ป.ป.ช. เผยแพร่ผลคดีกล่าวหา 'สุทิน ชิตชอบ' อดีตผู้บัญชาการเรือนจำประจวบคีรีขันธ์ จัดตั้งกลุ่มแม่บ้านนำอาหารเครื่องดื่มเข้าไปจำหน่ายภายในเรือนจำโดยมิชอบ ล่าสุด ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 7 พิพากษาลงโทษจำคุก 5 ปี ทางไต่สวนเป็นประโยชน์ ลดโทษเหลือ 3 ปี 4 เดือน ไม่รอลงอาญา
สำนักข่าว Next News รายงานว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ เว็บไซต์สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้เผยแพร่ความคืบหน้าผลคดีกล่าวหา นายสุทิน ชิตชอบ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการเรือนจำจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จัดตั้งกลุ่มแม่บ้านเรือนจำจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เพื่อนำอาหารและเครื่องดื่มเข้าไปจำหน่ายภายในเรือนจำโดยมิชอบ ซึ่งถูกคณะกรรมการ ป.ป.ช. ชี้มูลความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151, 152 และ 157 ประกอบมาตรา 91 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 123/1 ซึ่งปัจจุบันแก้ไขเป็น พ.ร.ป. ป.ป.ช. พ.ศ. 2561 มาตรา 172 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ตั้งแต่เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2567
ล่าสุด เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2568 ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 7 มีคำพิพากษาว่า นายสุทิน ชิตชอบ จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 และ 152 (เดิม) รวมถึง พ.ร.ป. ป.ป.ช. พ.ศ. 2542 มาตรา 123/1
การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียว เป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการ หรือรักษาทรัพย์ของรัฐ ได้ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต จนก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ ลงโทษตามบทที่มีโทษหนักที่สุด มาตรา 151
จำคุก 5 ปี
แต่เนื่องจากทางไต่สวนของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ศาลจึงลดโทษให้ 1 ใน 3 ตามมาตรา 78 คงเหลือโทษจำคุก 3 ปี 4 เดือน ส่วนคำขออื่นให้ยก
เบื้องต้น คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีการประชุมเมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2569 เห็นชอบในการที่อัยการสูงสุด (อสส.) จะไม่อุทธรณ์คำพิพากษาศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 7
สำหรับประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 ระบุว่า ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการ หรือรักษาทรัพย์ใด ๆ ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต อันเป็นการเสียหายแก่รัฐ เทศบาล สุขาภิบาล หรือเจ้าของทรัพย์นั้น ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี หรือจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่หนึ่งแสนบาทถึงสี่แสนบาท
อย่างไรก็ดี คดีนี้ ยังไม่สิ้นสุด จำเลยยังมีสิทธิ์ต่อสู้คดีเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ ในชั้นศาลที่สูงกว่านี้ได้อีก

เอกสารแสดงผลคดีของ ป.ป.ช.
สำหรับมติการชี้มูลความผิดคดีนี้ ของ ป.ป.ช. ระบุว่า จากการไต่สวนปรากฏข้อเท็จจริงว่า ระหว่างเดือนกรกฎาคม 2557 ถึงวันที่ 29 กันยายน 2558 นายสุทิน เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการเรือนจำจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ได้มีคำสั่งตั้งชมรมแม่บ้านราชทัณฑ์เรือนจำจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ขึ้น ทั้งที่ในช่วงเวลาดังกล่าวยังไม่มีการออกระเบียบหรือข้อบังคับเกี่ยวกับการจัดตั้งชมรมแม่บ้านราชทัณฑ์เรือนจำ และอนุญาตให้ชมรมแม่บ้านราชทัณฑ์เรือนจำจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ผลิตสินค้าเพื่อนำไปฝากขายในร้านสงเคราะห์ผู้ต้องขัง โดยไม่มีการกำหนดจำนวนสินค้า และไม่มีกฎหมายรองรับให้สามารถกระทำได้ อีกทั้งไม่มีการหักส่วนลดไม่เกินร้อยละ 8 ของสินค้าที่จำหน่ายเข้าเป็นรายได้ของร้านค้าสงเคราะห์ผู้ต้องขัง ซึ่งเป็นเงินรายได้ของทางราชการ
