ป.ป.ช.เผยแพร่ความคืบหน้าผลคดีกล่าว 'สมภพ อินต๊ะรักษา' อดีตผอ.ศูนย์อุทกวิทยาชลประทานภาคเหนือตอนล่าง -พวก ร่วมกันเบิกค่าใช้จ่ายเดินทางไปราชการของ จนท.เกินความเป็นจริง ไม่ได้นำส่งคืนคลังตามระเบียบ ล่าสุด ศาลอาญาคดีทุจริตประพฤติมิชอบภาค 6 พิพากษาลงโทษจำคุกคนละ 150 เดือน - ปรับ 25,000 บาท หลังรับสารภาพ -ไม่ได้นำไปใช้ประโยชน์ส่วนตัว ปฏิบัติราชการด้วยดีตลอดอยู่ในวิสัยปรับปรุงตัวได้ ให้รอลงอาญา 1 ปี
สำนักข่าว Next News รายงานว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ เว็บไซต์สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้เผยแพร่ความคืบหน้าผลคดีกล่าวหา นายสมภพ อินต๊ะรักษา เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งนักอุทกวิทยาชำนาญการพิเศษ ปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการศูนย์อุทกวิทยาชลประทานภาคเหนือตอนล่าง (เคยดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการศูนย์อุทกวิทยาและบริหารน้ำภาคเหนือตอนล่าง) กับพวก คือ นายสุรินทร์ พุฒมาลา ร่วมกันเบิกเงินค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการของเจ้าหน้าที่ภายในศูนย์อุทกวิทยาชลประทานภาคเหนือตอนล่างเกินกว่าความเป็นจริง และไม่ได้นำส่งคืน คลังตามระเบียบโดยมิชอบ ซึ่งถูกคณะกรรมการ ป.ป.ช. ลงมติชี้มูลความผิดทางอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 162 (1) และ (4) ตั้งแต่เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2567 ที่ผ่านมา
ล่าสุด เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2568 ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 6 มีคำพิพากษาดังนี้
1.นายสมภพ อินต๊ะรักษา จำเลยที่ 1 และ นายสุรินทร์ พุฒมาลา จำเลยที่ 2 มีความผิดตามกฎหมาย ลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสอง กระทงละ 1 ปี และปรับคนละ 2,000 บาท รวม 25 กระทง
2.จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่ง คงจำคุกกระทงละ 6 เดือนและปรับกระทงละ 1,000 บาท รวม 25 กระทง เป็นจำคุกคนละ 150 เดือน และปรับคนละ 25,000 บาท
3.พิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดี ประกอบคำรับสารภาพของจำเลยแล้วเห็นว่า เงินส่วนที่ขอเบิกเกินกว่าความเป็นจริงในแต่ละครั้งถือว่าเป็นจำนวนไม่มากนัก ทั้งไม่ปรากฏข้อเสียหายประการอื่น และเงินดังกล่าวไม่ได้นำไปใช้เป็นประโยชน์ส่วนตัว นำไปไว้เป็นเงินกองกลาง เป็นประโยชน์ต่อหน่วยงาน ไม่เคยกระทำความผิดมาก่อน ปฏิบัติราชการด้วยดีตลอด พฤติการณ์อยู่ในวิสัยที่จะปรับปรุงตัวได้
โทษจำคุกเห็นสมควรให้รอการลงโทษไว้คนละ 1 ปี
เบื้องต้น คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีการประชุมเมื่อวันที่ 28 มกราคม 2569 เห็นชอบตามที่อัยการสูงสุด (อสส.) หารือจะไม่อุทธรณ์คำพิพากษาศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 6
สำหรับประมวลกฏหมายอาญา มาตรา มาตรา 162 ระบุว่า ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่ทำเอกสาร รับเอกสารหรือกรอกข้อความลงในเอกสาร กระทำการดังต่อไปนี้ในการปฏิบัติการตามหน้าที่
(1) รับรองเป็นหลักฐานว่า ตนได้กระทำการอย่างใดขึ้น หรือว่าการอย่างใดได้กระทำต่อหน้าตนอันเป็นความเท็จ
(2) รับรองเป็นหลักฐานว่า ได้มีการแจ้งซึ่งข้อความอันมิได้มีการแจ้ง
(3) ละเว้นไม่จดข้อความซึ่งตนมีหน้าที่ต้องรับจด หรือจดเปลี่ยนแปลงข้อความเช่นว่านั้น หรือ
(4) รับรองเป็นหลักฐานซึ่งข้อเท็จจริงอันเอกสารนั้น มุ่งพิสูจน์ความจริงอันเป็นความเท็จ
วรรคสอง ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินเจ็ดปี และปรับไม่เกินหนึ่งแสนสี่หมื่นบาท

เอกสารแสดงผลคดีของ ป.ป.ช.




