News Logo
หน้าแรก
เปิดคำพิพากษายกฟ้องคดีรถส่วนกลาง ยังรับฟังไม่ได้ว่าทุจริต 'อานนท์' รอด

เปิดคำพิพากษายกฟ้องคดีรถส่วนกลาง ยังรับฟังไม่ได้ว่าทุจริต 'อานนท์' รอด

3 เม.ย. 2569 11:15
ผู้ชม 92 คน

"...เมื่อจำเลยได้รับค่าตอบแทนอัตราเงินเดือนประจำ เดือนละ 150,000 บาท และผลประโยชน์ตอบแทนอื่นในอัตราร้อยละ 25 ของเงินเดือนประจำ เป็นเงิน 37,500 บาท รวม 187,500 บาท โดยผลประโยชน์ตอบแทนอื่นเป็นเงินรายเดือนในอัตราไม่เกินร้อยละ 25 ของเงินเดือนประจำนั้น ได้ครอบคลุมถึงค่าพาหนะหรือรถประจำตำแหน่งแล้ว และหมายความรวมถึงการได้รับเงินค่าตอบแทนแทนการได้รถประจำตำแหน่งด้วย ซึ่งเทียบเท่ากับการได้รับรถประจำตำแหน่งแล้ว จำเลยจึงไม่มีสิทธิใช้รถส่วนกลางของ สทอภ. แต่อย่างใด..."

กรณี นายอานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา อดีตผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) ถูกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้มูลความผิดกรณีใช้รถยนต์ส่วนกลาง ทั้งที่ ได้รับค่าตอบแทนอัตราเงินเดือนประจำ เดือนละ 150,000 บาท และผลประโยชน์ตอบแทนอื่น รวมถึงค่าพาหนะหรือรถยนต์ประจำตำแหน่งในอัตราร้อยละ 25 ของเงินเดือนประจำ จำนวน 37,500 บาท รวมเป็นเงินจำนวน 187,500 บาท

สำนักข่าว Next News รายงานความคืบหน้าล่าสุดไปแล้วว่า เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2569 ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง มีคำพิพากษายกฟ้องคดีนี้ เนื่องจากพิจารณาเอกสารหลักฐาน คำให้การเป็นพยานแล้ว เชื่อว่าการที่จำเลยขออนุมัติใช้รถส่วนกลางดังกล่าวเป็นไปโดยสุจริต ไม่ได้นำรถส่วนกลางไปใช้เสมือนเป็นรถประจำตำแหน่ง การใช้รถส่วนกลางในแต่ละครั้งเพื่อไปปฏิบัติภารกิจของ สทอภ. เท่านั้น ไม่ได้นำไปใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตนแต่อย่างใด

ภาพประกอบรายงาน

ภาพประกอบรายงาน

เพื่อให้สาธารณชนได้รับทราบข้อมูลเกี่ยวกับคดีนี้มากขึ้น

สำนักข่าว Next News นำรายละเอียดคำพิพากษาคดีนี้ มาเสนอให้สาธารณชนได้รับทราบข้อเท็จจริงโดยทั่วกัน ณ ที่นี้

คดีนี้ อัยการสูงสุด โดยพนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีปราบปรามการทุจริต เป็น โจทก์ (ฟ้องแทน ป.ป.ช.) นายอานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา จำเลย

เรื่อง ความผิดต่อพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ ความผิดต่อพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต

@ เปิดคำฟ้องโจทก์

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 19 มกราคม 2555 จำเลยได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) (สทอภ.) ผู้เสียหาย ตั้งแต่วันที่ 23 มกราคม 2555 วาระอยู่ในตำแหน่งคราวละ 4 ปี มีอำนาจหน้าที่บริหารสำนักงานให้เป็นไปตามกฎหมาย วัตถุประสงค์ ระเบียบ ข้อบังคับ ข้อกำหนด ประกาศ นโยบาย มติคณะกรรมการบริหาร สทอภ. มติคณะรัฐมนตรี และเป็นผู้บังคับบัญชาของเจ้าหน้าที่และลูกจ้างทุกตำแหน่ง ตามพระราชกฤษฎีกาการจัดตั้งสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) พ.ศ. 2543 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 28 จำเลยจึงเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ

ตามสัญญาการปฏิบัติงานในตำแหน่งผู้อำนวยการ สทอภ. กำหนดให้จำเลยได้รับค่าตอบแทนอัตราเงินเดือนประจำ เดือนละ 150,000 บาท และผลประโยชน์ตอบแทนอื่นในอัตราร้อยละ 25 ของเงินเดือนประจำ และข้อ 5 ของสัญญาดังกล่าวกำหนดว่า

