ย้อนดูคำวินิจฉัยกกต. คดี 'เกศกมล เปลี่ยนสมัย' สว. ใช้คำว่า 'ศาสตราจารย์' ทั้งที่ไม่ได้เป็นตามกฎหมายประเทศไทยลงสมัคร สว. ก่อนศาลฎีกาตัดสิน 4 มี.ค. 2569
สืบเนื่องในวันที่ 4 มี.ค. 2569 ศาลฎีกานัดฟังคําพิพากษาคดี พญ.เกศกมล เปลี่ยนสมัย ใช้คำว่า ‘ศาสตราจารย์’ ทั้งที่ไม่ได้ดำรงตำแหน่งเป็นศาสตราจารย์ตามกฎหมายของประเทศไทยลงสมัคร สว.
สำนักข่าว Next News จึงสรุปและเรียบเรียงคำวินิจฉัยของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ต่อคดีข้างต้นมานำเสนอให้สาธารณชนได้รับทราบโดยทั่วกัน ดังนี้
คำวินิจฉัยคณะกรรมการการเลือกตั้ง ที่ 309/2568
วันที่ 30 เม.ย. 2568
เรื่อง การเลือกสมาชิกวุฒิสภาระดับประเทศ
ตามที่มีพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2567 ให้ไว้ ณ วันที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2567 ให้มีการเลือกสมาชิกวุฒิสภา และประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้ง ลงวันที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2567 เรื่อง กำหนดวันเลือกและวันรับสมัครรับเลือกสมาชิกวุฒิสภา กำหนดวันเลือกระดับอำเภอ วันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2567 วันเลือกระดับจังหวัด วันที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2567 และวันเลือกระดับประเทศ วันที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2567 นั้น
ก่อนประกาศผลการเลือก คณะกรรมการการเลือกตั้งได้รับคำร้องและรายงานกรณีมีเหตุอันควรสงสัยหรือความปรากฏต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งว่า นางสาวเกศกมล เปลี่ยนสมัย ผู้มีสิทธิเลือกระดับประเทศ กลุ่มที่ 19 หมายเลข 3 ผู้ถูกร้อง ได้มีการกระทำอันเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 มาตรา 77 (4) กล่าวคือ ผู้ถูกร้องหลอกลวงหรือจูงใจให้บุคคลอื่นเข้าใจผิดในคุณสมบัติ ความรู้ความสามารถ หรือชื่อเสียงเกียรติคุณของผู้ถูกร้อง เพื่อจูงใจให้ผู้สมัครหรือผู้มีสิทธิเลือกลงคะแนนให้แก่ผู้ถูกร้อง
@ สรุปคำวินิจฉัย
ผู้ร้องเรียนระบุประเด็นที่นางสาวเกศกมลกระทำอันเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 มาตรา 77 (4) หรือหลอกลวงหรือจูงใจให้บุคคลอื่นเข้าใจผิดในคุณสมบัติ ความรู้ความสามารถ หรือชื่อเสียงเกียรติคุณของผู้ถูกร้อง เพื่อจูงใจให้ผู้สมัครหรือผู้มีสิทธิเลือกลงคะแนนให้แก่ผู้ถูกร้อง 6 ประเด็น ได้แก่
ประเด็นที่ 1 และ 5 มีความเกี่ยวพันกัน คือ นางสาวเกศกมลระบุข้อมูลประสบการณ์การทำงานว่า เป็นแพทย์เวชศาสตร์ป้องกัน แขนงสุขภาพจิตชุมชน กรมสุขภาพจิต แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังและความงาม ซึ่งอาจไม่ตรงกับความเป็นจริง โดยกกต. เห็นว่าแม้นางสาวเกศกมลจะไม่ได้รับวุฒิบัตรแสดงความชำนาญเฉพาะทางจากแพทยสภาในสาขานี้โดยตรง แต่เป็นแพทย์ที่ได้รับอนุญาตประกอบวิชาชีพและบริหารคลินิกความงามหลายแห่งรวมเวลาไม่น้อยกว่า 10 ปี ซึ่งประชาชนทั่วไปสามารถเข้าใจได้ว่าแพทย์ที่ปฏิบัติงานในด้านนี้มีความชำนาญจากการทำงานจริง
ประเด็นที่ 2 นางสาวเกศกมลระบุข้อมูลประสบการณ์การทำงานว่า เป็นที่ปรึกษากรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร ซึ่งอาจไม่ตรงกับความเป็นจริง จากการตรวจสอบพบว่ามีการแต่งตั้งนางสาวเกศกมลให้ดำรงตำแหน่งดังกล่าวจริง โดยได้รับตำแหน่งที่ปรึกษาประตำคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2564 และพ้นจากตำแหน่ง เมื่อวันที่ 1 พ.ค. 2565
