172) และประกอบ ป.อ.มาตรา 83 และ 86 ตั้งแต่เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2566 ที่ผ่านมา
โดยคดีนี้ ปรากฏชื่อ คือ พลตรีสมควร สาคร เป็นจำเลยที่ 1 นาวาตรีหญิง ณาตยา จิตรภักดี จำเลยที่ 2 พันจ่าตรีสาคเรสร์ ศรีวิลาศ จำเลยที่ 3 เรือโทสุพรรณหงส์ สีหะวงษ์ จำเลยที่ 4 ร้อยโท สมเกียรติ อินจอหอ จำลยที่ 5 สิบตรีหญิง นิภาพร ยุตะวัน จำเลยที่ 6 นางสาวณัฐรดา เพิ่มพรสันติ จำเลยที่ 7 นางสาวกนิษฐา ภิรมย์ จำเลยที่ 8
เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2568 ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง มีคำพิพากษาดังนี้ พลตรีสมควร สาคร จำเลยที่ 1 นาวาตรีหญิง ณาตยา จิตรภักดี จำเลยที่ 2 พันจ่าตรีสาคเรสร์ ศรีวิลาศ จำเลยที่ 3 เรือโท สุพรรณหงส์ สีหะวงษ์ จำเลยที่ 4 ร้อยโท สมเกียรติ อินจอหอ จำลยที่ 5 สิบตรีหญิง นิภาพร ยุตะวัน จำเลยที่ 6 มีความผิดตามกฎหมาย เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ลงโทษตาม ป.อ. ม. 157 ประกอบม. 83 แต่เพียงบทเดียว ให้จำคุก คนละ 6 ปี นางสาวณัฐรดา เพิ่มพรสันติ จำเลยที่ 7 นางสาวกนิษฐา ภิรมย์ จำเลยที่ 8 มีความผิดตามกฏหมาย เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามกฎหมายบทที่มีโทษ หนักที่สุด ตาม ป.อ. ม. 157 จำคุก คนละ 4 ปี นั้น
ก่อนหน้านี้ สำนักข่าว Next News นำข้อมูลเกี่ยวกับบทบาทสถานะของ จำเลยทั้ง 8 ราย ในคดีนี้มานำเสนอไปแล้ว พบว่า นางสาวณัฐรดา เพิ่มพรสันติ จำเลยที่ 7 เป็นหลานสาวของร้อยโท สมเกียรติ อินจอหอ จำเลยที่ 5 นางสาวกนิษฐา ภิรมย์ จำเลยที่ 8 เป็นหลานของ พลตรีสมควร สาคร จำเลยที่ 1
ปัจจุบัน ทั้งสองคน มียศ สิบตรีหญิง
ส่วนพฤติการณ์เบื้องต้นระบุว่า จำเลยที่ 1 ถึง 6 มีเจตนาช่วยเหลือจำเลยที่ 7 และที่ 8 ซึ่งเป็นบุคคลพลเรือนให้ได้รับการคัดเลือกเป็นข้าราชการทหาร ตำแหน่งพลอาสาสมัครหญิง สังกัดหมวดสารวัตร กองพันทหารสารวัตร สำนักกองบัญชาการ กองบัญชาการกองทัพไทย โดยวิธีการอันมิชอบด้วยกฎหมาย อันเป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ด้วยการร่วมกันวางแผนและแบ่งหน้าที่กันกระทำความผิด ในชั้นการพิจารณาคดี

ภาพประกอบรายงาน
คุก6ปี! 'พลตรี-พวก' ทุจริตบรรจุ2หลานสาวนายทหารเข้ารับราชการกองทัพไทย
ใครเป็นใคร? ร่วมขบวนการทุจริต 'พลเอก' ยัดหลานสาวเข้าทำงานกองทัพไทย
ต่อไปนี้เป็นพฤติการณ์การกระทำความผิดของจำเลยทั้ง 8 ราย ตามคำฟ้องของอัยการสูงสุด (อสส.) ในฐานะโจทก์ฟ้องคดีแทน ป.ป.ช.
