ป.ป.ช. เผยแพร่ผลคดีกล่าวหา 'เจษฎาภรณ์ หรืออมลวรรณ ดาแหล่ หรือพันสารคาม' ผู้ช่วยสนับสนุนอดีตนายก อบต.บ้านดง ทุจริตสั่งจ่ายเช็ค 9.8 หมื่นให้ร้านค้า แต่ไม่มีหลักฐานประกอบ ล่าสุด ศาลอาญาคดีทุจริตประพฤติมิชอบภาค 4 พิพากษาลงโทษจำคุก 1 ปี 8 เดือน ไม่รอลงอาญา หลังโดนรวบคาสนามบินดอนเมือง เมื่อปี 68
สำนักข่าว Next News รายงานว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ เว็บไซต์สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้เผยแพร่ความคืบหน้าผลคดีกล่าวหา นางสาวเจษฎาภรณ์ หรือนางสาวอมลวรรณ ดาแหล่ หรือพันสารคาม ผู้ช่วยสนับสนุนอดีตนายกองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านดง อำเภออุบลรัตน์ จังหวัดขอนแก่น อนุมัติ และเบิกจ่ายเงินงบประมาณโดยไม่เป็นไปตามระเบียบของราชการ ทำให้เงินขาดบัญชี ซึ่งถูกคณะกรรมการ ป.ป.ช. ลงมติชี้มูลความผิดทางอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 , 151 ประกอบมาตรา 91 ตั้งแต่เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2564 ที่ผ่านมา
ล่าสุด เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2568 ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 4 มีคำพิพากษาว่า นางสาวเจษฎาภรณ์ หรือนางสาวอมลวรรณ ดาแหล่ หรือพันสารคาม จำเลยมีความผิดตามประมวล กฎหมายอาญา มาตรา 147 (เดิม), 157 (เดิม) ประกอบ มาตรา 86
จำคุก 3 ปี 4 เดือน
จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุ บรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวล กฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้กึ่งหนึ่ง
คงจำคุก 1 ปี 8 เดือน
พิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดี ประกอบรายงานการสืบเสาะและ พินิจจำเลยแล้ว กรณียังไม่มีเหตุ สมควรรอการลงโทษ
เบื้องต้น คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีการประชุมเมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2568 มีมติเห็นชอบในการที่อัยการสูงสุด (อสส.) จะไม่อุทธรณ์คำพิพากษาดังกล่าว
สำหรับประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 ระบุว่า ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด เบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตน หรือเป็นของผู้อื่นโดยทุจริต หรือโดยทุจริตยอมให้ผู้อื่นเอาทรัพย์นั้นเสีย ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี หรือจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่หนึ่งแสนบาทถึงสี่แสนบาท

เอกสารแสดงผลคดีของป.ป.ช.
อนึ่งก่อนหน้านี้ ในช่วงเดือนมิถุนายน 2568 ป.ป.ช. ภาค 4 ร่วมกับเจ้าหน้าที่สำนักสืบสวนและกิจการพิเศษ สำนักงาน ป.ป.ช. และเจ้าหน้าที่งานสืบสวนคดีทุจริต สำนักงาน ป.ป.ช. ประจำจังหวัดขอนแก่น ทำการจับกุมนางสาวอมลวรรณ หรือเจษฎาภรณ์ ดาแหล่ หรือพันสารคาม ได้ที่สนามบินสุวรรณภูมิ
สำหรับพฤติการณ์ในการกระทำความผิดระบุว่าเมื่อวันที่ 24 พ.ย.2551 นางสาวอุบลวรรณซึ่งมิใช่เจ้าพนักงาน หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ ได้ช่วยเหลือสนับสนุนนายกองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านดง อำเภออุบลรัตน์ จังหวัดขอนแก่น และหัวหน้าส่วนการคลัง ในขณะนั้น กระทำความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการ หรือรักษาทรัพย์ใด เบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือเป็นของผู้อื่นโดยทุจริต หรือโดยทุจริตยอมให้ผู้อื่นเอาทรัพย์นั้นเสีย
โดยนายกองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านดงและหัวหน้าส่วนการคลังในขณะนั้น ได้ร่วมกันสั่งจ่ายเช็ค จำนวน 1 ฉบับ จำนวนเงิน 98,901 บาท ขององค์การบริหารส่วนตำบลบ้านดง ให้แก่ห้างร้านแห่งหนึ่งในพื้นที่ โดยไม่มีหลักฐานใดๆ มาประกอบอันเป็นการฝ่าฝืนระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการรับเงิน การเบิกจ่ายเงิน การฝากเงิน การเก็บรักษาเงินและการตรวจเงิน ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2547 และที่แก้ไขเพิ่มเติม แล้วนางสาวอมลวรรณได้ช่วยเหลือและสนับสนุนนายกองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านดงและหัวหน้าส่วนการคลังในขณะนั้น ด้วยการรับเอาเช็คฉบับดังกล่าวนำฝากเข้าบัญชีธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขากระนวน และเบียดบังเอาเงินจำนวนดังกล่าวไปเป็นของตน หรือเป็นของผู้อื่นโดยทุจริต ทำให้เกิดความเสียหายแก่องค์การบริหารส่วนตำบลบ้านดง
การกระทำดังกล่าวจึงทำให้ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 4 ออกหมายจับนางสาวอมลวรรณ โดยเป็น หมายจับ ที่ 3/2567 ลงวันที่ 22 มกราคม 2567 ซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการ หรือรักษาทรัพย์ใด เบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือเป็นของผู้อื่นโดยทุจริตหรือโดยทุจริตยอมให้ผู้อื่นเอาทรัพย์นั้นเสีย และฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการ หรือรักษาทรัพย์ใดๆ ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริตอันเป็นการเสียหายแก่รัฐหรือเจ้าของทรัพย์นั้น ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 147 และมาตรา 151 ประกอบมาตรา 86 และในฐานความผิดว่าเป็น เจ้าพนักงาน มีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการ หรือรักษาทรัพย์ใดๆ ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริตอันเป็นการเสียหายแก่รัฐ
ในขณะที่นายกองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านดงและหัวหน้าส่วนการคลังมีความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการ หรือรักษาทรัพย์ใด เบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือเป็นของผู้อื่นโดยทุจริต หรือโดยทุจริตยอมให้ผู้อื่นเอาทรัพย์นั้นเสีย และฐานเป็น เจ้าพนักงาน มีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการ หรือรักษาทรัพย์ใดๆ ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริตอันเป็นการเสียหายแก่รัฐ