ชมรมแม่บ้านราชทัณฑ์เรือนจำจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ มีผู้ถูกกล่าวหาที่ 5 เป็นผู้บริหารจัดการเงินรายรับรายจ่ายทั้งหมดเพียงคนเดียว ไม่เคยมีการแบ่งปันผลกำไรให้กับผู้ที่ปรากฏชื่อในชมรมแม่บ้านราชทัณฑ์เรือนจำจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ รวมทั้งผู้มีชื่อเข้าร่วมในชมรมแม่บ้านราชทัณฑ์เรือนจำจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ก็ไม่ทราบเกี่ยวกับรายจ่ายหรือผลประกอบกิจการของชมรมฯ แต่อย่างใด จึงเป็นการดำเนินการของผู้ถูกกล่าวหาที่ 5 เอง โดยอ้างชื่อชมรมแม่บ้านราชทัณฑ์เรือนจำจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และนำเงินได้จากการจำหน่ายสินค้าไปใช้เป็นประโยชน์ส่วนตัว
คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาแล้วมีมติเห็นว่า การกระทำของนายสุทิน ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 มีมูลความผิดทางอาญาฐานเป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการ หรือรักษาทรัพย์ใด ๆ ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต อันเป็นการเสียหายแก่รัฐ เทศบาล สุขาภิบาล หรือเจ้าของทรัพย์นั้น และฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 มาตรา 152 และมาตรา 157 ประกอบมาตรา 91 มาตรา 172 พ.ร.บ. ป.ป.ช. ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 และมีมูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง ตาม พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2561
ส่วนการกระทำของนางศิริพร อริยสัจธรรม ผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 และ น.ส.ศานิตตรา พิมพ์นวลศรี ผู้ถูกกล่าวหาที่ 4 จากการไต่สวนเบื้องต้น ข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานยังไม่เพียงพอที่จะฟังได้ว่า ได้กระทำความผิดทางอาญาตามที่กล่าวหา ข้อกล่าวหาทางอาญาไม่มีมูล ให้ข้อกล่าวหาตกไป แต่มีมูลเป็นความผิดทางวินัยอย่างไม่ร้ายแรง
การกระทำของ น.ส.ปวีณา ศานต์ฤทัยกุล ผู้ถูกกล่าวหาที่ 5 มีมูลความผิดทางอาญา ฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงาน มีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการ หรือรักษาทรัพย์ใด ๆ ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต อันเป็นการเสียหายแก่รัฐ เทศบาล สุขาภิบาล หรือเจ้าของทรัพย์นั้น
สำหรับนายสาครินทร์ เชื้อนาม ผู้ถูกกล่าวหาที่ 3 ที่ประชุมพิจารณาแล้วมีมติเป็นเอกฉันท์ ด้วยคะแนน 5 เสียง เห็นว่าจากการไต่สวนเบื้องต้น ข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานยังไม่เพียงพอที่จะฟังได้ว่า ได้กระทำความผิดทางอาญา ข้อกล่าวหาทางอาญาไม่มีมูล ให้ข้อกล่าวหาตกไป แต่การที่นายสาครินทร์มีฐานะเป็นผู้จัดการร้านสงเคราะห์ผู้ต้องขังเรือนจำจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ มีหน้าที่บริหารจัดการร้านดังกล่าว รวมถึงการเบิกจ่ายเงินร้านสงเคราะห์ผู้ต้องขัง ทั้งยังเป็นผู้ดูแลรายได้จากการจำหน่ายสินค้า แต่ไม่ดำเนินการหักส่วนลดสินค้าของ น.ส.ปวีณา ไม่เกินร้อยละ 8 ของสินค้าที่จำหน่ายได้เข้าเป็นเงินรายได้ของทางราชการ จึงมีมูลความผิดทางวินัยอย่างไม่ร้ายแรง
เบื้องต้น คณะกรรมการ ป.ป.ช. ให้ส่งรายงาน สำนวนการไต่สวน เอกสารหลักฐาน สำเนาอิเล็กทรอนิกส์ และคำวินิจฉัยไปยังอัยการสูงสุด เพื่อดำเนินคดีอาญาในศาลซึ่งมีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี และส่งรายงานสำนวนการไต่สวน เอกสารหลักฐาน และคำวินิจฉัยไปยังผู้บังคับบัญชา เพื่อดำเนินการทางวินัยกับผู้ถูกกล่าวหา และให้แจ้งเรือนจำจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจ เพื่อให้มีการชดใช้ค่าเสียหายด้วย
แต่ปัจจุบันยังไม่มีข้อมูลผลคดีในส่วนของ น.ส.ปวีณา และผู้เกี่ยวข้องคนอื่น ๆ




