เผยมติ ป.ป.ช. ชี้มูล 'ประภัย เพ็ชร์สุวรรณ์' อดีตนายก อบต.วัดขนุน สงขลา พร้อมพวกรวม 3 ราย ทุจริตจัดซื้อถุงยังชีพน้ำท่วม 2,800 ถุง พฤติการณ์ทำนิติกรรมอำพราง ใช้เอกสารปลอมในช่วงกำหนดราคากลาง เสนอราคา หลังจากเบิกจ่ายมีการนำเงินกลับไปส่งให้นายก-รองประธานสภาฯ อบต. ร่วม 1.3 ล้าน - ส่งสำนวน อสส. ฟ้องร้องคดีอาญาตามขั้นตอนทางกฏหมาย บางมาตราขาดอายุความแล้ว -ยังมีสิทธิ์ต่อสู้คดีในชั้นศาลได้อีก
สำนักข่าว Next News รายงานว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้เผยแพร่มติคณะกรรมการ ป.ป.ช. ชุดใหญ่ พิจารณาสำนวนคดีกล่าวหา นายประภัย เพ็ชร์สุวรรณ์ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งนายก อบต.วัดขนุน อำเภอสิงนคร จังหวัดสงขลา กับพวก กรณีทุจริตจัดซื้อถุงยังชีพเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย จำนวน 2,800 ถุง เป็นทางการ
โดยที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติเป็นเอกฉันท์ ด้วยคะแนนเสียง 7 เสียง ในกรณีผู้ถูกกล่าวหาแต่ละราย ดังนี้
1.การกระทำของนายประภัย เพ็ชร์สุวรรณ์ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 มีมูลความผิดทางอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 มาตรา 152 และมาตรา 157 ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 100 (1) ประกอบมาตรา 122 และมาตรา 123/1 แต่ความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 100 (1) ประกอบมาตรา 122 ได้ขาดอายุความแล้ว สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไป ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (6) จึงให้ยุติการดำเนินคดีอาญาในฐานความผิดนี้ และมีมูลความผิด ตามพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ.2537 และแก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 64/2 (3) และมาตรา 92
2.การกระทำของนายณรงค์ ต้องมิตร ผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 มีมูลความผิดทางอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 และมาตรา 157 ประกอบมาตรา 86 ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 123/1 แต่ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ประกอบมาตรา 86 ได้ขาดอายุความแล้ว สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไป ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (6) จึงให้ยุติการดำเนินคดีอาญาในฐานความผิดนี้ และมีมูลความผิด ตามพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ.2537 และแก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 92
3.การกระทำของนางจำเนียร โชติช่วง ผู้ถูกกล่าวหาที่ 5 มีมูลความผิดทางอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 ประกอบมาตรา 86 และมาตรา 157 ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 123/1 และมีมูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง ตามประกาศคณะกรรมการพนักงานส่วนตำบลจังหวัดสงขลา เรื่อง หลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการสอบสวน การลงโทษทางวินัย การให้ออกจากราชการ การอุทธรณ์ และการร้องทุกข์ ลงวันที่ 9 ธันวาคม พ.ศ.2544 ประกอบประกาศคณะกรรมการพนักงานส่วนตำบล จังหวัดสงขลา เรื่อง หลักเกณฑ์และเงื่อนไขเกี่ยวกับวินัยและการรักษาวินัย และการดำเนินการทางวินัย พ.ศ.2558 ข้อ 7 วรรคสอง และข้อ 10 วรรคสอง
4.ส่วนนายพิชัย ศรีนวลขาว ผู้ถูกกล่าวหาที่ 4 จากการไต่สวนเบื้องต้น ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่จะฟังได้ว่า ได้กระทำความผิดตามที่กล่าวหา ข้อกล่าวหาไม่มีมูล ให้ข้อกล่าวหาตกไป
โดยให้กันนายเกียรติฉัตร ชูมณี ผู้ถูกกล่าวหาที่ 3 ไว้เป็นพยานโดยไม่ดำเนินคดี ตามประกาศคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขในการกันบุคคลไว้เป็นพยานโดยไม่ดำเนินคดี พ.ศ.2561
สำหรับคดีนี้มีพฤติการณ์ในการกระทำความผิดคือ ในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน 2556 มีฝนตกต่อเนื่องในพื้นที่จังหวัดสงขลา
