News Logo
หน้าแรก
เปิดข้อโต้แย้ง 'วัชรพล-สุภา' ศาลไม่ให้ 'วีระ' ถอนฟ้อง ก่อนโดนคุก 3 ปี

เปิดข้อโต้แย้ง 'วัชรพล-สุภา' ศาลไม่ให้ 'วีระ' ถอนฟ้อง ก่อนโดนคุก 3 ปี

28 พ.ค. 2569 06:10
ผู้ชม 419 คน

"...ตามข้อบังคับของประธานศาลฎีกา ว่าด้วยวิธีการดำเนินคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ.2559 ข้อ 14 กำหนดให้ ศาลพิจารณาคำร้องขอถอนฟ้องของโจทก์โดยคำนึงถึงประโยชน์สาธารณะและความเสียหายที่มีผลกระทบต่อรัฐเป็นสำคัญ...เมื่อคดีนี้ปรากฏว่า ศาลนี้โดยผู้พิพากษาท่านเดียวกันได้เคยพิจารณาคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 8 และที่ 11 ซึ่งถูกกล่าวหาว่าร่วมกันกับจำเลยที่ 3 และที่ 7 ในการกระทำความผิดกรรมเดียวกันแล้วและได้มีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องจำเลยที่ 8 และที่ 11 ดังกล่าวได้ ..."

กำลังจะเป็นคดีสำคัญ ที่ต้องถูกบันทึกลงในหน้าประวัติศาสตร์การทำงานของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) หน่วยงานที่มีหน้าที่ภารกิจสำคัญในการป้องกันและปราบปรามการทุจริตของประเทศไทย

สำหรับกรณีเมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2569 ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 มีคำพิพากษาตัดสินคดีที่นายวีระ สมความคิด เลขาธิการเครือข่ายประชาชนต้านคอร์รัปชัน (คปต.) เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ อดีตประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และ นางสาวสุภา ปียะจิตติ อดีตกรรมการ ป.ป.ช. ปกปิดเอกสารการสอบสวนกรณีการครอบครองนาฬิกาหรูของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ครั้งเข้ารับตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี โดยศาลฯ มีคำพิพากษาสั่งลงโทษจำคุก พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ และ นางสาวสุภา ปียะจิตติ คนละ 3 ปี ก่อนที่ทั้งสองคน จะได้รับการประกันตัวสู้คดีในชั้นอุทธรณ์ต่อไป

หลังต่อสู้กันมายาวนานกว่า 9 ปี ท่ามกลางข้อสงสัยนานับประการของสาธารณชนมาตลอดว่า ทำไม ป.ป.ช. ถึงดื้อแพ่ง ไม่ยอมเปิดเผยข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับการตีตกคดีนี้ให้กับ นายวีระ สมความคิด แต่โดยดี ทั้งที่การพิจารณาคดีนี้เสร็จสิ้นไปแล้ว และศาลปกครองสูงสุด ก็มีคำสั่งให้ ป.ป.ช. เปิดเผยข้อมูลต่อนายวีระ แต่กลับอ้างเหตุผล ที่จะไม่ยอมเปิดเผยข้อมูลให้ แถมเมื่อถึงคราวที่จะต้องเปิดเผยข้อมูล ก็มีการใช้เทคนิค "แถบดำ" ในตำนาน เข้ามาช่วยเซ็นเซอร์ข้อความเปิดทับข้อมูลสำคัญ แบบเป็นหน้าๆ

อันนำมาสู่จุดเริ่มต้นการฟ้องร้องคดีนี้ ต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 และนำไปสู่บทสรุปคำพิพากษาของศาล ในการสั่งลงโทษจำคุก พล.ต.อ.วัชรพล และ นางสาวสุภา คนละ 3 ปี ข้างต้น

ภาพประกอบรายงาน

ภาพประกอบรายงาน

อย่างไรก็ดี ในการพิจารณาคดีนี้ของศาลฯ มีข้อเท็จจริงสำคัญประการหนึ่ง ที่ยังไม่มีการเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณชนเป็นทางการ คือ ในการฟ้องร้องคดีนี้ ช่วงเริ่มต้นมีรายชื่อจำเลยมากกว่า 12 ราย ได้แก่ 1.นายนิวัติไชย เกษมมงคล อดีตเลขาฯ ป.ป.ช. 2.นายวรวิทย์ สุขบุญ อดีตเลขาฯ ป.ป.ช. ส่วนที่เหลือเป็นคณะกรรมการ ป.ป.ช. คือ พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ อดีตประธาน ป.ป.ช. 4.นายปรีชา เลิศกมลมาศ 5.พลตำรวจเอกสถาพร หลาวทอง 6.นายณรงค์ รัฐอมฤต 7.นางสาวสุภา ปียะจิตติ 8.นายวิทยา อาคมพิทักษ์ 9.นางสุวณา สุวรรณจูฑะ 10.พลเอก บุณยวัจน์ เครือหงส์ 11.นายณัฐจักร ปัทมสิงห์ ณ อยุธยา 12.นายสุชาติ ตระกูลเกษมสุข

แต่ในระหว่างการพิจารณาคดี นายวีระ ได้มีการทยอยถอนฟ้องจำเลยไปเกือบหมด จนกระทั่งเหลือจำเลย 4 ราย คือ พล.ต.อ.วัชรพล จำเลยที่ 3 นางสาวสุภา ปียะจิตติ จำเลยที่ 7 นายวิทยา อาคมพิทักษ์ จำเลยที่ 8 และนายณัฐจักร ปัทมสิงห์ ณ อยุธยา จำเลยที่ 11 ซึ่งก่อนจะถึงวันพิจารณาตัดสินคดี เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2569 นายวีระ ก็ยื่นขอถอนฟ้องจำเลยทั้ง 4 ราย เพิ่มเติม

ขณะที่ศาลอนุญาตให้นายวีระ ถอนฟ้อง นายวิทยา และ นายณัฐจักร ในเวลาต่อมา เหลือแค่ พล.ต.อ.วัชรพล และ นางสาวสุภา ที่ศาลยกคำร้องการถอนฟ้อง และนำมาสู่การตัดสินลงโทษจำคุกจำเลย ทั้งสอง

โฟกัสข้อมูลในส่วนนี้ ทำไมศาลฯ ถึงยกคำร้องถอนฟ้องพล.ต.อ.วัชรพล และ นางสาวสุภา ?