“ผู้อำนวยการไม่มีสิทธิได้รับเบี้ยประชุม ไม่มีสิทธิได้รับเงินสำรองเลี้ยงชีพ และไม่มีสิทธิได้รับสวัสดิการจากสำนักงานอีกนอกจากค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปปฏิบัติภารกิจให้สำนักงาน หรือผลประโยชน์ตอบแทนอื่นตามที่สำนักงานกำหนด”

โดยจำเลยได้รับเงินเดือน 150,000 บาท และค่าตอบแทนอื่น 37,500 บาท รวมเป็นเงิน 187,500 บาท ซึ่งตามพระราชบัญญัติองค์การมหาชน พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 34 บัญญัติว่า

“ให้คณะกรรมการเป็นผู้กำหนดอัตราเงินเดือนและประโยชน์ตอบแทนอื่นของผู้อำนวยการตามหลักเกณฑ์ที่คณะรัฐมนตรีกำหนด”

ทั้งนี้ ในการประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 7 กันยายน 2547 ได้มีมติเห็นชอบหลักเกณฑ์การกำหนดอัตราเงินเดือนและประโยชน์ตอบแทนอื่นของผู้อำนวยการองค์การมหาชนว่า

“ให้ผู้อำนวยการองค์การมหาชนได้รับประโยชน์ตอบแทนอื่นเป็นเงินรายเดือนในอัตราไม่เกินร้อยละ 25 ของเงินเดือนประจำ โดยครอบคลุมค่าพาหนะหรือรถประจำตำแหน่ง

จำเลย จึงไม่มีสิทธิใช้ยานพาหนะส่วนกลางขององค์การมหาชนเสมือนเป็นรถประจำตำแหน่ง

@ให้เลขาฯ เบิกใช้ 20 ครั้ง ทั้งที่ได้รับค่าตอบแทน

เมื่อระหว่างวันที่ 1 ธันวาคม 2556 ถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2558 เวลากลางวันและกลางคืนต่อเนื่องกัน จำเลยซึ่งปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้อำนวยการ สทอภ. สั่งการให้นางสาวโบว์ บรรลือ เลขานุการ ดำเนินการขออนุมัติใช้รถส่วนกลางของ สทอภ. หมายเลขทะเบียน ชฐ 5663 กรุงเทพมหานคร เดินทางไปปฏิบัติงาน ซึ่งมีนายสมหวัง อาจวิชิต และนายเมธี วงศ์สมบูรณ์ เป็นพนักงานขับรถ

นางสาวโบว์กรอกเอกสารขออนุมัติใช้รถส่วนกลางเดินทางไปปฏิบัติงานในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล เสนอต่อนางนิรมล ศรีภูมินทร์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารกลาง ซึ่งนางนิรมลอนุมัติให้ใช้รถส่วนกลางในการเดินทางไปปฏิบัติงานตามใบคำขอดังกล่าว และอนุมัติให้เบิกจ่ายค่าน้ำมันเชื้อเพลิง

โดยนางนิรมลมีอำนาจและหน้าที่ในการอนุมัติการใช้รถส่วนกลางของหน่วยงาน ตามคำสั่ง สทอภ. ซึ่งจำเลยเดินทางด้วยรถส่วนกลางเพียงคนเดียวหลายครั้ง โดยไม่ปรากฏว่ามีเจ้าหน้าที่ของ สทอภ. รายอื่นร่วมเดินทางไปด้วย อันเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน จำเลยนำรถส่วนกลางเดินทางไปปฏิบัติงานตามใบคำขอ รวม 20 ครั้ง

ทั้งนี้ จำเลยได้รับประโยชน์ตอบแทนอื่นเป็นเงินรายเดือนในอัตราไม่เกินร้อยละ 25 ของเงินเดือนประจำ โดยครอบคลุมค่าพาหนะหรือรถประจำตำแหน่งแล้ว จึงไม่มีสิทธิใช้ยานพาหนะส่วนกลางขององค์การมหาชนเสมือนเป็นรถประจำตำแหน่งอีก

@ จำเลยให้การปฏิเสธ

การกระทำของจำเลยมีมูลความผิดฐานเป็นพนักงานมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการ หรือรักษาทรัพย์ใด ๆ ใช้อำนาจในหน้าที่โดยทุจริต อันเป็นการเสียหายแก่องค์การ บริษัทจำกัด ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่น ฐานเป็นพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต และฐานเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในตำแหน่งหรือหน้าที่ หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต

จำเลยให้การปฏิเสธ

อานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา

อานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา

@ปัญหาต้องวินิจฉัยในคดี

พิเคราะห์พยานหลักฐานโจทก์และจำเลยแล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า จำเลยเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 4 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 4 และเป็นพนักงาน ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2502 มาตรา 3

