จำนวนรวมทั้งสิ้น 19 ครั้ง ยอดเงินที่ถูกถอนออกไปรวมเป็นเงินจำนวน 6,329,520 บาท ซึ่งการถอนเงินดังกล่าวไม่ได้เป็นการนำไปใช้จ่ายเพื่อกิจกรรมทางการเมืองตามที่กฎหมายกำหนด แต่เป็นการนำเงินซึ่งเป็นทรัพย์สินของพรรคการเมืองไปใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตัวของจำเลยหรือบุคคลอื่น การกระทำนี้ถือเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 87 วรรคหนึ่ง อย่างชัดเจน และเป็นความผิดที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในพื้นที่ตำบลขุนโขลนและตำบลพุคำจาน อำเภอพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี
หมายเหตุ สำนักข่าว Next News: สืบเนื่องจากที่ปรากฏเป็นข่าวว่าศาลจังหวัดสระบุรีได้มีคำพิพากษาในคดีหมายเลขดำที่ อ1131131/2568 คดีหมายเลขแดงที่ อ124/2569 ลงโทษจำคุก นายพีระวิทย์ เรื่องลือดลภาค อดีตหัวหน้าพรรคไทรักธรรมกับพวก กรณีได้มีการนำหรือยินยอมให้บุคคลอื่นนำเงินหรือทรัพย์สินของพรรคการเมืองไปใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตัวหรือใช้เพื่อการอื่นใดอันเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 87 ประกอบมาตรา 132 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธธรรมนูญ ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 และพรรคไทรักธรรมได้รายงานการใช้จ่ายเงินอุดหนุนด้วยข้อความอันเป็นเท็จทั้งหมดหรือบางส่วน เป็นเวลา 5 ปี จำเลยให้การรับสารภาพลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 2 ปี 6 เดือน

ศาลสั่งจำคุก 2.6 ปี อดีตหัวหน้าพรรคไทรักธรรม ยักยอกเงินหลวง-รายงานเท็จ
ศาลสั่งจำคุก 2.6 ปี อดีตหัวหน้าพรรคไทรักธรรม ยักยอกเงินหลวง-รายงานเท็จ
สำนักข่าว Next News จึงได้นำเอารายละเอียดสรุปคำพิพากษามานำเสนอ มีรายละเอียดดังนี้
บทนำและสถานะทางกฎหมายของจำเลยในคดี
คดีนี้เริ่มต้นจากการที่พนักงานอัยการจังหวัดสระบุรีเป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายพีระวิทย์ หรือรณพวิชญ์ เรื่องลือดลภาค หรือชะยะ ในฐานะที่จำเลยดำรงตำแหน่งเป็นหัวหน้าพรรคไทรักธรรมและเป็นกรรมการบริหารพรรค จากพยานหลักฐานพบว่าจำเลยครองตำแหน่งดังกล่าวมาตั้งแต่วันที่ 22 มีนาคม 2562 ตามประกาศนายทะเบียนพรรคการเมือง และปฏิบัติหน้าที่เรื่อยมาจนกระทั่งพรรคถูกยุบตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2565 ในระหว่างที่ปฏิบัติหน้าที่นั้น จำเลยมีอำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบโดยตรงในการบริหารจัดการกิจกรรมของพรรคการเมือง รวมถึงการจัดการทรัพย์สินและเงินงบประมาณที่พรรคได้รับ โดยเฉพาะเงินอุดหนุนจากกองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมือง ซึ่งถือเป็นเงินที่มีวัตถุประสงค์เฉพาะเจาะจงตามกฎหมาย
เจตนารมณ์ของกฎหมายและหลักการบริหารเงินอุดหนุนพรรคการเมือง
ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 เงินจากกองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมืองถูกจัดตั้งขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นทุนหมุนเวียนและค่าใช้จ่ายในการสนับสนุนพรรคการเมืองในมิติต่าง ๆ กฎหมายกำหนดให้เงินส่วนนี้ต้องถูกนำไปใช้เพื่อประโยชน์ในการหาเสียงเลือกตั้ง การจัดกิจกรรมทางการเมืองของพรรค สาขาพรรค หรือตัวแทนพรรคประจำจังหวัด รวมถึงการพัฒนาพรรคการเมืองและสมาชิกให้มีคุณภาพและคุณธรรม นอกจากนี้ยังครอบคลุมถึงการส่งเสริมความรู้ด้านการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขแก่ประชาชน กฎหมายบังคับอย่างเคร่งครัดว่าพรรคการเมืองที่ได้รับเงินอุดหนุนต้องจัดทำรายงานการใช้จ่ายเงินเสนอต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ทุกเดือน และเงินเหล่านี้ต้องไม่ถูกนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่นนอกเหนือจากการดำเนินงานของพรรคการเมืองตามที่ระบุไว้ในมาตรา 87 และมาตรา 88
พฤติการณ์การกระทำความผิดและการยักยอกเงินกองทุน
เหตุการณ์ที่เป็นมูลเหตุแห่งการฟ้องร้องเกิดขึ้นในช่วงเวลาระหว่างวันที่ 26 กรกฎาคม 2564 ถึงวันที่ 15 ตุลาคม 2564 ในช่วงเวลาดังกล่าว จำเลยในฐานะหัวหน้าพรรคได้ร่วมกับเหรัญญิกพรรคดำเนินการถอนเงินอุดหนุนจากบัญชีธนาคารกรุงไทย สาขาพระพุทธบาท ซึ่งเป็นชื่อบัญชีของพรรคไทรักธรรม (กองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมือง)
จำนวนรวมทั้งสิ้น 19 ครั้ง ยอดเงินที่ถูกถอนออกไปรวมเป็นเงินจำนวน 6,329,520 บาท ซึ่งการถอนเงินดังกล่าวไม่ได้เป็นการนำไปใช้จ่ายเพื่อกิจกรรมทางการเมืองตามที่กฎหมายกำหนด แต่เป็นการนำเงินซึ่งเป็นทรัพย์สินของพรรคการเมืองไปใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตัวของจำเลยหรือบุคคลอื่น การกระทำนี้ถือเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 87 วรรคหนึ่ง อย่างชัดเจน และเป็นความผิดที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในพื้นที่ตำบลขุนโขลนและตำบลพุคำจาน อำเภอพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี
ความผิดปกติในการรายงานและการปกปิดข้อเท็จจริงต่อ กกต.