มีรายละเอียดดังต่อไปนี้

เอกสารประกอบรายงาน
@ จุดเริ่มต้นคดี
คดีนี้โจทก์บรรยายคำฟ้องถึงจุดเริ่มต้นคดีว่าเริ่มจากเมื่อผู้บัญชาการทหารสูงสุดอนุมัติให้จัดหากำลังพลในตำแหน่งพลอาสาสมัครจากกรมกำลังพลทหาร จำเลยที่ 3 ได้จัดทำประกาศสำนักกองบัญชาการ กองบัญชาการกองทัพไทย รับสมัครสอบคัดเลือกบุคคลพลเรือนเข้ารับราชการเป็นพลอาสาสมัครหญิง สังกัดหมวดทหารสารวัตร กองร้อยทหารสารวัตร กองพันทหารสารวัตร สำนักกองบัญชาการ จำนวน 2 อัตรา เสนอจำเลยที่ 2 เป็นผู้ตรวจสอบ แล้วเสนอจำเลยที่ 1 เป็นผู้ลงนามในประกาศรับสมัครฉบับดังกล่าว ตามประกาศสำนักกองบัญชาการ กองบัญชาการกองทัพไทย รับสมัครสอบคัดเลือกบุคคลพลเรือนเข้ารับราชการเป็นพลอาสาสมัครหญิง ลงวันที่ 1 กันยายน 2560
@ ไม่มีการนำประกาศรับสมัครลงเว็บไซต์
กำหนดการรับสมัครระหว่างวันที่ 1 กันยายน 2560 ถึงวันที่ 2 ตุลาคม 2560
กำหนดการทดสอบสมรรถภาพร่างกายวันที่ 16 ตุลาคม 2560 เวลา 7 นาฬิกา
กำหนดการสอบสัมภาษณ์วันที่ 16 ตุลาคม 2560 เวลา 9 นาฬิกา
กำหนดการสอบภาควิชาการวันที่ 17 ตุลาคม 2560 เวลา 9 ถึง 12 นาฬิกา และกำหนดการประกาศผลผู้ผ่านการสอบคัดเลือกในวันที่ 18 ตุลาคม 2560
แต่ไม่มีการนำประกาศรับสมัครฉบับดังกล่าวลงประกาศทางเว็บไซต์ของหน่วยงานเพื่อให้บุคคลทั่วไปได้ทราบ เพื่อให้มีเพียงจำเลยที่ 7 และที่ 8 เท่านั้นเป็นผู้สมัครเข้ารับการสอบคัดเลือก
โดยจำเลยที่ 7 ยื่นใบสมัครในวันที่ 6 กันยายน 2560 ส่วนจำเลยที่ 8 ยื่นใบสมัครในวันที่ 4 กันยายน 2560 ต่อมาจำเลยที่ 3 ได้จัดทำคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการและคณะอนุกรรมการดำเนินการสอบคัดเลือก รวม 2 ฉบับ เสนอจำเลยที่ 2 ตรวจสอบ แล้วเสนอจำเลยที่ 1 ลงนาม คือ คำสั่งสำนักกองบัญชาการ กองบัญชาการกองทัพไทย (เฉพาะ) ที่ 217/60 เรื่องแต่งตั้งคณะกรรมการดำเนินการสอบคัดเลือกบุคคลพลเรือนเข้ารับราชการเป็นพลอาสาสมัครหญิง ประจำปี 2561 ลงวันที่ 9 ตุลาคม 2560
โดยมีการแต่งตั้งคณะกรรมการอำนวยการ 6 คน มีจำเลยที่ 1 เป็นประธานกรรมการ แต่งตั้งคณะกรรมการสอบภาควิชาการ สอบสัมภาษณ์ และทดสอบร่างกาย 7 คน ให้มีหน้าที่ดำเนินการออกข้อสอบ สอบสัมภาษณ์ ทดสอบสมรรถภาพร่างกาย และควบคุมการสอบภาควิชาการให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ตรวจข้อสอบ และส่งผลคะแนนสอบให้คณะกรรมการอำนวยการภายในวันที่ดำเนินการสอบภาควิชาการ กับคำสั่งสำนักกองบัญชาการ กองบัญชาการกองทัพไทย (เฉพาะ) ที่ 218/60 เรื่องแต่งตั้งคณะอนุกรรมการดำเนินการสอบคัดเลือกบุคคลพลเรือนเข้ารับราชการเป็นพลอาสาสมัครหญิงประจำปี 2561 ลงวันที่ 9 ตุลาคม 2560 มีคณะอนุกรรมการ 5 ฝ่าย รวม 51 ราย โดยจำเลยที่ 2 เป็นอนุกรรมการอำนวยการ และอนุกรรมการทดสอบสมรรถภาพร่างกาย จำเลยที่ 3 เป็นอนุกรรมการอำนวยการและอนุกรรมการจัดสอบภาควิชาการ จำเลยที่ 4 เป็นอนุกรรมการอำนวยการและอนุกรรมการสอบสัมภาษณ์ จำเลยที่ 5 เป็นอนุกรรมการทดสอบสมรรถภาพร่างกาย (สถานีวิ่ง) และทดสอบภาควิชาการ (คุมสอบ) และจำเลยที่ 6 เป็นคณะอนุกรรมการทดสอบสมรรถภาพร่างกาย (สถานีดันพื้น)
โดยมิได้มีการแจ้งให้บุคคลอื่นที่มีรายชื่อเป็นคณะกรรมการ และคณะอนุกรรมการตามคำสั่งทั้งสองฉบับดังกล่าวทราบ เพื่อให้มาปฏิบัติหน้าที่ตามคำสั่ง
@ ไม่มีการทดสอบสมรรถภาพร่างกายจริง
ต่อมา จำเลยที่ 2 ที่ 5 และที่ 6 ซึ่งได้รับการแต่งตั้งเป็นอนุกรรมการทดสอบสมรรถภาพร่างกายข้างต้น ได้ร่วมกันลงลายมือชื่อในเอกสารแสดงผลการทดสอบสมรรถภาพร่างกาย ฉบับลงวันที่ 16 ตุลาคม 2560 รับรองข้อเท็จจริงเป็นหลักฐานอันเป็นความเท็จว่า ได้มีการทดสอบสมรรถภาพร่างกายจำเลยที่ 7 และที่ 8 ต่อหน้าตน
เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2560 โดยจำเลยที่ 2 ได้ลงลายมือชื่อรับรองในช่องผลการสอบว่ามีการทดสอบจำเลยที่ 7 และที่ 8 ในสถานีลุกนั่งต่อหน้าตน จำเลยที่ 6 ได้ลงลายมือชื่อรับรองในช่องผลการสอบว่า มีการทดสอบจำเลยที่ 7 และที่ 8 ในสถานีดันพื้นต่อหน้าตน และจำเลยที่ 5 ลงลายมือชื่อรับรองในช่องผลการสอบว่า มีการทดสอบจำเลยที่ 7 และที่ 8 ในสถานีวิ่งต่อหน้าตน
โดยที่ไม่มีการทดสอบสมรรถภาพร่างกายตามเอกสารดังกล่าวเกิดขึ้นจริง
@ ไม่มีการสอบสัมภาษณ์-ภาควิชาการจริง
ส่วนจำเลยที่ 4 ซึ่งได้รับการแต่งตั้งให้เป็นอนุกรรมการสอบสัมภาษณ์ ได้ลงลายมือชื่อในช่องกรรมการผู้ประเมินการสอบสัมภาษณ์ รับรองข้อเท็จจริงเป็นหลักฐานอันเป็นความเท็จว่าได้เป็นผู้ทำการสอบสัมภาษณ์จำเลยที่ 7 และที่ 8 ในวันที่ 16 ตุลาคม 2560
โดยที่ไม่มีการสอบสัมภาษณ์ตามเอกสารดังกล่าวเกิดขึ้นจริง
สำหรับการสอบภาควิชาการในวันที่ 17 ตุลาคม 2560 นั้น ปรากฏเอกสารหลักฐานที่แสดงว่าจำเลยที่ 7 และที่ 8 ได้ทำการสอบภาควิชาการตามกระดาษคำตอบของจำเลยที่ 7 ลงวันที่ 17 ตุลาคม 2560 และกระดาษคำตอบของจำเลยที่ 8 ลงวันที่ 17 ตุลาคม 2560