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่

เห็นว่าคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีหน้าที่และอำนาจรับหรือยกเรื่องดังกล่าวขึ้นพิจารณา ซึ่งถือเป็นการดำเนินการโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว

ส่วนที่จำเลยให้การว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช. รับเรื่องกล่าวหา และมีความเห็นหรือวินิจฉัยไม่แล้วเสร็จภายในสองปีนับแต่วันเริ่มดำเนินการไต่สวน ทั้งยังไม่ปรากฏว่ามีการขอขยายระยะเวลาในการสอบสวนเพิ่มเติมตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย

เห็นว่า โจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2568 ซึ่งเป็นเวลาภายในกำหนดอายุความ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยประการต่อไปว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่

ข้อเท็จจริงได้ความในชั้นไต่สวนว่า สัญญาการปฏิบัติงานในตำแหน่งผู้อำนวยการ สทอภ. ฉบับลงวันที่ 3 พฤษภาคม 2555 กำหนดให้จำเลยได้รับค่าตอบแทนอัตราเงินเดือนประจำ เดือนละ 150,000 บาท และผลประโยชน์ตอบแทนอื่นในอัตราร้อยละ 25 ของเงินเดือนประจำ และในข้อ 5 ของสัญญาดังกล่าว กำหนดว่า

“...ผู้อำนวยการไม่มีสิทธิได้รับเบี้ยประชุม ไม่มีสิทธิได้รับเงินสำรองเลี้ยงชีพ และไม่มีสิทธิได้รับสวัสดิการจากสำนักงานอีก นอกจากค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปปฏิบัติภารกิจให้สำนักงานหรือผลประโยชน์ตอบแทนอื่นตามที่สำนักงานกำหนด”

ตามสัญญาการปฏิบัติงานในตำแหน่งผู้อำนวยการ สทอภ. และเมื่อวันที่ 7 กันยายน 2547 คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบหลักเกณฑ์การกำหนดอัตราเงินเดือนและประโยชน์ตอบแทนอื่นของผู้อำนวยการองค์การมหาชน ซึ่งกำหนดให้ผู้อำนวยการองค์การมหาชนได้รับประโยชน์ตอบแทนอื่นเป็นรายเดือน ในอัตราไม่เกินร้อยละ 25 ของเงินเดือนประจำ โดยครอบคลุมค่าพาหนะหรือรถประจำตำแหน่งแล้ว นอกจากนี้ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยรถราชการ พ.ศ. 2523 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ข้อ 13 วรรคสาม กำหนดว่า

“ห้ามผู้มีสิทธิได้รับรถประจำตำแหน่ง ซึ่งได้รับรถประจำตำแหน่งแล้วนำรถส่วนกลางไปใช้อีก เว้นแต่มีเหตุผลความจำเป็นเฉพาะคราว ทั้งนี้ ให้ระบุเหตุผลความจำเป็นที่ต้องใช้รถส่วนกลางไว้ด้วย”

ดังนั้น จำเลยซึ่งได้รับผลประโยชน์ตอบแทนอื่นในอัตราไม่เกินร้อยละ 25 ของเงินเดือนประจำ โดยครอบคลุมค่าพาหนะหรือรถประจำตำแหน่งแล้ว จึงไม่สามารถใช้รถส่วนกลางได้

แต่ขณะที่จำเลยปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวได้สั่งให้นางสาวโบว์ซึ่งเป็นเลขานุการดำเนินการขอรถส่วนกลางของ สทอภ. เพื่อไปปฏิบัติงาน และนางนิรมลซึ่งเป็นผู้อำนวยการสำนักบริหารกลางกลางอนุมัติให้จำเลยใช้รถส่วนกลาง หมายเลขทะเบียน ชฐ 5663 กรุงเทพมหานคร ในการเดินทางไปปฏิบัติงานตามใบคำขอหลายครั้ง ซึ่งจำเลยเดินทางด้วยรถส่วนกลางเพียงคนเดียว

โดยไม่ปรากฏว่ามีเจ้าหน้าที่ของ สทอภ. รายอื่นร่วมเดินทางไปด้วย

เห็นว่า โครงสร้างค่าตอบแทนที่จำเลยได้รับเดือนละ 187,500 บาท ประกอบด้วย ค่าตอบแทนพื้นฐานในส่วนของเงินเดือนประจำ เดือนละ 150,000 บาท และประโยชน์ตอบแทนอื่นที่จ่ายเป็นตัวเงินและจ่ายเป็นรายเดือนไม่เกินร้อยละ 25 ของอัตราเงินเดือน เป็นเงิน 37,500 บาท

