News Logo
หน้าแรก
เปิดยิบ! คำให้การ-หลักฐานมัดพล.อ.-พวกทุจริตช่วยหลานเข้าทำงานกองทัพไทย

เปิดยิบ! คำให้การ-หลักฐานมัดพล.อ.-พวกทุจริตช่วยหลานเข้าทำงานกองทัพไทย

9 มี.ค. 2569 13:18
ผู้ชม 902 คน

"....“พลอาสาสมัคร” คือ ข้าราชการทหารที่ได้รับการบรรจุในอัตราพลอาสาสมัคร และเป็น “ข้าราชการกลาโหมประจำการ” ที่ต้องสอบเข้ามาเป็น และเมื่อสอบได้แล้วต้องเข้ารับการฝึกอบรมตามระเบียบกองทัพ และรับราชการได้จนถึงเกษียณอายุ 60 ปี (ชื่ออาสาสมัคร แต่จริง ๆ ไม่ใช่อาสาสมัคร) สวัสดิการเบิกได้ทุกอย่างเหมือนทหารยศสิบเอก มีเงินเดือนประจำ มีบ้านพักสวัสดิการ พ่อ แม่ ลูก ภรรยา เบิกค่ารักษาพยาบาลได้ ค่าเล่าเรียนบุตรเบิกได้ เกษียณมีบำเหน็จบำนาญ ค่าโดยสารรถ บขส. รถไฟ ลดครึ่งราคา และความก้าวหน้า สามารถเลื่อนยศเป็นนายสิบ จ่า นายทหารได้..."

คดีกล่าวหา พลเอกสมควร สาคร (ช่วงเกิดเหตุมียศเป็นพลตรี ต่อมาได้เลื่อนยศเป็นพลเอก) เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักกองบัญชาการ กองบัญชาการกองทัพไทย กับพวก บรรจุนางสาวณัฐรดา เพิ่มพรสันติ หลานสาวร้อยเอก สมเกียรติ อินจอหอ และนางสาวกนิษฐา ภิรมย์ หลานสาวพลเอกสมควร สาคร เข้ารับราชการทหารในตำแหน่งพลอาสาสมัครหญิง สังกัด กองพันทหารสารวัตร สำนักกองบัญชาการ กองบัญชาการกองทัพไทย ประจำปีงบประมาณ 2561 โดยไม่มีการสอบคัดเลือกจริง รวมทั้งมีการจัดทำเอกสารเท็จ ซึ่งถูกคณะกรรมการ ป.ป.ช. ลงมติชี้มูลความผิดทางอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และ 162 (1) (4) ตาม พ.ร.ป.ป.ป.ช. พ.ศ.2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 123/1 (ปัจจุบันเป็นความผิดตาม พ.ร.ป.ป.ป.ช. พ.ศ. 2561 มาตรา 172) และประกอบ ป.อ.มาตรา 83 และ 86 ตั้งแต่เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2566 ที่ผ่านมา

โดยคดีนี้ ปรากฏชื่อ คือ พลเอกสมควร สาคร เป็นจำเลยที่ 1 นาวาโทหญิง ณาตยา จิตรภักดี จำเลยที่ 2 พันจ่าเอกสาคเรสร์ ศรีวิลาศ จำเลยที่ 3 เรือเอกสุพรรณหงส์ สีหะวงษ์ จำเลยที่ 4 ร้อยเอก สมเกียรติ อินจอหอ จำลยที่ 5 สิบเอกหญิง นิภาพร ยุตะวัน จำเลยที่ 6 นางสาวณัฐรดา เพิ่มพรสันติ จำเลยที่ 7 นางสาวกนิษฐา ภิรมย์ จำเลยที่ 8

สำนักข่าว Next News รายงานไปแล้วว่า เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2568 ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง มีคำพิพากษาดังนี้

  • 1.ลงโทษจำคุก พลเอกสมควร สาคร เป็นจำเลยที่ 1 นาวาโทหญิง ณาตยา จิตรภักดี จำเลยที่ 2 พันจ่าเอกสาคเรสร์ ศรีวิลาศ จำเลยที่ 3 เรือเอกสุพรรณหงส์ สีหะวงษ์ จำเลยที่ 4 ร้อยเอก สมเกียรติ อินจอหอ จำลยที่ 5 สิบเอกหญิง นิภาพร ยุตะวัน จำเลยที่ 6 คนละ 6 ปี