โดยที่ไม่มีการสอบภาควิชาการดังกล่าวเกิดขึ้นจริง
ต่อมาวันที่ 20 ตุลาคม 2560 จำเลยที่ 2 ได้นำรายชื่อจำเลยที่ 7 และที่ 8 ซึ่งเป็นผู้ผ่านการทดสอบสมรรถภาพร่างกาย และสอบสัมภาษณ์อันเป็นเท็จ มาให้จำเลยที่ 3 จัดทำผลการสอบคัดเลือกบุคคลพลเรือนเข้ารับราชการเป็นพลอาสาสมัครหญิง ประจำปี 2561 ตำแหน่งพลสารวัตร สังกัดกองพันทหารสารวัตร สำนักกองบัญชาการ (อัตราพลอาสาสมัคร) และจัดทำประกาศผลการสอบคัดเลือกบุคคลพลเรือนเข้ารับราชการเป็นพลอาสาสมัครหญิง ประจำปี 2561
โดยพิมพ์ข้อความว่า จำเลยที่ 7 และที่ 8 เป็นผู้สอบผ่านการสอบคัดเลือก รวมทั้งได้จัดทำบันทึกส่งผลการสอบคัดเลือกเพื่อขออนุมัติผลการสอบต่อผู้บัญชาการทหารสูงสุด เสนอจำเลยที่ 2 ตรวจสอบ แล้วเสนอจำเลยที่ 1 ลงนาม อันเป็นการรับรองเป็นหลักฐานซึ่งข้อเท็จจริงอันเอกสารนั้นมุ่งพิสูจน์ความจริงอันเป็นความเท็จว่า จำเลยที่ 7 และที่ 8 เป็นผู้ผ่านการสอบคัดเลือกอย่างถูกต้องแล้ว
และบันทึกเรื่องขอส่งผลการสอบคัดเลือกบุคคลพลเรือนเป็นพลอาสาสมัครหญิง ประจำปี 2561 เสนอผู้บัญชาการทหารสูงสุด เพื่อขออนุมัติผลการสอบตามที่จำเลยที่ 3 จัดทำขึ้นดังกล่าว และแจ้งต่อกรมกำลังพลทหารเพื่อขออนุมัติผลการสอบคัดเลือกต่อกองบัญชาการทหารสูงสุดว่า ตามที่สำนักกองบัญชาการได้รับแผนการบรรจุกำลังพลประจำปี 2561 สำนักกองบัญชาการได้ดำเนินการสอบคัดเลือกบุคคลพลเรือนเป็นพลอาสาสมัครหญิง ตำแหน่งพลสารวัตร หมวดทหารสารวัตร กองร้อยทหารสารวัตร กองพันทหารสารวัตร สำนักกองบัญชาการ (อัตราพลอาสาสมัคร) จำนวน 2 อัตรา เรียบร้อยแล้ว สำนักกองบัญชาการจึงมีความประสงค์ขอให้กรมกำลังพลทหารขออนุมัติผลการสอบเป็นพลอาสาสมัครหญิงต่อไป พร้อมแนบผลการสอบและประกาศผลการสอบคัดเลือกอันเป็นเท็จไปกับบันทึกดังกล่าว
ต่อมาเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2560 ผู้บัญชาการทหารสูงสุดได้อนุมัติผลการสอบคัดเลือกดังกล่าว
@ จำเลยที่ 7 , 8 เป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิด
จากนั้นในเดือนกุมภาพันธ์ 2561 จำเลยที่ 7 และที่ 8 ยื่นเอกสารสำหรับการบรรจุเข้ารับราชการที่แผนกธุรการและกำลังพล และจำเลยที่ 3 ได้จัดทำคำสั่งแต่งตั้งบรรจุจำเลยที่ 7 และที่ 8 เข้ารับราชการเป็นพลอาสาสมัครหญิง โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ตรวจสอบ และจำเลยที่ 1 ลงนามในคำสั่งสำนักกองบัญชาการ กองบัญชาการกองทัพไทย ที่ 48/2561 ลงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2561 เรื่องบรรจุบุคคลพลเรือนเข้ารับราชการเป็นพลอาสาสมัคร แต่งตั้งบรรจุจำเลยที่ 7 และที่ 8 เข้ารับราชการเป็นพลอาสาสมัครหญิง หมวดทหารสารวัตร กองร้อยทหารสารวัตร กองพันทหารสารวัตร สำนักกองบัญชาการ กองบัญชาการกองทัพไทย