สิ่งที่ทำให้การกระทำความผิดเด่นชัดขึ้นคือการที่จำเลยพยายามปกปิดข้อเท็จจริงด้วยการรายงานเท็จต่อเลขาธิการ กกต. จำเลยได้จัดทำรายงานเงินอุดหนุนคงเหลือพร้อมดอกผลประจำปี 2564 โดยระบุว่าพรรคไทรักธรรมยังมีเงินคงเหลือเป็นจำนวน 6,719,767.64 บาท และอ้างว่าจะนำเงินจำนวนนี้ไปใช้จ่ายในปีถัดไป อย่างไรก็ตาม เมื่อมีการเรียกตรวจสอบจำเลยกลับไม่สามารถแสดงรายละเอียดการใช้จ่ายเงินจำนวนกว่า 6.3 ล้านบาทที่หายไปได้ และไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าเงินเหล่านั้นยังคงอยู่ในบัญชีธนาคารหรืออยู่ในรูปแบบเงินสด ความผิดปกตินี้เห็นได้ชัดจากการที่จำเลยแจ้งต่อ กกต. หลายครั้งว่ายังไม่ได้นำเงินไปใช้บริหารพรรค ซึ่งเป็นเรื่องที่ผิดวิสัยของการดำเนินกิจกรรมพรรคการเมืองตามปกติ
กระบวนการสืบสวนและพยานหลักฐานมัดตัวจำเลย
ในการพิจารณาคดี ศาลได้พิเคราะห์พยานหลักฐานจากฝ่ายโจทก์ซึ่งประกอบด้วยพยานบุคคลที่เป็นเจ้าหน้าที่รัฐระดับสูงจาก กกต. ได้แก่ หัวหน้างานสืบสวนสอบสวนพรรคการเมืองประจำจังหวัดสระบุรี ผู้อำนวยการประจำสำนักงาน กกต. ประจำจังหวัดบึงกาฬ และลูกจ้างประจำของสำนักงาน กกต. พยานเหล่านี้มีหน้าที่โดยตรงในการตรวจสอบค่าใช้จ่ายเงินอุดหนุนและได้เบิกความสอดคล้องกันว่ามีการถอนเงินออกไปจริงจนเหลือเงินติดบัญชีเพียง 247 บาท นอกจากนี้ยังมีพยานหลักฐานสำคัญคือใบถอนเงินของธนาคารกรุงไทยซึ่งปรากฏลายมือชื่อของจำเลยอย่างชัดเจน ศาลเห็นว่าพยานฝ่ายโจทก์เป็นเจ้าหน้าที่รัฐที่ปฏิบัติหน้าที่ตามความรับผิดชอบ ไม่มีเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน จึงไม่มีมูลเหตุที่จะให้ร้ายจำเลย คำเบิกความจึงมีความน่าเชื่อถือและรับฟังได้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน
คำพิพากษาของศาลและการกำหนดโทษ
เมื่อพิจารณาจากพยานหลักฐานทั้งหมดประกอบกับคำให้การของจำเลยในชั้นพิจารณาที่ได้ให้การรับสารภาพตามฟ้อง ศาลจังหวัดสระบุรีจึงวินิจฉัยว่าจำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 มาตรา 87 วรรคหนึ่ง และมาตรา 132 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ศาลได้กำหนดโทษจำคุกจำเลยเป็นเวลา 5 ปี อย่างไรก็ตาม เนื่องจากการที่จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาคดีอย่างมาก ถือเป็นเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ศาลจึงมีคำสั่งลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงเหลือโทษจำคุกจำเลยมีกำหนด 2 ปี 6 เดือน โดยคำพิพากษานี้ถือเป็นการยืนยันความผิดในฐานะหัวหน้าพรรคการเมืองที่ทุจริตต่อเงินอุดหนุนของรัฐ