แต่ขณะนั้นทาง สทอภ. ไม่มีระเบียบเกี่ยวกับรถยนต์ราชการหรือรถส่วนกลางกำหนดเอาไว้ ซึ่งตามพระราชกฤษฎีกาการจัดตั้งสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) พ.ศ. 2543 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 46 บัญญัติว่า

“ในระหว่างที่ยังไม่มีระเบียบ ข้อบังคับ ประกาศหรือข้อกำหนดของสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ ให้นำระเบียบ ข้อบังคับ ประกาศ หรือข้อกำหนดของสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ และสำนักงานปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม กระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม ในส่วนที่เกี่ยวกับการปฏิบัติงานตามวัตถุประสงค์หรืออำนาจหน้าที่ที่จะเป็นของสำนักงาน ตามพระราชกฤษฎีกานี้ที่ใช้อยู่ในวันก่อนวันที่พระราชกฤษฎีกานี้ใช้บังคับมาใช้บังคับโดยอนุโลม”

ซึ่งพยานโจทก์ปากนายนิติเบิกความว่า หน่วยงานดังกล่าวอยู่ภายใต้บังคับของระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยรถราชการ พ.ศ. 2523 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2530 ถึง (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2545 ดังนี้

เมื่อไม่ปรากฏข้อเท็จจริงเป็นอย่างอื่น จึงถือได้ว่า สทอภ. ต้องนำระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยรถราชการ พ.ศ. 2523 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาใช้บังคับด้วยเช่นกัน

โดยตามระเบียบดังกล่าวในข้อ 4 คำว่า

“ส่วนราชการ” หมายความว่า กระทรวง ทบวง กรม สำนักงานหรือหน่วยงานอื่นใดของรัฐ ทั้งในส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค หรือในต่างประเทศ แต่ไม่รวมถึงรัฐวิสาหกิจ หน่วยงานตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการส่วนท้องถิ่น หรือหน่วยงานอื่นซึ่งมีกฎหมายบัญญัติให้มีฐานะเป็นราชการบริหารส่วนท้องถิ่น

“รถประจำตำแหน่ง” หมายความว่า รถยนต์ที่ทางราชการจัดให้แก่ข้าราชการผู้ดำรงตำแหน่งตามที่กำหนดไว้ในระเบียบนี้

“รถส่วนกลาง” หมายความว่า รถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ที่จัดไว้เพื่อกิจการอันเป็นส่วนรวมของส่วนราชการ

และข้อ 13 วรรคหนึ่ง กำหนดว่า

“รถประจำตำแหน่งให้ใช้ในการปฏิบัติราชการในตำแหน่งหน้าที่ หรือที่ได้รับมอบหมายโดยชอบ หรืองานที่เกี่ยวเนื่องโดยตรงกับงานในตำแหน่งหน้าที่หรือฐานะที่ดำรงตำแหน่งนั้น รวมตลอดถึงการใช้เพื่อเดินทางไป-กลับระหว่างที่พักและสำนักงาน และเพื่อการอื่นที่จำเป็นและเหมาะสมแก่การดำรงตำแหน่งหน้าที่ในหมู่ข้าราชการและสังคม”

วรรคสอง กำหนดว่า “รถส่วนกลาง รถรับรอง และรถรับรองประจำจังหวัด ให้ใช้เพื่อกิจการอันเป็นส่วนรวมของส่วนราชการ หรือเพื่อประโยชน์ของทางราชการ ตามหลักเกณฑ์ที่ส่วนราชการเจ้าของรถนั้นกำหนดขึ้น”

วรรคสาม กำหนดว่า “ห้ามผู้มีสิทธิได้รับรถประจำตำแหน่ง ซึ่งได้รับรถประจำตำแหน่งแล้วนำรถส่วนกลางไปใช้อีก เว้นแต่มีเหตุผลความจำเป็นเฉพาะคราว ทั้งนี้ ให้ระบุเหตุผลความจำเป็นที่ต้องใช้รถส่วนกลางไว้ด้วย”