โดยจำเลยที่ 7 และที่ 8 ไม่ได้เป็นผู้ผ่านการสอบคัดเลือก เนื่องจากไม่มีการสอบคัดเลือกเกิดขึ้นจริง
การกระทำของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 ซึ่งเป็นเจ้าพนักงาน เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ และเป็นเจ้าพนักงานของรัฐ จึงเป็นการร่วมกันปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่กองบัญชาการกองทัพไทย หรือผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ร่วมกันทำเอกสาร รับเอกสาร หรือกรอกข้อความลงในเอกสาร กระทำการรับรองเป็นหลักฐานว่าตนได้กระทำการอย่างใดขึ้น หรือว่าการอย่างใดได้กระทำต่อหน้าตนอันเป็นความเท็จ และรับรองหลักฐานซึ่งข้อเท็จจริงอันเอกสารนั้นมุ่งพิสูจน์ความจริงอันเป็นความเท็จ
มีจำเลยที่ 7 และ 8 เป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดดังกล่าว
เหตุเกิดที่แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร
เบื้องต้น จำเลยทั้งแปดให้การปฏิเสธ
ก่อนที่ ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง จะมีคำพิพากษาว่า พลตรีสมควร สาคร จำเลยที่ 1 นาวาตรีหญิง ณาตยา จิตรภักดี จำเลยที่ 2 พันจ่าตรีสาคเรสร์ ศรีวิลาศ จำเลยที่ 3 เรือโท สุพรรณหงส์ สีหะวงษ์ จำเลยที่ 4 ร้อยโท สมเกียรติ อินจอหอ จำลยที่ 5 สิบตรีหญิง นิภาพร ยุตะวัน จำเลยที่ 6 มีความผิดตามกฎหมาย เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ลงโทษตาม ป.อ. ม. 157 ประกอบม. 83 แต่เพียงบทเดียว ให้จำคุก คนละ 6 ปี
ส่วนนางสาวณัฐรดา เพิ่มพรสันติ จำเลยที่ 7 นางสาวกนิษฐา ภิรมย์ จำเลยที่ 8 มีความผิดตามกฏหมาย เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามกฎหมายบทที่มีโทษ หนักที่สุด ตาม ป.อ. ม. 157 จำคุก คนละ 4 ปี
ตามที่ปรากฏเป็นข่าวไปแล้วก่อนหน้านี้
อย่างไรก็ดี คดีนี้ยังไม่สิ้นสุด จำเลยทั้งหมด มีสิทธิต่อสู้คดีเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ในชั้นศาลที่สูงกว่านี้ได้อีก
สำหรับคดีนี้ หากมีข้อมูลเชิงลึกเพิ่มเติม สำนักข่าว Next News จะนำมาเสนอต่อไป




