News Logo
หน้าแรก
ฉบับเต็ม! ความเห็น อสส. สั่งไม่อุทธรณ์คดีถุงมือยางแสนล.-อคส.สูญ2พันล.

ฉบับเต็ม! ความเห็น อสส. สั่งไม่อุทธรณ์คดีถุงมือยางแสนล.-อคส.สูญ2พันล.

6 พ.ค. 2569 18:13
ผู้ชม 278 คน

กรณี สำนักข่าว Next News รายงานความคืบหน้าล่าสุดคดีองค์การคลังสินค้า (อคส.) จัดทุจริตซื้อถุงมือยางแสนล้านบาท ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 มีคำพิพากษายกฟ้องคดีกล่าวหา พันตำรวจเอกรุ่งโรจน์ พุทธิยาวัฒน์ พ.ต.อ.รุ่งโรจน์ พุทธิยาวัฒน์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารกลาง องค์การคลังสินค้า (อคส.) ในฐานะรักษาการผู้อำนวยการ อคส. และพวกรวม 21 คน ซึ่งมีการจ่ายเงินล่วงหน้าไปแล้ว 2,000 ล้านบาท

โดยแหล่งข่าวจากสำนักงานอัยการสูงสุด (อสส.) เปิดเผยสำนักข่าว Next News ว่า เกี่ยวกับคดีนี้ อสส.มีความเห็นที่จะไม่อุทธรณ์แล้ว แม้ว่า ป.ป.ช. จะมีความเห็นแย้งให้อุทธรณ์คำพิพากษายกฟ้องจำเลยทั้งหมด เนื่องจากเห็นว่าการจัดซื้อถุงมือยางในคดีนี้ เป็นการดำเนินการทำการค้าตามวัตถุประสงค์ของอคส. ที่ให้อำนาจคณะกรรมการองค์การคลังสินค้าดำเนินการ การที่จำเลยทำสัญญากับบริษัทเอกชนไปโดยไม่ได้กำหนดไว้ในแผนการดำเนินการจัดซื้อจัดจ้าง ไม่เผยแพร่ในเว็บไซต์ขององค์การคลังสินค้า ไม่ติดประกาศในที่เปิดเผยรวมทั้งไม่มีราคาอ้างอิงนั้น ไม่เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542

ส่วนที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. เห็นว่าข้อเท็จจริงมีมูลเบื้องต้นน่าเชื่อว่าในการทำสัญญาซื้อขายถุงมือยางระหว่างอคส.กับเอกชน เป็นการเอื้อประโยชน์ทำให้เกิดความเสียหายเป็นมูลค่าสูง ไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะเปลี่ยนแปลงความเห็นเดิมของอัยการสูงสุดที่ได้พิจารณาไว้แล้ว ส่วนกลุ่มจำเลยอื่นที่เป็นผู้เข้ามาทำสัญญาหรือได้รับประโยชน์อื่นใด จากการทำสัญญาดังกล่าว พยานหลักฐานในชั้นพิจารณาจึงยังไม่เพียงพอที่จะรับฟังได้ว่ากระทำผิดตามฟ้อง ที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องชอบแล้ว

ภาพประกอบรายงาน

ภาพประกอบรายงาน

อคส.สูญเงิน 2 พันล.! อสส.สั่งไม่อุทธรณ์ยกฟ้องคดีซื้อถุงมือยาง

ล่าสุด สำนักข่าว Next News สืบค้นข้อมูลพบว่า สำนักงานคดีปราบปรามการทุจริตภาค 1 ได้เผยแพร่คำชี้แจงการเผยแพร่คำสั่งอัยการสูงสุดกรณีไม่อุทธรณ์คำพิพากษาคดีนี้ เป็นทางการ มีรายละเอียดดังนี้

คำพิพากษาศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1

คดีหมายเลขดำที่ อท77/2567

คดีหมายเลขแดงที่ อท44/2568

อัยการสูงสุด โดยพนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีปราบปรามการทุจริต 1 ภาค 1 โจทก์

ระหว่าง

พันตำรวจเอก รุ่งโรจน์ พุทธิยาวัฒน์ ที่ 1 กับพวกรวม 21 คน จำเลย

ความเห็นของอัยการสูงสุด

คดีนี้ โจทก์ยื่นฟ้อง พันตำรวจเอก รุ่งโรจน์ พุทธิยาวัฒน์ ที่ 1 กับพวกรวม 21 คน จำเลยต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2502 มาตรา 4, 8, 11 พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคา
ต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 4, 11, 12 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 172

ศาลชั้นต้นพิพากษา เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2568 ว่ายกฟ้อง

อัยการสูงสุดมีความเห็นจะไม่อุทธรณ์จำเลยที่ 1 ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 4, 11, 12 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำเลยที่ 2 และที่ 3 ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2502 มาตรา 4 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และมาตรา 11, 12 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 และเห็นชอบจะไม่อุทธรณ์จำเลยที่ 4 ถึงที่ 21 และหารือกับคณะกรรมการ ป.ป.ช.