นอกจากนี้ยังได้ความอีกว่า สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) เคยมีหนังสือที่ นร 1208/235 ลงวันที่ 17 พฤษภาคม 2556 ตอบข้อหารือเกี่ยวกับการใช้รถยนต์สำนักงานของผู้บริหารองค์การมหาชน ถึงผู้อำนวยการศูนย์ความเป็นเลิศทางชีววิทยาศาสตร์ ความว่า “ค่าพาหนะ” หมายถึง ค่าตอบแทนเหมาจ่ายแทนการจัดหารถประจำตำแหน่งของผู้อำนวยการเพื่อใช้ในการปฏิบัติงานในตำแหน่งหน้าที่ หรือที่ได้รับมอบหมายโดยชอบ หรืองานเกี่ยวเนื่องโดยตรงกับงานในตำแหน่งหน้าที่ หรือฐานะที่ดำรงตำแหน่งนั้น รวมตลอดถึงการใช้เพื่อเดินทางไป-กลับ ระหว่างที่พักและสำนักงาน และเพื่อการอื่นอันจำเป็นและเหมาะสมแก่การดำรงตำแหน่งหน้าที่ และสำหรับกรณีที่ผู้อำนวยการซึ่งได้รับค่าพาหนะแล้วจะใช้รถยนต์ของสำนักงานเพื่อไปปฏิบัติงานอีกนั้น

สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) มีข้อสังเกตโดยเทียบเคียงกับส่วนราชการ ดังนี้

(1) ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยรถราชการ พ.ศ. 2523 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ข้อ 13 กำหนดห้ามผู้มีสิทธิได้รับรถประจำตำแหน่ง ซึ่งได้รับรถประจำตำแหน่งแล้วนำรถส่วนกลางไปใช้อีก เว้นแต่มีเหตุผลความจำเป็นเฉพาะคราว

(2) กรมบัญชีกลางมีหนังสือกระทรวงการคลัง ที่ กค 0409.6/ว519 ลงวันที่ 28 ธันวาคม 2548 ซักซ้อมความเข้าใจเกี่ยวกับการเบิกจ่ายเงินค่าตอบแทนเหมาจ่ายแทนการจัดหารถประจำตำแหน่งสำหรับข้าราชการผู้มีสิทธิได้รับรถยนต์ประจำว่า ห้ามมิให้นำรถส่วนกลางหรือรถประจำตำแหน่งมาใช้ในการปฏิบัติราชการเสมือนเป็นรถประจำตำแหน่ง หรือนำมาใช้ในการเดินทางเพื่อปฏิบัติราชการในหน้าที่ปกติประจำของข้าราชการผู้มีสิทธิรับเงินค่าตอบแทนเหมาจ่าย เช่น การเดินทางเพื่อเข้าร่วมประชุมกับส่วนราชการต่าง ๆ เว้นแต่เป็นการเดินทางโดยได้รับคำสั่งให้เดินทางไปราชการชั่วคราว ซึ่งได้รับอนุมัติตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการอนุมัติให้เดินทาง และการจัดการประชุมของทางราชการ พ.ศ. 2524 และที่แก้ไขเพิ่มเติม โดยบุคคลดังกล่าวมีสิทธิเบิกค่าใช้จ่ายในการเดินทางตามพระราชกฤษฎีกาค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการ พ.ศ. 2526 และที่แก้ไขเพิ่มเติม รวมทั้งมีสิทธิขออนุมัติใช้รถยนต์ของส่วนราชการเป็นพาหนะในการเดินทางไปราชการได้ ตามหนังสือตอบข้อหารือ

ดังนี้ เมื่อจำเลยได้รับค่าตอบแทนอัตราเงินเดือนประจำ เดือนละ 150,000 บาท และผลประโยชน์ตอบแทนอื่นในอัตราร้อยละ 25 ของเงินเดือนประจำ เป็นเงิน 37,500 บาท รวม 187,500 บาท โดยผลประโยชน์ตอบแทนอื่นเป็นเงินรายเดือนในอัตราไม่เกินร้อยละ 25 ของเงินเดือนประจำนั้น ได้ครอบคลุมถึงค่าพาหนะหรือรถประจำตำแหน่งแล้ว และหมายความรวมถึงการได้รับเงินค่าตอบแทนแทนการได้รถประจำตำแหน่งด้วย ซึ่งเทียบเท่ากับการได้รับรถประจำตำแหน่งแล้ว

จำเลยจึงไม่มีสิทธิใช้รถส่วนกลางของ สทอภ. แต่อย่างใด ตามพระราชกฤษฎีกาการจัดตั้งสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) พ.ศ. 2543 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 46 ประกอบระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยรถราชการ พ.ศ. 2523 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ข้อ 13 วรรคสาม

การที่จำเลยสั่งให้นางสาวโบว์ซึ่งเป็นเลขานุการดำเนินการขอรถส่วนกลางของ สทอภ. เพื่อไปปฏิบัติงานในหน้าที่ราชการ และนางนิรมลซึ่งเป็นผู้อำนวยการสำนักบริหารกลางกลางอนุมัติให้จำเลยใช้รถส่วนกลางหมายเลขทะเบียน ชฐ 5663 กรุงเทพมหานคร ในการเดินทางไปปฏิบัติงานตามใบคำขอหลายครั้ง โดยไม่ปรากฏว่ามีเจ้าหน้าที่ของ สทอภ. รายอื่นร่วมเดินทางไปด้วย และมิได้รับคำสั่งให้เดินทางไปราชการชั่วคราวหรือมีเหตุผลความจำเป็นเฉพาะคราว โดยได้รับอนุมัติตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการอนุมัติให้เดินทางและการจัดการประชุมของทางราชการ พ.ศ. 2524 จึงไม่อาจกระทำได้

