"...จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 เป็นผู้ไปหาซื้อวัตถุดิบจากตลาดมาส่งให้โรงเรียนด้วยตนเอง โดยจำเลยที่ 2 จะนำใบส่งของที่มีลายชื่อปลอมของจำเลยที่ 3 มาบังคับให้แม่ครัวของโรงเรียนลงนามรับของตามคำสั่งนายกฯ ในส่วนของเงินงบประมาณ เทศบาลได้สั่งจ่ายเช็คขีดคร่อมเข้าบัญชีธนาคารกรุงไทยของจำเลยที่ 3 ที่มีการพาตัวจำเลยที่ 3 ไปเปิดบัญชีเงินฝากที่ธนาคากรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาบัวใหญ่ไว้ก่อนหน้านี้ แต่ตัวบัตรเอทีเอ็มถูกครอบครองโดยจำเลยที่ 2 ซึ่งพบว่าจำเลยที่ 1 และ 2 ได้ร่วมกันนำบัตรดังกล่าวไปกดเงินสดที่ตู้กดเงินอัตโนมัติออกมาใช้ประโยชน์ส่วนตน ..."
จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพ ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่ง จำเลยที่ 1 คงจำคุก 38 ปี 114 เดือน และปรับ 380,000 บาท
ส่วนจำเลยที่ 2 และ 3 คงจำคุกคนละ 28 ปี 44 เดือน และปรับคนละ 253,333.27 บาท
ให้รอการลงโทษจำคุกไว้คนละ 3 ปี ให้คุมความประพฤติไว้กำหนดคนละ 2 ปี
คือ บทสรุปคำพิพากษาศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 3 เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2568 ที่ตัดสินคดีกล่าวหา นางสาวพิณรดาวรรณ หรือนางสาวรัตต์ณาพร เล่าสถาพรสิริโชติ หรือนางสาวบุษราพร เล่าสถาพร เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีตำบลหนองบัวลาย อำเภอบัวลาย จังหวัดนครราชสีมา กับพวก คือ นางสาวปทุม คุ้มบัว และนางสาวเชื้อ แสงนอก ทุจริตการจัดหาพัสดุและเบิกจ่ายเงินโครงการอาหารกลางวันให้แก่นักเรียนโรงเรียนเทศบาลหนองบัวลาย และโรงเรียนอนุบาลเทศบาลหนองบัวลาย ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2557 ซึ่งถูกคณะกรรมการ ป.ป.ช. ลงมติชี้มูลความผิดทางอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 , 152 และ 157 ประกอบ มาตรา 91 และความผิดตาม พ.ร.บ. ป.ป.ช. พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 100 (1) ประกอบมาตรา 122 และมาตรา 123/1 (ปัจจุบันเป็นความผิดตาม พ.ร.บ. ป.ป.ช. พ.ศ. 2561 มาตรา 126 (1) ประกอบมาตรา 168 และมาตรา 172) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ตั้งแต่เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2567 ที่ผ่านมา
ที่สำนักข่าว Next news นำมาเสนอให้สาธารณชนได้รับไปแล้วก่อนหน้านี้

ภาพประกอบรายงาน
ต่อไปนี้ เป็นข้อมูลเกี่ยวกับพฤติการณ์การกระทำความผิดของจำเลยทั้ง 3 ราย ในคดีนี้
@ พฤติการณ์การกระทำความผิด
