News Logo
หน้าแรก
ฉบับเต็ม! ความเห็น อสส. สั่งไม่อุทธรณ์คดีถุงมือยางแสนล.-อคส.สูญ2พันล.

ฉบับเต็ม! ความเห็น อสส. สั่งไม่อุทธรณ์คดีถุงมือยางแสนล.-อคส.สูญ2พันล.

6 พ.ค. 2569 18:13
ผู้ชม 277 คน

กรณี สำนักข่าว Next News รายงานความคืบหน้าล่าสุดคดีองค์การคลังสินค้า (อคส.) จัดทุจริตซื้อถุงมือยางแสนล้านบาท ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 มีคำพิพากษายกฟ้องคดีกล่าวหา พันตำรวจเอกรุ่งโรจน์ พุทธิยาวัฒน์ พ.ต.อ.รุ่งโรจน์ พุทธิยาวัฒน์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารกลาง องค์การคลังสินค้า (อคส.) ในฐานะรักษาการผู้อำนวยการ อคส. และพวกรวม 21 คน ซึ่งมีการจ่ายเงินล่วงหน้าไปแล้ว 2,000 ล้านบาท

โดยแหล่งข่าวจากสำนักงานอัยการสูงสุด (อสส.) เปิดเผยสำนักข่าว Next News ว่า เกี่ยวกับคดีนี้ อสส.มีความเห็นที่จะไม่อุทธรณ์แล้ว แม้ว่า ป.ป.ช. จะมีความเห็นแย้งให้อุทธรณ์คำพิพากษายกฟ้องจำเลยทั้งหมด เนื่องจากเห็นว่าการจัดซื้อถุงมือยางในคดีนี้ เป็นการดำเนินการทำการค้าตามวัตถุประสงค์ของอคส. ที่ให้อำนาจคณะกรรมการองค์การคลังสินค้าดำเนินการ การที่จำเลยทำสัญญากับบริษัทเอกชนไปโดยไม่ได้กำหนดไว้ในแผนการดำเนินการจัดซื้อจัดจ้าง ไม่เผยแพร่ในเว็บไซต์ขององค์การคลังสินค้า ไม่ติดประกาศในที่เปิดเผยรวมทั้งไม่มีราคาอ้างอิงนั้น ไม่เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542

ส่วนที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. เห็นว่าข้อเท็จจริงมีมูลเบื้องต้นน่าเชื่อว่าในการทำสัญญาซื้อขายถุงมือยางระหว่างอคส.กับเอกชน เป็นการเอื้อประโยชน์ทำให้เกิดความเสียหายเป็นมูลค่าสูง ไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะเปลี่ยนแปลงความเห็นเดิมของอัยการสูงสุดที่ได้พิจารณาไว้แล้ว ส่วนกลุ่มจำเลยอื่นที่เป็นผู้เข้ามาทำสัญญาหรือได้รับประโยชน์อื่นใด จากการทำสัญญาดังกล่าว พยานหลักฐานในชั้นพิจารณาจึงยังไม่เพียงพอที่จะรับฟังได้ว่ากระทำผิดตามฟ้อง ที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องชอบแล้ว

ภาพประกอบรายงาน

ภาพประกอบรายงาน

อคส.สูญเงิน 2 พันล.! อสส.สั่งไม่อุทธรณ์ยกฟ้องคดีซื้อถุงมือยาง

ล่าสุด สำนักข่าว Next News สืบค้นข้อมูลพบว่า สำนักงานคดีปราบปรามการทุจริตภาค 1 ได้เผยแพร่คำชี้แจงการเผยแพร่คำสั่งอัยการสูงสุดกรณีไม่อุทธรณ์คำพิพากษาคดีนี้ เป็นทางการ มีรายละเอียดดังนี้

คำพิพากษาศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1

คดีหมายเลขดำที่ อท77/2567

คดีหมายเลขแดงที่ อท44/2568

อัยการสูงสุด โดยพนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีปราบปรามการทุจริต 1 ภาค 1 โจทก์

ระหว่าง

พันตำรวจเอก รุ่งโรจน์ พุทธิยาวัฒน์ ที่ 1 กับพวกรวม 21 คน จำเลย

ความเห็นของอัยการสูงสุด

คดีนี้ โจทก์ยื่นฟ้อง พันตำรวจเอก รุ่งโรจน์ พุทธิยาวัฒน์ ที่ 1 กับพวกรวม 21 คน จำเลยต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2502 มาตรา 4, 8, 11 พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคา
ต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 4, 11, 12 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 172

ศาลชั้นต้นพิพากษา เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2568 ว่ายกฟ้อง

อัยการสูงสุดมีความเห็นจะไม่อุทธรณ์จำเลยที่ 1 ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 4, 11, 12 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำเลยที่ 2 และที่ 3 ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2502 มาตรา 4 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และมาตรา 11, 12 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 และเห็นชอบจะไม่อุทธรณ์จำเลยที่ 4 ถึงที่ 21 และหารือกับคณะกรรมการ ป.ป.ช.

@ ป.ป.ช. มีความเห็นแย้ง

คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีความเห็นแย้งให้อุทธรณ์คำพิพากษา กรณียกฟ้องจำเลยที่ 1 ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2502 มาตรา 4, 11, 12 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3 ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2502 มาตรา 4 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และมาตรา 11, 12 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 และอุทธรณ์กรณียกฟ้องจำเลยที่ 4 ถึงที่ 21 ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 4, 11, 12 กำหนดอัตราโทษสูงสุดถึงจำคุกตลอดชีวิต

ประกอบกับพฤติการณ์ของจำเลยที่ 4 ถึงที่ 21 มีบทบาทที่เกี่ยวข้องกับความเสียหายขององค์การคลังสินค้าลดหลั่นมากน้อยไปตามความเสียหายจากหน้าที่และความรับผิด โดยจำเลยที่ 4 ดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการองค์การคลังสินค้า จำเลยที่ 5 ดำรงตำแหน่งหัวหน้าส่วนการตลาดดิจิตอล มีหน้าที่ความรับผิดสำคัญ

ส่วนจำเลยที่ 6 ถึงจำเลยที่ 21 แม้ว่าจะเป็นเพียงบุคคลธรรมดาก็ตาม แต่ก็มีส่วนในการกระทำความผิดอันกระทบต่อประโยชน์สาธารณะ และมีพฤติการณ์การกระทำที่ไม่สุจริต

@ จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3

อัยการสูงสุดพิจารณาแล้วเห็นว่า กรณีจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ในความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 ทางพิจารณาได้ความว่าถุงมือยางเป็นสินค้าอุปโภคบริโภค การซื้อขายถุงมือยางในคดีนี้จึงไม่อยู่ในบังคับของพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 เพราะเป็นการจัดซื้อจัดจ้างที่เกี่ยวกับการพาณิชย์โดยตรงตามพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การคลังสินค้า พ.ศ. 2498 มาตรา 7 (1) และบัญชีเอกสารแนบท้ายประกาศคณะกรรมการนโยบายการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ เรื่องหลักเกณฑ์การจัดซื้อจัดจ้างของรัฐวิสาหกิจที่เกี่ยวกับพาณิชย์โดยตรง ลงวันที่ 6 ธันวาคม 2560 ข้อ 5.3.1 (2) การจัดซื้อถุงมือยางในคดีนี้ จึงเป็นการดำเนินการทำการค้าตามวัตถุประสงค์ขององค์การคลังสินค้า และมาตรา 17 (1) แห่งพระราชกฤษฎีกาฉบับดังกล่าวให้อำนาจคณะกรรมการองค์การคลังสินค้าดำเนินการตามมาตรา 6, 7 ได้

ดังนั้น การที่จำเลยที่ 1 ทำสัญญากับบริษัทจำเลยที่ 2 ไปโดยไม่ได้กำหนดไว้ในแผนการดำเนินการจัดซื้อจัดจ้าง ไม่เผยแพร่ในเว็บไซต์ขององค์การคลังสินค้า ไม่ติดประกาศในที่เปิดเผยรวมทั้งไม่มีราคาอ้างอิงนั้น จึงไม่เป็นความผิดตาม พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542

ที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ในความผิดตามพระราชบัญญัติดังกล่าว จึงชอบแล้ว

ดังนั้น ที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. เห็นว่า ข้อเท็จจริงมีมูลในเบื้องต้นน่าเชื่อว่าในการทำสัญญาซื้อขายถุงมือยางระหว่างองค์การคลังสินค้ากับจำเลยที่ 18 บริษัท GALORE MANAGEMENT, LLC บริษัท KRENEK LAW OFFICES,PLLC และการทำสัญญาซื้อขายถุงมือยางระหว่างองค์การคลังสินค้ากับจำเลยที่ 2 เกิดจากความร่วมมือกันระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 4 และจำเลยที่ 5 ในการสั่งการให้จำเลยที่ 6 นำจำเลยที่ 18 บริษัท KRENEK LAW OFFICES, PLLC เข้าไปทำสัญญาซื้อขายถุงมือยางกับองค์การคลังสินค้าเพื่อใช้เป็นข้ออ้างว่ามีลูกค้ารองรับล่วงหน้า

โดยเป็นข้ออ้างในการถอนเงินจากบัญชีเงินฝากประจำขององค์การคลังสินค้าไปจ่ายเป็นเงินล่วงหน้าและเพื่อเอื้อประโยชน์ให้แก่จำเลยที่ 2 เข้าทำสัญญาขายถุงมือยางกับองค์การคลังสินค้าโดยไม่ต้องแข่งขันราคากับผู้เสนอราคารายอื่นและเพื่อให้รับเงินล่วงหน้า 2,000,000,000 บาท จากองค์การคลังสินค้าการที่จำเลยที่ 1 อาศัยฐานะผู้อำนวยการสำนักบริหารงานกลาง รักษาการแทนผู้อำนวยการองค์การคลังสินค้าเอื้อประโยชน์ดังกล่าวทำให้เกิดความเสียหายเป็นมูลค่าสูง ไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะเปลี่ยนแปลงความเห็นเดิมของอัยการสูงสุดที่ได้พิจารณาไว้แล้ว