ส่วนที่จำเลยอ้างว่านางเปรมจิตต์ ปัทมจิตร ผู้อำนวยการสำนักบริหารกลาง ซึ่งโอนย้ายมาจากสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) เป็นผู้เสนอคณะกรรมการให้มีการจัดหารถประจำตำแหน่งให้แก่นายสุวิทย์ วิบูลย์เศรษฐ์ และนายธงชัย จารุพพัฒน์ ซึ่งดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการ สทอภ. ก่อนจำเลย

ต่อมาเมื่อจำเลยดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการ สทอภ. ในวาระที่ 1 นางเปรมจิตต์มีการจัดหารถส่วนกลางให้จำเลยใช้แทนรถประจำตำแหน่งนั้น แต่จำเลยก็ไม่มีพยานหลักฐานใดมานำสืบสนับสนุนให้เห็นถึงข้อเท็จจริงดังกล่าว การที่จำเลยใช้รถส่วนกลางของ สทอภ. ไปยังสถานที่ต่าง ๆ จึงเป็นการกระทำที่ผิดไปจากสัญญาการปฏิบัติงานในตำแหน่งผู้อำนวยการ สทอภ. ที่ได้รับค่าพาหนะรวมอยู่ในค่าตอบแทนพื้นฐานแล้ว

อานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา

อานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา

เมื่อจำเลยดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการ สทอภ. มีหน้าที่บริหารสำนักงานให้เป็นไปตามกฎหมาย วัตถุประสงค์ ระเบียบ ข้อบังคับ ข้อกำหนด ประกาศ นโยบาย มติคณะกรรมการบริหาร สทอภ. มติคณะรัฐมนตรี และเป็นผู้บังคับบัญชาของเจ้าหน้าที่และลูกจ้างทุกตำแหน่ง ซึ่งรวมถึงอำนาจในการอนุมัติให้ใช้รถส่วนกลางด้วย ตามพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) พ.ศ. 2543 และระเบียบคณะกรรมการสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) ว่าด้วยการพัฒนาองค์กรและบุคลากรและบริหารงานบุคคล พ.ศ. 2556

ซึ่งแม้จะได้มอบอำนาจในการอนุมัติให้ใช้รถส่วนกลางแก่ผู้อำนวยการสำนักบริหารกลางไปแล้ว ตามคำสั่ง สทอภ. ที่ 153/2554 เรื่อง การมอบอำนาจอนุมัติการใช้รถส่วนกลาง พาหนะส่วนตัว และพาหนะรับจ้าง ลงวันที่ 15 มิถุนายน 2554 ก็ตาม แต่อำนาจในการแนะนำ ควบคุม กำกับดูแลดังกล่าวยังคงเป็นของจำเลย

กล่าวคือ เมื่อมีการมอบอำนาจแล้ว หากผู้มอบอำนาจเห็นว่าผู้รับมอบอำนาจใช้อำนาจที่รับมอบโดยไม่ถูกต้อง หรืออาจก่อให้เกิดความเสียหาย ผู้มอบอำนาจอาจมีคำสั่งแก้ไขการปฏิบัติราชการของผู้รับมอบอำนาจ หรือให้ผู้รับมอบอำนาจหยุดการปฏิบัติราชการไว้ก่อน และผู้มอบอำนาจเป็นผู้ใช้อำนาจนั้นโดยตรงก็ได้ ตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการมอบอำนาจ พ.ศ. 2550 มาตรา 5 ถึงมาตรา 7

กรณีจึงถือได้ว่าจำเลยยังคงมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการ หรือรักษาทรัพย์ใด ๆ เกี่ยวกับรถส่วนกลางดังกล่าวด้วย

อย่างไรก็ตาม ความผิดฐานเป็นพนักงานมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการ หรือรักษาทรัพย์ใด ๆ ใช้อำนาจในหน้าที่โดยทุจริต อันเป็นการเสียหายแก่องค์การ บริษัทจำกัด ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่น ฐานเป็นพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต และฐานเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในตำแหน่งหรือหน้าที่ หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตนั้น จะต้องเป็นการกระทำโดยทุจริต และมีเจตนาพิเศษเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใดด้วย