คดีนี้ ขณะเกิดเหตุ นางสาวพิณรดาวรรณ หรือนางสาวรัตต์ณาพร เล่าสถาพรสิริโชติ หรือนางสาวบุษราพร เล่าสถาพร จำเลยที่ 1 ดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีตำบลหนองบัวลาย อำเภอบัวลาย จังหวัดนครราชสีมา
นางสาวปทุม คุ้มบัว จำเลยที่ 2 เป็นเพื่อนสนิทของจำเลยที่ 1
นางสาวเชื้อ แสงนอก จำเลยที่ 3 เป็นญาติของจำเลยที่ 2
@ ผลการไต่สวนคดี
จากการไต่สวนพบว่า ในปีงบประมาณ 2557 จำเลยที่ 1 ได้ใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบ สั่งการให้เจ้าหน้าที่พัสดุจัดทำเอกสารจัดซื้อวัตถุดิบอาหารกลางวันสำหรับโรงเรียนเทศบาลหนองบัวลายและโรงเรียนอนุบาลเทศบาลหนองบัวลาย โดยเจาะจงให้ซื้อจากจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นญาติของจำเลยที่ 2 (เพื่อนสนิทของนายกฯ)
ทั้งที่จำเลยที่ 3 ไม่ได้ประกอบอาชีพค้าขายสินค้าดังกล่าวและไม่เคยมาลงนามในสัญญาจริง
ในการสืบสวนพบเส้นทางการเงินและการส่งของอำพราง พยานหลักฐานระบุว่า จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 เป็นผู้ไปหาซื้อวัตถุดิบจากตลาดมาส่งให้โรงเรียนด้วยตนเอง โดยจำเลยที่ 2 จะนำใบส่งของที่มีลายชื่อปลอมของจำเลยที่ 3 มาบังคับให้แม่ครัวของโรงเรียนลงนามรับของตามคำสั่งนายกฯ
ในส่วนของเงินงบประมาณ เทศบาลได้สั่งจ่ายเช็คขีดคร่อมเข้าบัญชีธนาคารกรุงไทยของจำเลยที่ 3 ที่มีการพาตัวจำเลยที่ 3 ไปเปิดบัญชีเงินฝากที่ธนาคากรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาบัวใหญ่ไว้ก่อนหน้านี้ แต่ตัวบัตรเอทีเอ็มถูกครอบครองโดยจำเลยที่ 2 ซึ่งพบว่าจำเลยที่ 1 และ 2 ได้ร่วมกันนำบัตรดังกล่าวไปกดเงินสดที่ตู้กดเงินอัตโนมัติออกมาใช้ประโยชน์ส่วนตน
พฤติการณ์ในคดีของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการเข้ามีส่วนได้เสียในการจัดหาพัสดุและการเบิกจ่ายเงินโครงการอาหารกลางวันให้แก่โรงเรียนเทศบาลหนองบัวลายและโรงเรียนอนุบาลเทศบาลหนองบัวลาย ในปีงบประมาณ 2557 โดยได้นำจำเลยที่ 3 เข้าเป็นคู่สัญญาแทนตน
แยกเป็น
1. การจัดซื้อวัตถุดิบอาหารกลางวันให้แก่โรงเรียนเทศบาลหนองบัวลาย ประจำปีงบประมาณ 2557 รวมจำนวน 10 ครั้ง
2. การจัดซื้อวัตถุดิบอาหารกลางวันให้กับโรงเรียนอนุบาลเทศบาลหนองบัวลาย ปี งบประมาณ 2557 จำนวน 9 ครั้ง
@ สรุปพฤติการณ์การกระทำความผิด
การทุจริตงบอาหารกลางวัน:
จำเลยที่ 1 ใช้สถานะนายกเทศมนตรีเข้าไปมีส่วนได้เสียในการจัดซื้อวัตถุดิบอาหารกลางวันสำหรับโรงเรียนเทศบาลหนองบัวลายและโรงเรียนอนุบาลเทศบาลหนองบัวลาย ในปีงบประมาณ 2557
การใช้ตัวแทนอำพราง:
จำเลยที่ 1 สั่งการให้เจ้าหน้าที่จัดซื้อวัตถุดิบกับจำเลยที่ 3 โดยนำสำเนาเอกสารส่วนตัวของจำเลยที่ 3 มาใช้ประกอบการทำสัญญา ทั้งที่ทราบดีว่าจำเลยที่ 3 ไม่ได้ประกอบอาชีพขายวัตถุดิบอาหารและไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการจัดส่งสินค้าจริง
กระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง:
มีการทำสัญญาโดยวิธีตกลงราคาจำนวนหลายครั้ง (เช่น ของโรงเรียนเทศบาลหนองบัวลาย รวม 10 ครั้ง) โดยจำเลยที่ 1 เป็นผู้อนุมัติโครงการและสั่งซื้อด้วยตนเอง
การควบคุมการเงิน :
จำเลยที่ 2 นำจำเลยที่ 3 ไปเปิดบัญชีธนาคารพร้อมทำบัตรเอทีเอ็ม เพื่อรอรับเงินค่าวัตถุดิบจากเทศบาล โดยจำเลยที่ 2 เป็นผู้ถือบัตรเอทีเอ็มไว้เองและร่วมกับจำเลยที่ 1 ในการเบิกถอนเงินจากบัญชีดังกล่าวโดยมิชอบ
เบื้องต้น ในการพิจารณาคดี จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การรับสารภาพ ส่วนจำเลยที่ 3 ให้การปฏิเสธ แต่หลังจากผ่านกระบวนพิจารณศูนย์คุ้มครองสิทธิแล้ว จำเลยที่ 3 แถลงขอถอนคำให้การเดิม และให้การใหม่เป็นรับภาพ
ก่อนที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 3 จะมีคำพิพากษาดังนี้
1.นางสาวพิณรดาวรรณ หรือนางสาวรัตต์ณาพร เล่าสถาพรสิริโชติ หรือนางสาวบุษราพร เล่าสถาพร จำเลยที่ 1 นางสาวปทุม คุ้มบัว จำเลยที่ 2 และนางสาวเชื้อ แสงนอก จำเลยที่ 3 มีความผิดตามกฎหมาย ลงโทษตามมาตรา 151
ลงโทษจำคุกนางสาวพิณรดาวรรณ หรือนางสาวรัตต์ณาพร เล่าสถาพรสิริโชติ หรือนางสาวบุษราพร เล่าสถาพร จำเลยที่ 1 กระทงละ 5 ปี ปรับกระทงละ 40,000 บาท รวม 19 กระทง เป็นจำคุกรวม 95 ปี และปรับ 760,000 บาท
ลงโทษจำคุกนางสาวปทุม คุ้มบัว จำเลยที่ 2 และนางสาวเชื้อ แสงนอก จำเลยที่ 3 คนละ 3 ปี 4 เดือน และปรับกระทงละคนละ 26,666.66 บาท รวม 19 กระทง เป็นจำคุกคนละ 57 ปี 76 เดือน และปรับคนละ 506,666.54 บาท
2.จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพ ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่ง จำเลยที่ 1 คงจำคุก 38 ปี 114 เดือน และปรับ 380,000 บาท
ส่วนจำเลยที่ 2 และ 3 คงจำคุกคนละ 28 ปี 44 เดือน และปรับคนละ 253,333.27 บาท
อย่างไรก็ดี จากการพิเคราะห์รายงานการสืบเสาะและพินิจจำเลยทั้งสามแล้ว ไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสามเคยต้องโทษจำคุกมาก่อน ส่งมอบวัตถุดิบในการประกอบอาหารกลางวันให้แก่นักเรียนครบถ้วนตามสัญญา วางเงินบรรเทาผลร้ายตามจำนวนที่เบิกจ่ายไป
จึงให้รอการลงโทษจำคุกไว้คนละ 3 ปี ให้คุมความประพฤติไว้กำหนดคนละ 2 ปี
ขณะที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีการประชุมเมื่อวันที่ 21 มกราคม 2569 มีมติเห็นชอบขอความอนุเคราะห์อัยการสูงสุด (อสส.) อุทธรณ์คำพิพากษาให้ลงโทษจำคุกโดยไม่รอการลงโทษ
บทสรุปสุดท้ายการต่อสู้คดีนี้เป็นอย่างไร ติดตามดูกันต่อไป