@ จำเลยที่ 4

กรณีจำเลยที่ 4 ทางพิจารณาได้ความว่า ขณะเกิดเหตุดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการองค์การคลังสินค้า มีอำนาจหน้าที่ในการวางนโยบายและควบคุมดูแลโดยทั่วไป ซึ่งกิจการขององค์การคลังสินค้ารวมทั้งดำเนินกิจการตามวัตถุประสงค์ขององค์การคลังสินค้าเท่านั้น โดยไม่มีอำนาจหน้าที่ใด ๆ ในการทำสัญญาซื้อขายถุงมือยาง และไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 4 ได้สั่งการให้จำเลยที่ 1 กระทำการใดอันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย การเสนอโครงการและการทำสัญญาเป็นการดำเนินการของจำเลยที่ 1 เองโดยอิสระ ทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 4 มีส่วนเกี่ยวข้องกับกลุ่มจำเลยอื่นที่เป็นผู้เข้ามาทำสัญญาหรือได้รับประโยชน์อื่นใดจากการทำสัญญาดังกล่าว

พยานหลักฐานในชั้นพิจารณาจึงยังไม่เพียงพอที่จะรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 4 กระทำผิดตามฟ้อง ที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 4 จึงชอบแล้ว

@ จำเลยที่ 5

กรณีจำเลยที่ 5 ทางพิจารณาได้ความว่า ขณะเกิดเหตุเป็นพนักงานองค์การคลังสินค้าตำแหน่งหัวหน้าส่วนงานการตลาดดิจิตอล โดยในการทำสัญญาซื้อขายถุงมือยาง จำเลยที่ 5 ปฏิบัติหน้าที่ภายใต้การบังคับบัญชาของจำเลยที่ 1 ซึ่งจำเลยที่ 5 เสนอบันทึกความเห็นไปตามขั้นตอนและระเบียบข้อบังคับแล้ว โดยเสนอให้ปฏิบัติไปตามขั้นตอนและระเบียบข้อบังคับขององค์การคลังสินค้า แต่จำเลยที่ 1 กลับไม่ดำเนินการตามความเห็นดังกล่าว โดยอ้างว่าตนเองสามารถทำสัญญาได้

นอกจากนี้ คดียังไม่ปรากฏพยานหลักฐานอื่นที่จะยืนยันได้ว่า จำเลยที่ 5 มีส่วนรู้เห็นหรือร่วมกับจำเลยที่ 1 กระทำความผิดตามฟ้อง ที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 5 จึงชอบแล้ว

@ จำเลยที่ 6 ถึงที่ 21

กรณีจำเลยที่ 6 ถึงที่ 21 ทางพิจารณาได้ความว่า กลุ่มจำเลยดังกล่าวได้ทำการติดต่อหาผู้ซื้อผู้ขายไปตามขั้นตอนปกติของการค้า พยานหลักฐานจากการติดต่อทางแอปพลิเคชันไลน์ การติดต่อหาลูกค้ารวมถึงพฤติการณ์แห่งคดีไม่มีลักษณะเป็นการวางแผนหรือเตรียมการล่วงหน้า ไม่ปรากฏว่าจำเลยกลุ่มดังกล่าวได้รับหรือจะได้รับประโยชน์อื่นใดที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายจากการทำสัญญา ทั้งยังไม่ปรากฏหลักฐานว่าจำเลยกลุ่มดังกล่าวรู้ว่าองค์การคลังสินค้าจะต้องวางมัดจำเป็นเงินจำนวนเท่าใดหรือรู้ว่าองค์การคลังสินค้ามีระเบียบในการจัดซื้อสินค้าอย่างไร

พยานหลักฐานในชั้นพิจารณาจึงไม่เพียงพอที่จะรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 6 ถึงจำเลยที่ 21 ร่วมกันกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 ตามฟ้องโจทก์

ที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 6 ถึงจำเลยที่ 21 จึงชอบแล้ว

เห็นควร ดำเนินการชี้แจงเหตุผลกรณีไม่อุทธรณ์คำพิพากษาให้ประชาชนทราบเป็นการทั่วไปตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 94 วรรคหนึ่ง และระเบียบสำนักงานอัยการสูงสุดว่าด้วยการดำเนินคดีของพนักงานอัยการในคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ. 2562 ข้อ 22 วรรคสอง ตามที่อัยการสูงสุดมอบหมาย (ดูเอกสารท้ายเรื่อง)

หากมีข้อมูลเพิ่มเติม จะนำมาเสนอต่อไป

คำชี้แจงอสส.(1)

คำชี้แจงอสส.(1)

คำชี้แจงอสส.(2)

คำชี้แจงอสส.(2)

คำชี้แจงอสส.(3)

คำชี้แจงอสส.(3)

แท็กที่เกี่ยวข้อง
ข่าวทุจริต
คดีถุงมือยางแสนล้าน
อัยการสูงสุด



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ทรัพย์สิน 26 ล้าน 'ณรงค์ รักร้อย' กรรมการการเลือกตั้ง
ทรัพย์สิน 26 ล้าน 'ณรงค์ รักร้อย' กรรมการการเลือกตั้ง