@ ป.ป.ช. มีความเห็นแย้ง

คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีความเห็นแย้งให้อุทธรณ์คำพิพากษา กรณียกฟ้องจำเลยที่ 1 ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2502 มาตรา 4, 11, 12 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3 ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2502 มาตรา 4 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และมาตรา 11, 12 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 และอุทธรณ์กรณียกฟ้องจำเลยที่ 4 ถึงที่ 21 ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 4, 11, 12 กำหนดอัตราโทษสูงสุดถึงจำคุกตลอดชีวิต

ประกอบกับพฤติการณ์ของจำเลยที่ 4 ถึงที่ 21 มีบทบาทที่เกี่ยวข้องกับความเสียหายขององค์การคลังสินค้าลดหลั่นมากน้อยไปตามความเสียหายจากหน้าที่และความรับผิด โดยจำเลยที่ 4 ดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการองค์การคลังสินค้า จำเลยที่ 5 ดำรงตำแหน่งหัวหน้าส่วนการตลาดดิจิตอล มีหน้าที่ความรับผิดสำคัญ

ส่วนจำเลยที่ 6 ถึงจำเลยที่ 21 แม้ว่าจะเป็นเพียงบุคคลธรรมดาก็ตาม แต่ก็มีส่วนในการกระทำความผิดอันกระทบต่อประโยชน์สาธารณะ และมีพฤติการณ์การกระทำที่ไม่สุจริต

@ จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3

อัยการสูงสุดพิจารณาแล้วเห็นว่า กรณีจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ในความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 ทางพิจารณาได้ความว่าถุงมือยางเป็นสินค้าอุปโภคบริโภค การซื้อขายถุงมือยางในคดีนี้จึงไม่อยู่ในบังคับของพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 เพราะเป็นการจัดซื้อจัดจ้างที่เกี่ยวกับการพาณิชย์โดยตรงตามพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การคลังสินค้า พ.ศ. 2498 มาตรา 7 (1) และบัญชีเอกสารแนบท้ายประกาศคณะกรรมการนโยบายการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ เรื่องหลักเกณฑ์การจัดซื้อจัดจ้างของรัฐวิสาหกิจที่เกี่ยวกับพาณิชย์โดยตรง ลงวันที่ 6 ธันวาคม 2560 ข้อ 5.3.1 (2) การจัดซื้อถุงมือยางในคดีนี้ จึงเป็นการดำเนินการทำการค้าตามวัตถุประสงค์ขององค์การคลังสินค้า และมาตรา 17 (1) แห่งพระราชกฤษฎีกาฉบับดังกล่าวให้อำนาจคณะกรรมการองค์การคลังสินค้าดำเนินการตามมาตรา 6, 7 ได้

ดังนั้น การที่จำเลยที่ 1 ทำสัญญากับบริษัทจำเลยที่ 2 ไปโดยไม่ได้กำหนดไว้ในแผนการดำเนินการจัดซื้อจัดจ้าง ไม่เผยแพร่ในเว็บไซต์ขององค์การคลังสินค้า ไม่ติดประกาศในที่เปิดเผยรวมทั้งไม่มีราคาอ้างอิงนั้น จึงไม่เป็นความผิดตาม พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542

ที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ในความผิดตามพระราชบัญญัติดังกล่าว จึงชอบแล้ว

ดังนั้น ที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. เห็นว่า ข้อเท็จจริงมีมูลในเบื้องต้นน่าเชื่อว่าในการทำสัญญาซื้อขายถุงมือยางระหว่างองค์การคลังสินค้ากับจำเลยที่ 18 บริษัท GALORE MANAGEMENT, LLC บริษัท KRENEK LAW OFFICES,PLLC และการทำสัญญาซื้อขายถุงมือยางระหว่างองค์การคลังสินค้ากับจำเลยที่ 2 เกิดจากความร่วมมือกันระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 4 และจำเลยที่ 5 ในการสั่งการให้จำเลยที่ 6 นำจำเลยที่ 18 บริษัท KRENEK LAW OFFICES, PLLC เข้าไปทำสัญญาซื้อขายถุงมือยางกับองค์การคลังสินค้าเพื่อใช้เป็นข้ออ้างว่ามีลูกค้ารองรับล่วงหน้า

โดยเป็นข้ออ้างในการถอนเงินจากบัญชีเงินฝากประจำขององค์การคลังสินค้าไปจ่ายเป็นเงินล่วงหน้าและเพื่อเอื้อประโยชน์ให้แก่จำเลยที่ 2 เข้าทำสัญญาขายถุงมือยางกับองค์การคลังสินค้าโดยไม่ต้องแข่งขันราคากับผู้เสนอราคารายอื่นและเพื่อให้รับเงินล่วงหน้า 2,000,000,000 บาท จากองค์การคลังสินค้าการที่จำเลยที่ 1 อาศัยฐานะผู้อำนวยการสำนักบริหารงานกลาง รักษาการแทนผู้อำนวยการองค์การคลังสินค้าเอื้อประโยชน์ดังกล่าวทำให้เกิดความเสียหายเป็นมูลค่าสูง ไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะเปลี่ยนแปลงความเห็นเดิมของอัยการสูงสุดที่ได้พิจารณาไว้แล้ว

