ป.ป.ช. เผยแพร่ผลคดีกล่าวหา 'ปุณณดา เปลี่ยนโชติ' อดีตพนักงานธนาคารออมสิน สาขาอินเด็กซ์บางใหญ่ นนทบุรี นำเงินสดออกจากลิ้นชักไปเป็นของตนเองโดยทุจริต ล่าสุด ศาลอาญาคดีทุจริตประพฤติมิชอบภาค 1 พิพากษาลงโทษจำคุก 4 ปี 12 เดือน หลังรับสารภาพ ไม่รอลงอาญา ทำชื่อเสียงธนาคารเสียหาย
สำนักข่าว Next News รายงานว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ เว็บไซต์ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้เผยแพร่ความคืบหน้าผลคดีกล่าวหา นางสาวปุณณดา เปลี่ยนโชติ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งพนักงานธุรกิจ สาขา 5 ธนาคารออมสิน สาขาอินเด็กซ์บางใหญ่ ตำบลเสาธงหิน อำเภอบางใหญ่ จังหวัดนนทบุรี นำเงินสดออกจากลิ้นชักโต๊ะพนักงานเทลเลอร์ที่ตนนั่งปฏิบัติหน้าที่อยู่ไปเป็นของตนเองโดยทุจริต ซึ่งถูกคณะกรรมการ ป.ป.ช. ชี้มูลความผิดทางอาญา ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2502 มาตรา 4 , 11 ประกอบมาตรา 91 รวมทั้งมีความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 172 ตั้งแต่เมื่อวันที่ 22 มกราคม 2568
ล่าสุด เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2568 ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 มีคำพิพากษาว่า นางสาวปุณณดา เปลี่ยนโชติ จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2502 มาตรา 4 และมาตรา 11 รวมทั้งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 172
การกระทำของจำเลยถือเป็นกรรมเดียว แต่เป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ศาลจึงลงโทษตามบทที่มีอัตราโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ฐานเป็นพนักงานผู้มีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการ หรือรักษาทรัพย์ แล้วเบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือผู้อื่นโดยทุจริต หรือยอมให้ผู้อื่นเอาทรัพย์นั้นไปโดยทุจริต
จำคุกกระทงละ 5 ปี
จำเลยให้การรับสารภาพ อันเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา จึงมีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 และมาตรา 91
คงจำคุกกระทงละ 2 ปี 6 เดือน รวม 2 กระทง เป็นจำคุก 4 ปี 12 เดือน
ทั้งนี้ ศาลพิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีแล้วเห็นว่า จำเลยเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ มีหน้าที่รับผิดชอบในการจัดการ รับฝาก หรือถอนเงินสดของลูกค้า แต่กลับกระทำการโดยทุจริต อันเป็นการฝ่าฝืนหน้าที่และกระทบต่อความเชื่อมั่นในการปฏิบัติราชการและหน่วยงานของรัฐ
ธนาคารออมสิน เป็นหน่วยงานของรัฐที่ได้รับความเชื่อถือและไว้วางใจจากประชาชนอย่างสูง ดังนั้น จำเลยซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของธนาคาร ควรยึดมั่นในความซื่อสัตย์สุจริตในการปฏิบัติหน้าที่และให้บริการประชาชน
แต่จำเลยกลับอาศัยอำนาจหน้าที่ เบียดบังเงินสดของลูกค้าที่มาใช้บริการไปเป็นของตนโดยทุจริต อันเป็นการบ่อนทำลายความน่าเชื่อถือของหน่วยงานของรัฐอย่างร้ายแรง
ศาลเห็นว่าพฤติการณ์แห่งคดีเป็นเรื่องร้ายแรง ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อหน่วยงานของรัฐ จึงไม่มีเหตุสมควรรอการลงโทษ
อย่างไรก็ดี จำเลยยังมีสิทธิ์ต่อสู้คดีในชั้นศาลที่สูงกว่านี้ได้อีก
เบื้องต้น คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีการประชุมเมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2569 เห็นชอบให้อัยการสูงสุดไม่อุทธรณ์คำพิพากษาของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1
สำหรับ พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2502 มาตรา 4 ระบุว่า ผู้ใดเป็นพนักงานมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการ หรือรักษาทรัพย์ใด เบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือเป็นของผู้อื่นโดยทุจริต หรือโดยทุจริตยอมให้ผู้อื่นเอาทรัพย์นั้นเสีย ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 5 ปีถึง 20 ปี หรือจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่ 2,000 บาทถึง 40,000 บาท

เอกสารแสดงผลคดีของป.ป.ช.