โดยพื้นที่ตำบลวัดขนุนเป็นเขตให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉินทั้งตำบล นายประภัย เพ็ชร์สุวรรณ์ เมื่อครั้งดำรงค์ตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนตำบลวัดขนุน จึงได้ประชุมผู้บริหารเพื่อจัดทำโครงการแจกจ่ายถุงยังชีพเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมชีพจำนวน 2,800 ชุด โดยอนุมัติจ่ายขาดเงินสะสมเพื่อดำเนินการจัดซื้อถุงยังชีพจำนวน 2,800 ชุด โดยนายประภัย เพ็ชร์สุวรรณ์ได้ไปดำเนินการติดต่อขอใบเสนอราคาของบุคคลที่ประกอบอาชีพค้าขายสินค้าอุปโภคบริโภคในพื้นที่ตำบลวัดขนุน
ต่อมานางจำเนียร โชติช่วง เจ้าหน้าที่พัสดุ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 5 จัดซื้อถุงยังชีพจำนวน 2,800 ชุด ในราคากลางถุงละ510 บาท ซึ่งมีความจำเป็นเร่งด่วนจึงสั่งการให้ดำเนินการโดยวิธีพิเศษ ตามความเห็นของนายประภัย เพ็ชรสุวรรณ์ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ซึ่งสินค้าสำหรับบรรจุถุงยังชีพ มีราคาสูงกว่าราคาเฉลี่ยที่หน่วยงานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่นจัดซื้อ อีกทั้งแต่ไม่สามารถกำหนดจำนวนที่ชัดเจนของแต่ละยี่ห้อได้ ตามที่ได้กำหนดคุณลักษณะ และขอบเขตของราคากลาง
จากการตรวจสอบเอกสารประกอบการจัดซื้อถุงยังชีพขององค์การบริหารส่วนตำบลวัดขนุน พบว่ามีการดำเนินการไม่ถูกต้องตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการพัสดุของหน่วยการบริหารราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มีการใช้เอกสารปลอมทั้งในขั้นตอนการกำหนดราคากลาง และการเสนอราคา และมีลักษณะเป็นการทำนิติกรรมอำพรางโดยไม่มีการจัดซื้อถุงยังชีพจากผู้ขายที่ทำสัญญาซื้อขายกับทางองค์การบริหารส่วนตำบลวัดขนุนจริง
นายณรงค์ ต้องมิตร ประธานสภาองค์การบริหารส่วนตำบลวัดขนุน ผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 เป็นผู้ติดต่อให้นายเกียรติฉัตร ชูมณี เจ้าของร้านท่าออกมินิมาร์ท ผู้ถูกกล่าวหาที่ 3 เสนอราคาขายถุงยังชีพให้แก่องค์การบริหารส่วนตำบลวัดขนุนและเป็นผู้จัดหาสินค้า ซึ่งสินค้าที่นำมาบรรจุเป็นถุงยังชีพนั้น ไม่ได้นำมาจากร้านของตนเนื่องจาก
ต้องใช้สินค้าเป็นจำนวนมาก สองพันกว่าชุด ซึ่งสินค้าในร้านตนมีไม่เพียงพอ โดยผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 และนายณรงค์ ต้องมิตร ประธานสภาองค์การบริหารส่วนตำบลวัดขนุน ผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 เป็นผู้จัดหามา โดยมิได้มีการบรรจุหรือจัดทำเป็นถุงยังชีพสำเร็จรูปมาจากร้านของตนแต่อย่างใด
ภายหลังจากมีการเบิกจ่ายเงินตามสัญญาซื้อขายดังกล่าว จำนวน 1,399,860 บาทผู้ถูกกล่าวหาที่ 3 ได้ถอนเงินจำนวนดังกล่าวทั้งหมดออกจากบัญชี ทั้งนี้ เพื่อนำไปมอบให้ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 และนายณรงค์ ต้องมิตร ประธานสภาองค์การบริหารส่วนตำบลวัดขนุน ผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 ตามที่ตกลงกันไว้
ในส่วนของนายพิชัย ศรีนวลขาว ผู้ถูกกล่าวหาที่ 4 ซึ่งเป็นผู้นำเอกสารของร้านวลัยลักษณ์พาณิชย์ มาให้ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ซึ่งผู้ถูกกล่าวหาที่ 4 เพิ่งย้ายมาดำรงตำแหน่งช่างโยธา ระดับ 4 สังกัดกองช่าง องค์การบริหารส่วนตำบลวัดขนุน ซึ่งเป็นเวลาก่อนจัดซื้อถุงยังชีพเพียง 1 เดือน และเอกสารที่นำไปให้นั้นเป็นเพียงสำเนาเอกสารที่ไม่ได้มีการลงลายมือชื่อรับรองสำเนา และเหตุที่นำเอกสารของทางร้านวลัยลักษณ์พาณิชย์ไปให้ก็เพื่อตรวจสอบคุณสมบัติว่าสามารถเข้าเป็นคู่สัญญาได้หรือไม่
โดยไม่ปรากฏพฤติการณ์ว่าผู้ถูกกล่าวหาที่ 4 จะได้ดำเนินการอย่างใด ๆ อันเป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกแก่ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ในการกระทำความผิด
เบื้องต้น คณะกรรมการ ป.ป.ช. ให้ส่งรายงาน สำนวนการไต่สวน เอกสารหลักฐาน สำเนาอิเล็กทรอนิกส์ และคำวินิจฉัยไปยังอัยการสูงสุด (อสส.) เพื่อดำเนินคดีอาญาในศาลซึ่งมีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีต่อไป
อย่างไรก็ดี การชี้มูลความผิดของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ยังไม่ถือเป็นที่สุด ผู้ถูกกล่าวหายังเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าจะมีคำพิพากษาของศาลอันถึงที่สุด