  • 2.ลงโทษจำคุก นางสาวณัฐรดา เพิ่มพรสันติ จำเลยที่ 7 นางสาวกนิษฐา ภิรมย์ จำเลยที่ 8 คนละ 4 ปี นางสาวณัฐรดา เพิ่มพรสันติ จำเลยที่ 7 เป็นหลานสาวของร้อยเอก สมเกียรติ อินจอหอ จำเลยที่ 5 นางสาวกนิษฐา ภิรมย์ จำเลยที่ 8 เป็นหลานของ พลเอกสมควร สาคร จำเลยที่ 1

พฤติการณ์เบื้องต้นระบุว่า จำเลยที่ 1 ถึง 6 มีเจตนาช่วยเหลือจำเลยที่ 7 และที่ 8 ซึ่งเป็นบุคคลพลเรือนให้ได้รับการคัดเลือกเป็นข้าราชการทหาร ตำแหน่งพลอาสาสมัครหญิง สังกัดหมวดสารวัตร กองพันทหารสารวัตร สำนักกองบัญชาการ กองบัญชาการกองทัพไทย โดยวิธีการอันมิชอบด้วยกฎหมาย อันเป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ด้วยการร่วมกันวางแผนและแบ่งหน้าที่กันกระทำความผิด ในชั้นการพิจารณาคดี

ภาพประกอบรายงาน

ภาพประกอบรายงาน

  • คุก6ปี! 'พลตรี-พวก' ทุจริตบรรจุ2หลานสาวนายทหารเข้ารับราชการกองทัพไทย

  • ใครเป็นใคร? ร่วมขบวนการทุจริต 'พลเอก' ยัดหลานสาวเข้าทำงานกองทัพไทย

  • อุปโลกน์จัดสอบทิพย์! เปิดชัดๆพฤติการณ์'พลเอก-พวก'ช่วยหลานเข้ากองทัพไทย

  • ไฉนศาลไม่เชื่อ?เปิดคำให้การพล.อ.-พวก คดีทุจริตช่วยหลานเข้าทำงานกองทัพ

ต่อไปนี้เป็นรายละเอียดคำพิพากษาส่วนที่เหลือ เกี่ยวกับพยานหลักฐานสำคัญ ที่ศาลนำมาใช้ประกอบการพิจารณาคดี ก่อนที่จะมีคำวินิจฉัยตัดสินลงโทษจำคุก พลเอก-พวก ตามที่ปรากฏข่าวข้างต้น

แบ่งออกเป็นประเด็นสำคัญดังนี้

@ คดีนี้มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า มีการดำเนินการสอบคัดเลือกตามประกาศดังกล่าวหรือไม่

โจทก์ (อัยการสูงสุด ฟ้องคดีแทน ป.ป.ช.) มีพยานสำคัญ 2 ปาก ให้การทำนองเดียวกันว่า ช่วงปี 2560 พยานรายแรกระบุว่า รับราชการที่กรมวิทยาศาสตร์บริการ จำเลยที่ 7 เป็นนักวิทยาศาสตร์ที่อยู่ภายใต้กำกับดูแล ในแต่ละวันจะมีการจ่ายงานให้ทำอย่างน้อย 1 ชิ้นงาน และจะต้องปฏิบัติงานในเวลาราชการตั้งแต่เวลา 8.30 ถึง 16.30 นาฬิกา หรืออย่างน้อย 8 ชั่วโมง พยานเป็นผู้เก็บรักษากุญแจห้องปฏิบัติงาน และเปิด-ปิดห้องดังกล่าวด้วยตนเองทุกวัน เว้นแต่ไปปฏิบัติราชการที่อื่นจึงจะมอบหมายให้ข้าราชการรายอื่นถือกุญแจแทน แต่จะไม่มีการมอบกุญแจให้ลูกจ้างเหมาบริการแต่อย่างใด

พยานให้การยืนยันว่าวันที่ 16 ตุลาคม 2560 เวลา 8.20 นาฬิกา จำเลยที่ 7 ได้มาลงลายมือชื่อเข้าปฏิบัติงานในเอกสารต่อหน้าตน