@ ไม่ได้ใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตน-ไม่ทุจริต

ซึ่งแม้ข้อเท็จจริงจะรับฟังได้ว่า ผู้อำนวยการ สทอภ. ไม่มีสิทธิใช้รถส่วนกลางเสมือนเป็นรถประจำตำแหน่งก็ตาม

แต่ได้ความจากพยานโจทก์ปากนางสาวโบว์เบิกความว่า จำเลยไม่ได้ใช้รถส่วนกลางเดินทางไปปฏิบัติงานนอกสถานที่ทุกวัน หากมีเหตุที่จำเลยต้องใช้รถวันใดพยานจะตรวจดูตารางนัดหมายและโทรศัพท์ไปแจ้งเจ้าหน้าที่ฝ่ายพัสดุล่วงหน้า 1 วัน เพื่อให้จัดเตรียมรถโดยระบุรายละเอียดของสถานที่

จากนั้นเจ้าหน้าที่ฝ่ายพัสดุจะแจ้งเกี่ยวกับหมายเลขทะเบียนรถพนักงานขับรถ จุดนัดหมาย และเวลาแก่พยาน ในกรณีที่ไม่มีรถว่าง จำเลยต้องเดินทางโดยรถยนต์ส่วนตัวหรือรถยนต์รับจ้างสาธารณะ (แท็กซี่)

ในการขออนุมัติใช้รถเป็นรายเดือนดังกล่าวจำเลยได้ใช้รถส่วนกลางประมาณไม่ต่ำกว่า 3 วัน ต่อสัปดาห์ การขอใช้รถส่วนกลางล่วงหน้าครั้งหนึ่งเดือนนั้นไม่มีผลเป็นการจำกัดการใช้รถในระหว่างเดือนเฉพาะจำเลย เนื่องจากเจ้าหน้าที่ของ สทอภ. สามารถใช้รถส่วนกลางร่วมด้วยได้

และนายสมหวังก็เบิกความด้วยว่า ในช่วงปี 2556 ถึงปี 2558 พยานขับรถส่วนกลางให้จำเลยประมาณสัปดาห์ละ 3 ถึง 4 ครั้ง เพื่อไปปฏิบัติหน้าที่ของ สทอภ. ตามหน่วยงานราชการต่าง ๆ โดยไม่ปรากฏว่ามีการนำรถไปใช้ในกิจการส่วนตัวของจำเลย หลังจากปฏิบัติภารกิจเสร็จสิ้นแล้วพยานจะขับรถไปจอดที่สำนักงาน สทอภ. ทุกครั้ง โดยไม่เคยขับไปจอดที่บ้านของจำเลย

ซึ่งสอดคล้องกับที่นายนราธิณพงษ์ อกนิษฐ์กุล นิติกรชำนาญการพิเศษ ฝ่ายกฎหมาย พยานจำเลยเบิกความว่า เจ้าหน้าที่ของ สทอภ. ทุกคนมีสิทธิขออนุมัติใช้รถยนต์หมายเลขทะเบียน ชฐ 5663 กรุงเทพมหานคร เพื่อปฏิบัติภารกิจของหน่วยงาน และไม่มีการจัดพนักงานขับรถประจำแต่เจ้าหน้าที่จะจัดพนักงานขับรถสลับเปลี่ยนหมุนเวียนกันไปตามแต่ภารกิจที่เห็นสมควร ไม่ได้จัดรถเป็นการใช้เฉพาะจำเลยแต่เพียงผู้เดียว และจากการตรวจสอบพบว่าจำเลยใช้รถเพื่อปฏิบัติภารกิจของสำนักงานเท่านั้น

จากคำเบิกความของพยานแต่ละปากดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า การใช้รถส่วนกลางของจำเลยไม่ได้เป็นกรณีที่ระบุรถคันใดคันหนึ่งไว้เป็นการเฉพาะเจาะจง และยังไม่เป็นการแน่นอนว่าจะมีรถว่างให้จำเลยหรือไม่ ทั้งเจ้าหน้าที่ของ สทอภ. ทุกคนก็มีสิทธิใช้รถส่วนกลางคันหมายเลขทะเบียน ชฐ 5663 กรุงเทพมหานคร ได้เช่นกัน จึงไม่เข้าลักษณะที่ว่าจำเลยนำรถส่วนกลางไปใช้เสมือนรถประจำตำแหน่ง อันเป็นการห้ามมิให้ผู้มีสิทธิได้รับรถประจำตำแหน่งซึ่งได้รับรถประจำตำแหน่งแล้วนำรถส่วนกลางไปใช้อีก ตามความหมายของการใช้รถประจำตำแหน่ง ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยรถราชการ พ.ศ. 2523 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2530 ถึง (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2545 ข้อ 13 วรรคสาม