ประเด็นที่ 3 นางสาวเกศกมลระบุข้อมูลประสบการณ์การทำงานว่า บุคคลหนึ่งที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นคณะทำงานติดตามการดำเนินการตามนโยบายด้านส่งเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ กระทรวงแรงงาน ซึ่งอาจไม่ตรงกับความเป็นจริง จากการตรวจสอบพบว่ามีการแต่งตั้งเป็นคณะทำงานภายใต้นโยบายของรัฐมนตรีจริง แม้ชื่อคณะทำงานจะมีความคลาดเคลื่อนไปบ้าง แต่เชื่อว่าเกิดจากความเข้าใจคลาดเคลื่อนของนางสาวเกศกมล
ประเด็นที่ 4 นางสาวเกศกมลระบุข้อมูลประสบการณ์การทำงานว่า กรรมการผู้จัดการ เกศกมล คลินิก เกศกมล เด็นทัล คลินิก และอินเตอร์ เดอร์มา แลบอราทอรี ซึ่งอาจไม่ตรงกับความเป็นจริง จากการตรวจสอบกับข้อมูลการจดทะเบียนนิติบุคคลแล้วพบว่านางสาวเกศกมล มีชื่อเป็นกรรมการและผู้มีอำนาจในบริษัทเหล่านั้นตามที่กล่าวอ้างจริง
ประเด็นที่ 6 นางสาวเกศกมลระบุข้อมูลประวัติการศึกษาว่า ปริญญาเอก รัฐศาสตร์ดุษฎีบัณฑิต (Doctor of Political Science) California University, U.S.A. และศาสตราจารย์การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ (Professor in Human Resource Development) California University และระบุประวัติการทำงานหรือประสบการณ์ในการทำงานในกลุ่มที่สมัครว่า ศาสตราจารย์ ดร.แพทย์หญิง เกศกมล เปลี่ยนสมัย ซึ่งอาจไม่ตรงกับความเป็นจริง
โดยกกต.วินิจฉัยว่าประเด็นที่ 1-5 และกรณีวุฒิการศึกษาปริญญาเอกรัฐศาสตร์ดุษฎีบัณฑิต ให้ยกคำร้องเนื่องจากไม่เป็นการหลอกลวงแต่อย่างใด
ส่วนประเด็นที่ 6 การระบุประวัติการศึกษาว่า ศาสตราจารย์การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ (Professor in Human Resource Development) California University และระบุประวัติการทำงานหรือประสบการณ์ในการทำงานในกลุ่มที่สมัครว่า 'ศาสตราจารย์ ดร.แพทย์หญิง เกศกมล เปลี่ยนสมัย' กกต.ตรวจสอบและได้ข้อเท็จจริงว่านางสาวเกศกมล มิได้มีตำแหน่งทางวิชาการศาสตราจารย์ตามหลักการและขั้นตอนที่กำหนดไว้ในกฎหมายของประเทศไทย อีกทั้งพยานที่ไต่สวนประกอบคนที่ 3 ถึงคนที่ 11 ซึ่งเป็นผู้สมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภาและเป็นผู้มีสิทธิเลือกระดับประเทศ ให้ถ้อยคำสอดคล้องกันว่า ข้อมูลแนะนำตัวของผู้สมัคร (สว. 3) ซึ่งระบุว่า ศาสตราจารย์ ดร.แพทย์หญิง เกศกมล เปลี่ยนสมัย มีผลจูงใจให้ลงคะแนนให้แก่ผู้ถูกร้อง
ดังนั้น การที่ผู้ถูกร้องแนะนำตัวในการเลือกสมาชิกวุฒิสภาว่าเป็น 'ศาสตราจารย์ ดร.แพทย์หญิง เกศกมล เปลี่ยนสมัย' โดยที่ผู้ถูกร้องมิได้ดำรงตำแหน่งเป็นศาสตราจารย์ตามกฎหมายของประเทศไทย จึงเป็นการหลอกลวง หรือจูงใจให้บุคคลอื่นเข้าใจผิดในคุณสมบัติ ความรู้ความสามารถ หรือชื่อเสียงหรือเกียรติคุณของผู้ถูกร้อง เพื่อจูงใจให้ผู้สมัครหรือผู้มีสิทธิเลือกลงคะแนนให้แก่ผู้ถูกร้อง ซึ่งเป็นการทุจริตในการเลือก และทำให้การเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม อันเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 มาตรา 62 และมาตรา 77 (4)
ให้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อสั่งให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งหรือเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของนางสาวเกศกมล เปลี่ยนสมัย ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 มาตรา 62 และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 226 และให้ดำเนินคดีอาญาแก่นางสาวเกศกมล เปลี่ยนสมัย ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 มาตรา 77 (4) และกรณีมีเหตุอันควรสงสัยหรือความปรากฏจากรายงานการไต่สวนเพิ่มเติม (จำนวน 3 กรณี) ให้ยุติเรื่อง
ดูคำวินิจฉัยฉบับเต็มได้ที่ กกต.