นอกจากนี้ในวันดังกล่าว ได้มอบหมายงานให้จำเลยที่ 7 รวม 2 ชิ้นงาน คือ งานออกแบบสติกเกอร์ฉลากผลิตภัณฑ์สบู่ก้อนกลีเซอรีน สูตรน้ำนมข้าวสกัด และงานทำความสะอาดใบรางจืดและนำไปอบแห้ง ซึ่งต้องอบในช่วงเช้าเพื่อที่จะสามารถส่งมอบงานได้ทันในเวลา 16.30 นาฬิกา ซึ่งจำเลยที่ 7 ได้ส่งมอบทั้งสองงานดังกล่าวในวันเดียวกันกับที่มอบหมายงาน

 ส่วนวันที่ 17 ตุลาคม 2560 จำเลยที่ 7 ได้ลงลายมือชื่อเข้าปฏิบัติงานในเวลา 8 นาฬิกา ต่อหน้า ซึ่งในวันดังกล่าวช่วงเวลา 9 ถึง 12 นาฬิกา จำเลยที่ 7 ได้เข้าร่วมประชุมชี้แจงแนวทางการดำเนินงานและการนำระบบบริหารงานคุณภาพไปใช้ในการถ่ายทอดเทคโนโลยี (สำนักเทคโนโลยีชุมชน)

พยานเห็นจำเลยที่ 7 เข้าร่วมประชุมและได้ลงลายมือชื่อในรายชื่อผู้เข้าร่วมประชุม เพื่อใช้เป็นเอกสารประกอบการเบิกจ่ายค่าอาหารว่างและเครื่องดื่มในการจัดประชุม

ส่วนพยานปากที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 7 เป็นลูกจ้างเหมาบริการของกรมวิทยาศาสตร์บริการ การจ่ายค่าจ้างจะพิจารณาจากผลสำเร็จของชิ้นงานในแต่ละวัน จะมีการมอบหมายงานให้จำเลยที่ 7 ทำอย่างน้อย 1 ชิ้นงาน และจำเลยที่ 7 จะต้องปฏิบัติงานให้เสร็จสิ้นและส่งงานภายในวันเดียวกัน หรือจำเลยที่ 7 จะต้องมีชิ้นงานส่งทุกวัน และต้องลงลายมือชื่อเข้าปฏิบัติงานและออกจากการปฏิบัติงานทุกวัน บันทึกลงเวลาปฏิบัติงานจะเก็บไว้ที่พยานปากแรก หากจำเลยที่ 7 ลาป่วย ลากิจ ลาพักผ่อน หรือหยุดงาน ไม่ว่าในกรณีใด ๆ จะไม่ได้รับค่าจ้าง

อันเป็นการสนับสนุนคำให้การของพยานทั้งสองให้มีน้ำหนักรับฟังได้ว่า ในวันที่ 16 และ 17 ตุลาคม 2560 จำเลยที่ 7 ปฏิบัติงานอยู่ที่กรมวิทยาศาสตร์บริการจริง

ดังนั้น การที่ประกาศรับสมัครสอบคัดเลือกบุคคลพลเรือนเข้ารับราชการเป็นพลอาสาสมัครหญิง ในวันที่ 16 ตุลาคม 2560 เวลา 7 นาฬิกา และสอบสัมภาษณ์ในวันเดียวกันเวลา 9 นาฬิกา กับการสอบภาควิชาการในวันที่ 17 ตุลาคม 2560 กำหนดสอบวิชาทั่วไป เวลา 9 ถึง 10.30 นาฬิกา สอบวิชาเฉพาะตำแหน่ง เวลา 9 ถึง 10.30 นาฬิกา

จึงเป็นไปไม่ได้ที่จำเลยที่ 7 จะมาทำการสอบคัดเลือกดังกล่าวได้

เมื่อพยานหลักฐานรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 7 ไม่อาจมาทำการสอบคัดเลือกตามฟ้องได้

กรณีจึงรับฟังได้ว่า ไม่มีการดำเนินการสอบคัดเลือกตามประกาศรับสมัครสอบคัดเลือกบุคคลพลเรือนเข้ารับราชการเป็นพลอาสาสมัครหญิง ปีงบประมาณ 2561 จริง ดังนั้น เอกสารต่าง ๆ ที่แสดงให้เห็นว่ามีการดำเนินการสอบคัดเลือก โดยเฉพาะจำเลยที่ 7 ได้ผ่านการทดสอบทั้งสมรรถภาพร่างกาย ผ่านการสอบสัมภาษณ์ ตลอดจนผ่านการสอบภาควิชาการ ย่อมเป็นการจัดทำเอกสารอันเป็นเท็จทั้งสิ้น