นอกจากนี้ นายเชษฐา สุวรรณณิน หัวหน้าฝ่ายกฎหมายของ สทอภ. พยานโจทก์เบิกความว่า แม้จำเลยจะไม่มีสิทธิใช้รถส่วนกลาง ตามสัญญาการปฏิบัติงานในตำแหน่งผู้อำนวยการ สทอภ. ฉบับลงวันที่ 3 พฤษภาคม 2555 เอกสารหมาย จ.9 ข้อ 5 ก็ตาม

แต่จำเลยยังมีสิทธิได้รับค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปปฏิบัติภารกิจให้ สทอภ. การที่จำเลยขออนุญาตใช้รถส่วนกลางดังกล่าว และทาง สทอภ. อนุญาตให้ใช้นั้น พยานเห็นว่าน่าจะเป็นค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปปฏิบัติภารกิจให้ สทอภ. โดยถือเป็นการประหยัดค่าใช้จ่ายมากกว่าให้จำเลยไปเช่ารถจากภายนอก

ทั้งข้อเท็จจริงยังได้ความด้วยว่า นายสุวิทย์และนายธงชัยซึ่งดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการ สทอภ. ก่อนหน้าจำเลย ก็มีสิทธิใช้รถประจำตำแหน่งด้วย ตามบันทึกข้อตกลงในการปฏิบัติงานในตำแหน่งผู้อำนวยการ สทอภ. และสัญญาการปฏิบัติงานในตำแหน่งผู้อำนวยการ สทอภ. ซึ่งในชั้นพิจารณาก็ไม่ปรากฏชัดเจนว่าบันทึกข้อตกลงและสัญญาของบุคคลทั้งสองดังกล่าวแตกต่างจากสัญญาการปฏิบัติงานในตำแหน่งผู้อำนวยการ สทอภ. ของจำเลยอย่างไร

@ เชื่อว่าการขออนุมัติใช้รถส่วนกลางเป็นไปโดยสุจริต

ประกอบกับ สทอภ. ได้ทำการตรวจสอบแล้วไม่ปรากฏว่าจำเลยมีเจตนากระทำการโดยทุจริตขอใช้รถส่วนกลางในลักษณะเป็นรถประจำตำแหน่ง การอนุมัติให้ใช้รถส่วนกลางและการเบิกค่าใช้จ่ายในการใช้รถส่วนกลางก็เป็นไปเพื่อปฏิบัติภารกิจ ของ สทอภ. ทั้งสิ้น ซึ่งเป็นไปตามขั้นตอนและแนวทางการปฏิบัติของ สทอภ. โดยชอบแล้ว ตามหนังสือแจ้งข้อเท็จจริง ที่ วท 5300(ล)/17/2559 เอกสารหมาย จ.6 หน้าที่ 142 ถึง 159

เชื่อว่าการที่จำเลยขออนุมัติใช้รถส่วนกลางดังกล่าวเป็นไปโดยสุจริต ไม่ได้นำรถส่วนกลางไปใช้เสมือนเป็นรถประจำตำแหน่ง การใช้รถส่วนกลางในแต่ละครั้งเพื่อไปปฏิบัติภารกิจของ สทอภ. เท่านั้น ไม่ได้นำไปใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตนแต่อย่างใด

ข้อเท็จจริงจึงยังรับฟังไม่ได้ว่า จำเลยกระทำการโดยทุจริตและมีเจตนาพิเศษเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ สทอภ. หรือผู้หนึ่งผู้ใด การกระทำของจำเลยจึงไม่ครบองค์ประกอบความผิดฐานเป็นพนักงานมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการ หรือรักษาทรัพย์ใด ๆ ใช้อำนาจในหน้าที่โดยทุจริต อันเป็นการเสียหายแก่องค์การ บริษัทจำกัด ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่น ฐานเป็นพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต และฐานเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในตำแหน่งหรือหน้าที่ หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต

พิพากษายกฟ้อง.

............................

ผลคำตัดสินคดีนี้ ที่ออกมา นับเป็น“บรรทัดฐาน” สำคัญให้กับคดีอื่นๆ ในอนาคตต่อไป


แท็กที่เกี่ยวข้อง
คดีใช้รถส่วนกลาง
อานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

'อานนท์' อดีตผอ.สทอภ.รอด! ศาลอาญาคดีทุจริตฯ ยกฟ้อง คดีใช้รถส่วนกลาง
'อานนท์' อดีตผอ.สทอภ.รอด! ศาลอาญาคดีทุจริตฯ ยกฟ้อง คดีใช้รถส่วนกลาง