@ จำเลยที่ 4

กรณีจำเลยที่ 4 ทางพิจารณาได้ความว่า ขณะเกิดเหตุดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการองค์การคลังสินค้า มีอำนาจหน้าที่ในการวางนโยบายและควบคุมดูแลโดยทั่วไป ซึ่งกิจการขององค์การคลังสินค้ารวมทั้งดำเนินกิจการตามวัตถุประสงค์ขององค์การคลังสินค้าเท่านั้น โดยไม่มีอำนาจหน้าที่ใด ๆ ในการทำสัญญาซื้อขายถุงมือยาง และไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 4 ได้สั่งการให้จำเลยที่ 1 กระทำการใดอันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย การเสนอโครงการและการทำสัญญาเป็นการดำเนินการของจำเลยที่ 1 เองโดยอิสระ ทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 4 มีส่วนเกี่ยวข้องกับกลุ่มจำเลยอื่นที่เป็นผู้เข้ามาทำสัญญาหรือได้รับประโยชน์อื่นใดจากการทำสัญญาดังกล่าว

พยานหลักฐานในชั้นพิจารณาจึงยังไม่เพียงพอที่จะรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 4 กระทำผิดตามฟ้อง ที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 4 จึงชอบแล้ว

@ จำเลยที่ 5

กรณีจำเลยที่ 5 ทางพิจารณาได้ความว่า ขณะเกิดเหตุเป็นพนักงานองค์การคลังสินค้าตำแหน่งหัวหน้าส่วนงานการตลาดดิจิตอล โดยในการทำสัญญาซื้อขายถุงมือยาง จำเลยที่ 5 ปฏิบัติหน้าที่ภายใต้การบังคับบัญชาของจำเลยที่ 1 ซึ่งจำเลยที่ 5 เสนอบันทึกความเห็นไปตามขั้นตอนและระเบียบข้อบังคับแล้ว โดยเสนอให้ปฏิบัติไปตามขั้นตอนและระเบียบข้อบังคับขององค์การคลังสินค้า แต่จำเลยที่ 1 กลับไม่ดำเนินการตามความเห็นดังกล่าว โดยอ้างว่าตนเองสามารถทำสัญญาได้

นอกจากนี้ คดียังไม่ปรากฏพยานหลักฐานอื่นที่จะยืนยันได้ว่า จำเลยที่ 5 มีส่วนรู้เห็นหรือร่วมกับจำเลยที่ 1 กระทำความผิดตามฟ้อง ที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 5 จึงชอบแล้ว

@ จำเลยที่ 6 ถึงที่ 21

กรณีจำเลยที่ 6 ถึงที่ 21 ทางพิจารณาได้ความว่า กลุ่มจำเลยดังกล่าวได้ทำการติดต่อหาผู้ซื้อผู้ขายไปตามขั้นตอนปกติของการค้า พยานหลักฐานจากการติดต่อทางแอปพลิเคชันไลน์ การติดต่อหาลูกค้ารวมถึงพฤติการณ์แห่งคดีไม่มีลักษณะเป็นการวางแผนหรือเตรียมการล่วงหน้า ไม่ปรากฏว่าจำเลยกลุ่มดังกล่าวได้รับหรือจะได้รับประโยชน์อื่นใดที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายจากการทำสัญญา ทั้งยังไม่ปรากฏหลักฐานว่าจำเลยกลุ่มดังกล่าวรู้ว่าองค์การคลังสินค้าจะต้องวางมัดจำเป็นเงินจำนวนเท่าใดหรือรู้ว่าองค์การคลังสินค้ามีระเบียบในการจัดซื้อสินค้าอย่างไร

พยานหลักฐานในชั้นพิจารณาจึงไม่เพียงพอที่จะรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 6 ถึงจำเลยที่ 21 ร่วมกันกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 ตามฟ้องโจทก์

ที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 6 ถึงจำเลยที่ 21 จึงชอบแล้ว

เห็นควร ดำเนินการชี้แจงเหตุผลกรณีไม่อุทธรณ์คำพิพากษาให้ประชาชนทราบเป็นการทั่วไปตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 94 วรรคหนึ่ง และระเบียบสำนักงานอัยการสูงสุดว่าด้วยการดำเนินคดีของพนักงานอัยการในคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ. 2562 ข้อ 22 วรรคสอง ตามที่อัยการสูงสุดมอบหมาย (ดูเอกสารท้ายเรื่อง)

หากมีข้อมูลเพิ่มเติม จะนำมาเสนอต่อไป

คำชี้แจงอสส.(1)

คำชี้แจงอสส.(1)

คำชี้แจงอสส.(2)

คำชี้แจงอสส.(2)

คำชี้แจงอสส.(3)

คำชี้แจงอสส.(3)

แท็กที่เกี่ยวข้อง
ข่าวทุจริต
คดีถุงมือยางแสนล้าน
อัยการสูงสุด



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ทรัพย์สิน 12 ล้าน 'ณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์' สส.ปชน.-เงินลงทุน 1.2 ล.
ทรัพย์สิน 12 ล้าน 'ณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์' สส.ปชน.-เงินลงทุน 1.2 ล.