นอกจากนี้ ยังมีพยานสำคัญอีกบางส่วนให้การว่า วันที่ 16 ตุลาคม 2560 เวลา 6 นาฬิกา เดินทางไปรับจำเลยที่ 7 ที่กรมวิทยาศาสตร์บริการ และแจ้งว่าจะไปสอบรับราชการทหารในตำแหน่งพลอาสาสมัคร แต่ตามหนังสือชี้แจงข้อเท็จจริงและส่งเอกสารหลักฐาน ลงวันที่ 23 มกราคม 2566 ของสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ระบุว่า ในวันที่ 16 และ 17 ตุลาคม 2560 พยานรายนี้ได้มาปฏิบัติงานอยู่ที่ สวทช. อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย ถนนพหลโยธิน ตำบลคลองหนึ่ง อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี ตามรายงานการลงเวลาทำงานของพยานที่ระบุว่า ในวันที่ 16 ตุลาคม 2560 เวลาเข้า 8.51 นาฬิกา เวลาออก 16.56 นาฬิกา รวมชั่วโมงทำงาน 7.05 ชั่วโมง และในวันที่ 17 ตุลาคม 2560 เวลาเข้า 8.23 นาฬิกา เวลาออก 17.22 นาฬิกา รวมชั่วโมงทำงาน 7.59 ชั่วโมง

รายงานการลงเวลาทำงานนี้เป็นหลักฐานที่ยืนยันได้ว่า พยานไม่ได้ไปรับจำเลยที่ 7 ไปสอบจริงตามที่กล่าวอ้าง คำให้การพยานนี้จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง

@ ไม่มีการนำประกาศรับสมัครสอบในเว็บไซต์

ส่วนที่ฝ่ายจำเลยให้การก่อนหน้านี้ ว่า มีการนำประกาศรับสมัครไปติดที่กระดานประชาสัมพันธ์และแจ้งประกาศให้กำลังพลในสังกัดทราบขณะรวมแถว ณ จุดรวมพล ชั้น 1 อาคารสำนักกองบัญชาการ กองบัญชาการกองทัพไทย ในวันจันทร์ พุธ ศุกร์ เป็นระยะเวลาหนึ่ง เพื่อประชาสัมพันธ์ให้ผู้สนใจรับทราบ มีการตรวจร่างกาย ทดสอบสมรรถภาพร่างกาย ของผู้สมัครสอบ 2 ราย คือ จำเลยที่ 7 และที่ 8 และมีการสอบสัมภาษณ์ กับสอบภาควิชาการจริง หลังจากนั้นมีการดำเนินการตามขั้นตอน จนถึงบรรจุแต่งตั้งจำเลยที่ 7 และที่ 8 ซึ่งเป็นการกระทำโดยชอบด้วยกฎหมาย ในส่วนของการประกาศรับสมัครบุคคลพลเรือนเข้าเป็นพลทหารอาสาสมัครหญิงหรือลูกจ้างหน่วยงานนั้น ทางปฏิบัติจะไม่มีการประกาศทางเว็บไซต์ของหน่วยงานเพื่อให้บุคคลทั่วไปทราบแต่อย่างใดนั้น

มีข้อเท็จจริงที่ยุติว่าไม่มีการนำประกาศรับสมัครสอบคัดเลือกบุคคลพลเรือนเข้ารับราชการเป็นพลอาสาสมัครหญิง ลงวันที่ 9 กันยายน 2560 ไปลงประกาศเผยแพร่ผ่านเว็บไซต์ของหน่วยงาน แม้จะไม่มีระเบียบกำหนดให้ต้องดำเนินการนั้น แต่ย่อมเล็งเห็นได้ว่าหากมีการนำประกาศดังกล่าวไปลงเผยแพร่ในเว็บไซต์ของหน่วยงาน จะต้องมีคนมาสมัครเป็นจำนวนมากอย่างแน่นอน

โดยเปรียบเทียบกับการรับสมัครสอบคัดเลือกบุคคลพลเรือนเข้ารับราชการเป็นพลอาสาสมัครหญิง ปี 2562 และปี 2563 ที่พบว่ามีพลเรือนหญิงมาสมัครสอบเป็นจำนวนมาก ดังนั้น การไม่นำประกาศรับสมัครสอบคัดเลือกบุคคลพลเรือนตามฟ้องไปลงประกาศเผยแพร่ในเว็บไซต์ของหน่วยงาน ย่อมแสดงให้เห็นถึงเจตนาว่าไม่ต้องการให้มีคนมาสมัครสอบแข่งขันจริง อันเป็นข้อสนับสนุนว่าการเปิดสอบการดำเนินการสอบมิได้กระทำจริง เป็นเพียงการยกขึ้นอ้างเพื่อช่วยให้จำเลยที่ 7 และที่ 8 เข้ารับราชการเท่านั้น

การที่มีเพียงจำเลยที่ 7 และที่ 8 มาสมัครสอบ นับเป็นการผิดปกติวิสัยของการรับสมัครสอบคัดเลือก ซึ่งต้องมีผู้มาสมัครเกินกว่าอัตราที่รับสมัคร มิใช่เท่ากับอัตราที่รับสมัคร เนื่องจากต้องมีการประกาศผู้สอบติดอันดับสำรองไว้ในกรณีที่ผู้ผ่านการสอบคัดเลือกไม่มารายงานตัว

@ จำเลยไม่รู้จักกัน ไม่ทราบว่าเป็นญาติใคร

สำหรับกรณีที่ จำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 ที่ 5 และที่ 6 ให้การว่า ไม่ทราบว่าจำเลยที่ 8 เป็นหลานของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 6 ไม่ทราบว่าจำเลยที่ 7 เป็นหลานของจำเลยที่ 5 ทั้งในการมาสมัครสอบและทดสอบ จำเลยที่ 7 และที่ 8 ไม่ได้แจ้งให้ผู้ใดทราบว่าเป็นญาติกับจำเลยที่ 1 และที่ 5 นั้น

จากการตรวจสอบพบว่า การที่จำเลยที่ 7 เคยฝึกงานที่สำนักกองบัญชาการ กองบัญชาการกองทัพไทย ระหว่างวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2560 ถึงวันที่ 16 พฤษภาคม 2560 และจำเลยที่ 8 เคยฝึกงานที่สำนักกองบัญชาการ กองบัญชาการกองทัพไทย ระหว่างวันที่ 5 มิถุนายน 2560 ถึงวันที่ 25 สิงหาคม 2560 ซึ่งจำเลยที่ 1 เป็นผู้ลงชื่อในใบรับรองการฝึกงานให้ ทำให้เชื่อได้ว่าจำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 6 ต้องรู้จักหรือเคยเห็นจำเลยที่ 7 และที่ 8 ขณะมาฝึกงานดังกล่าว

ส่วนสถานะความสัมพันธ์ระหว่างจำเลยที่ 7 กับจำเลยที่ 5 นั้น จำเลยที่ 7 กรอกในใบสมัครในช่องบุคคลอ้างอิงว่า จำเลยที่ 5 (น้าชาย) ตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายสื่อสาร สังกัดกองบริการ สำนักกองบัญชาการ กองบัญชาการกองทัพไทย

อาศัยเหตุผลทั้งสองข้างต้น จึงเชื่อว่าจำเลยที่ 1 และที่ 5 รู้จักจำเลยที่ 7 และที่ 8 เป็นอย่างดี

@ คำให้การไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง

จากพฤติการณ์แห่งคดีดังวินิจฉัยมา พยานหลักฐานของโจทก์จึงฟังได้ว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 เป็นความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานร่วมกันปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่กองบัญชาการกองทัพไทย หรือผู้หนึ่งผู้ใด หรือโดยทุจริต ร่วมกันทำเอกสาร รับเอกสาร หรือกรอกข้อความลงในเอกสาร กระทำการรับรองเป็นหลักฐานว่าตนได้กระทำการอย่างใดขึ้น หรือว่าการอย่างใดได้กระทำต่อหน้าตน อันเป็นความเท็จ และรับรองเป็นหลักฐานซึ่งข้อเท็จจริงอันเอกสารนั้นมุ่งพิสูจน์ความจริงอันเป็นความเท็จ โดยมีจำเลยที่ 7 และที่ 8 เป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดดังกล่าว

ส่วนที่จำเลยที่ 1 ให้การต่อสู้ว่า มิได้อยู่ในขณะมีการสอบคัดเลือกตามฟ้อง และลงนามในประกาศผลการสอบคัดเลือกเพราะเชื่อตามรายงานผลการสอบคัดเลือกซึ่งจำเลยที่ 2 เสนอมา โดยจำเลยที่ 1 เพียงแต่ตรวจสอบตามเอกสารที่เสนอมาเท่านั้น

เห็นว่า หากจำเลยที่ 1 ตรวจสอบเอกสารตามที่เสนอมาจริง ต้องพบพิรุธหลายประการในเอกสารการสอบคัดเลือก โดยเฉพาะการที่มีผู้สมัครสอบเพียง 2 คน และมี 1 คน เป็นหลานของจำเลยที่ 1 ทั้งจำเลยที่ 1 จะมั่นใจได้อย่างไรว่าทั้งสองคนจะสอบผ่าน และหากสอบไม่ผ่าน จะต้องดำเนินการประกาศรับสมัครใหม่หรือไม่ อย่างไร อันเป็นการผิดปกติวิสัยของผู้เป็นผู้อำนวยการสำนักกองบัญชาการ กองบัญชาการกองทัพไทย เช่น จำเลยที่ 1 จักต้องมี จึงเชื่อว่าจำเลยที่ 1 รู้ว่ามิได้มีการดำเนินการสอบคัดเลือกจริง และลงนามในประกาศผลการสอบคัดเลือกโดยมีเจตนาให้จำเลยที่ 7 และที่ 8 ได้เข้ารับราชการโดยมิชอบ

คำให้การของจำเลยที่ 1 ในส่วนนี้จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง

ส่วนจำเลยที่ 2 ถึงที่ 8 ที่ให้การต่อสู้ว่า ได้ดำเนินการสอบคัดเลือกพลอาสาสมัครหญิงจริง โดยดำเนินการตามขั้นตอนจนถึงการบรรจุแต่งตั้งจำเลยที่ 7 และที่ 8 ซึ่งเป็นการกระทำโดยชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า คำให้การของพยานหลายปากไม่มีน้ำหนักให้รับฟังได้  

ส่วนประเด็นต่อสู้ที่อ้างว่า จำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 ที่ 5 และที่ 6 ไม่ทราบว่าจำเลยที่ 8 เป็นหลานของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 6 ไม่ทราบว่าจำเลยที่ 7 เป็นหลานของจำเลยที่ 5

ประเด็นนี้ศาลได้วินิจฉัยไว้ข้างต้นแล้วว่า จำเลยที่ 7 และที่ 8 เคยฝึกงานที่สำนักกองบัญชาการ กองบัญชาการกองทัพไทยมาก่อน จึงไม่น่าเชื่อว่าจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 จะไม่ทราบเรื่องความสัมพันธ์ตามที่กล่าวอ้างจริง ส่วนที่ให้การต่อสู้ว่าตำแหน่งพลอาสาสมัครอัตราเงินเดือนน้อยแต่ความรับผิดชอบมาก จึงมีเพียงจำเลยที่ 7 และที่ 8 ที่มาสมัครสอบนั้น เป็นภาพจากเว็บไซต์กองบัญชาการกองทัพไทย อธิบายคำว่า “พลอาสาสมัคร” คือ ข้าราชการทหารที่ได้รับการบรรจุในอัตราพลอาสาสมัคร และเป็น “ข้าราชการกลาโหมประจำการ” ที่ต้องสอบเข้ามาเป็น และเมื่อสอบได้แล้วต้องเข้ารับการฝึกอบรมตามระเบียบกองทัพ และรับราชการได้จนถึงเกษียณอายุ 60 ปี (ชื่ออาสาสมัคร แต่จริง ๆ ไม่ใช่อาสาสมัคร) สวัสดิการเบิกได้ทุกอย่างเหมือนทหารยศสิบเอก มีเงินเดือนประจำ มีบ้านพักสวัสดิการ พ่อ แม่ ลูก ภรรยา เบิกค่ารักษาพยาบาลได้ ค่าเล่าเรียนบุตรเบิกได้ เกษียณมีบำเหน็จบำนาญ ค่าโดยสารรถ บขส. รถไฟ ลดครึ่งราคา และความก้าวหน้า สามารถเลื่อนยศเป็นนายสิบ จ่า นายทหารได้ สามารถเข้าเรียนหลักสูตรกระโดดร่ม (ส่งทางอากาศ) และหลักสูตรการรบแบบจู่โจมได้ หน่วยที่ยังมีอัตราพลอาสาสมัครในปัจจุบัน...บก.ทท. (กองบัญชาการกองทัพไทย)... ทุกหน่วยเปิดสอบบรรจุทุกปี จากคำอธิบายถึงสถานะของพลอาสาสมัครนี้ หากมีการประกาศการรับสมัครสอบผ่านเว็บไซต์ของหน่วยงาน ย่อมต้องมีคนมาสมัครเป็นจำนวนมาก โดยมิได้คำนึงถึงว่าเงินเดือนน้อยแต่ความรับผิดชอบมาก ข้อต่อสู้ของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 8 ในส่วนนี้จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง

เมื่อพยานหลักฐานฝ่ายจำเลยทั้งแปดวินิจฉัยมาแล้วไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ได้

คดีจึงรับฟังได้จากพยานหลักฐานตามฟ้องโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 กระทำความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงาน ร่วมกันปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่กองบัญชาการกองทัพไทย หรือผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ร่วมกันทำเอกสาร รับเอกสาร หรือกรอกข้อความลงในเอกสาร กระทำการรับรองเป็นหลักฐานว่า ตนได้กระทำการอย่างใดขึ้น หรือว่าการอย่างใดได้กระทำต่อหน้าตนอันเป็นความเท็จ และรับรองเป็นหลักฐานซึ่งข้อเท็จจริงอันเอกสารนั้นมุ่งพิสูจน์ความจริงอันเป็นความเท็จ โดยมีจำเลยที่ 7 และที่ 8 เป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดดังกล่าว

อนึ่ง คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งแปดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 123/1 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิด ต่อมาได้มีพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 ออกใช้บังคับและให้ยกเลิกพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 เนื่องจากพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 172 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิด ยังคงบัญญัติให้การกระทำความผิดตามฟ้องเป็นความผิดอยู่ แต่มีกำหนดโทษเท่ากัน จึงเห็นสมควรลงโทษจำเลยทั้งแปดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 123/1 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิด

@ คำพิพากษาลงโทษจำคุกทั้งคนรับ/คนสมัคร

พิพากษาว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157, 162 (1) (4) ประกอบมาตรา 83 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 123/1 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 กับพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 123/1 แต่ละบทมีอัตราโทษเท่ากัน จึงให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ประกอบมาตรา 83 แต่เพียงบทเดียว

ให้จำคุกจำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 คนละ 6 ปี

จำเลยที่ 7 และที่ 8 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157, 162 (1) (4) ประกอบมาตรา 86 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 123/1 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 การกระทำของจำเลยที่ 7 และที่ 8 เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 กับพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 123/1 แต่ละบทมีอัตราโทษเท่ากัน จึงให้ลงโทษจำเลยที่ 7 และที่ 8 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ประกอบมาตรา 86 แต่เพียงบทเดียว

ให้จำคุกจำเลยที่ 7 และที่ 8 คนละ 4 ปี

ภาพประกอบรายงาน

ภาพประกอบรายงาน

อย่างไรก็ดี คดีนี้ยังไม่สิ้นสุด จำเลยทั้งหมด มีสิทธิต่อสู้คดีเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ในชั้นศาลที่สูงกว่านี้ได้อีก

บทสรุปสุดท้ายการต่อสู้คดีนี้ จะออกมาเป็นอย่างไร ต้องคอยติดตามดูกันต่อไป แบบห้ามกะพริบตาโดยเด็ดขาด

  

แท็กที่เกี่ยวข้อง
ช่วยหลานเข้ารับราชการ



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

'อานนท์' อดีตผอ.สทอภ.รอด! ศาลอาญาคดีทุจริตฯ ยกฟ้อง คดีใช้รถส่วนกลาง
'อานนท์' อดีตผอ.สทอภ.รอด! ศาลอาญาคดีทุจริตฯ ยกฟ้อง คดีใช้รถส่วนกลาง