สำนักข่าว Next News ตรวจสอบยืนยันข้อมูลว่า เหตุผลที่ นายวีระ ยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอถอนฟ้อง นายวิทยา นายณัฐจักร พล.ต.อ.วัชรพล และ นางสาวสุภา มีการระบุว่า นายวีระ ได้พูดคุยทำความเข้าใจกับจำเลยทั้ง 4 ราย แล้ว และยอมขอโทษนายวีระ ทำหนังสือขอโทษเป็นทางการ นายวีระจึงยอมถอนฟ้องให้

@ ป.ป.ช.ทำหนังสือขอโทษ วีระ ยอมถอนฟ้องให้

โดยในส่วนของ พล.ต.อ.วัชรพล และ นางสาวสุภา มีการระบุว่า ได้พูดคุยเจรจา ปรับความเข้าใจกันดีแล้ว เกี่ยวกับบทบาทหน้าที่ของนายวีระ ในฐานะนักสิทธิมนุษยชน ซึ่งมีความตั้งใจดีที่จะทำประโยชน์ให้กับสังคมและประเทศ และบทหน้าที่หน้าที่ของพล.ต.อ.วัชรพล และ นางสาวสุภา ในฐานะกรรมการ ป.ป.ช. ที่ได้กระทำการไปตามอำนาจหน้าที่ ตามกฎหมายโดยสุจริต และทำในรูปแบบและมติของคณะกรรมการ ที่เกี่ยวกับการวินิจฉัยและมีมติในคดีพิพาทนี้ อันเป็นเหตุให้กระทบต่อความรู้สึกของประชาชนและโจทก์ โดยพล.ต.อ.วัชรพล และ นางสาวสุภา ขออภัยต่อสังคมและนายวีระด้วย

ต่อมา เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2569 ศาลฯ พิจารณาแล้วเห็นสมควรไม่อนุญาตให้ถอนฟ้องคดี ระบุเหตุผลว่า คดีนี้ โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยในมูลเหตุที่ พล.ต.อ.วัชรพล จำเลยที่ 3 และนางสาวสุภา ที่ 7 ในฐานะที่เป็นคณะกรรมการ ป.ป.ช. ไม่เปิดเผยข้อมูลให้ถูกต้องครบถ้วนตามคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด

แม้โจทก์จะเคยถอนฟ้องจำเลยอื่นไปบ้างแล้ว และแม้จำเลยที่ 3 และที่ 7 จะไม่ค้านการถอนฟ้องก็ตาม

แต่การที่ศาลจะอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องหรือไม่เป็นดุลพินิจ โดยศาลคำนึงถึงประโยชน์สาธารณะและความเสียหายที่มีผลกระทบต่อรัฐเป็นสำคัญ

การที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. เป็นองค์กรของรัฐและต้องปฏิบัติหน้าที่ภายใต้กฎหมาย เพื่อให้เกิดความเชื่อมั่นศรัทธาของประชาชน และมูลเหตุที่ถูกฟ้องก็เกิดจากการปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลปกครอง โดยมีข้อพิจารณาว่าถูกต้องแล้วหรือไม่

หากฟังว่าจำเลยไม่ปฏิบัติให้ถูกต้องก็ย่อมส่งผลกระทบต่อการบังคับใช้กฎหมาย ทำให้เสียหายต่อกระบวนการการยุติธรรม การยุติธรรมและต่อรัฐ หากศาลนี้ได้พิจารณาคดีต่อไปจนสิ้นกระแสความย่อมเกิดประโยชน์แก่สาธารณชนรวมทั้งคู่ความในคดี

@ ศาลฯ ไม่อนุญาตถอนฟ้อง พล.ต.อ.วัชรพล -สุภา

เหตุตามคำร้องที่โจทก์ถอนฟ้อง อ้างว่าโจทก์และจำเลยปรับความเข้าใจกันดีแล้วย่อมไม่เพียงพอ กรณีจึงไม่เห็นสมควรที่จะให้โจทก์ถอนฟ้องจำเลยที่ 3 และที่ 7 ยกคำร้อง

ศาลแจ้งประเด็นและข้อเท็จจริงที่จะสืบพยานให้พยานแต่ละปากทราบแล้ว

ศาลสืบพยานโจทก์เสร็จ 1 ปาก แล้วโจทก์แถลงหมดพยาน

ให้เลื่อนไปสืบพยานจำเลยที่ 3 และที่ 7 ในช่วงบ่ายวันเดียวกัน

จนกระทั่ง วันที่ 27 เมษายน 2569 พล.ต.อ.วัชรพล จำเลยที่ 3 และนางสาวสุภา จำเลยที่ 7 ได้ยื่นขอคัดค้านคำสั่งไม่อนุญาตให้ถอนฟ้องคดีอีกครั้ง

โดยจำเลยทั้ง 2 ราย ระบุว่าไม่เห็นพ้องด้วยกับคำสั่งร้องขอถอนฟ้องดังกล่าว และขอโต้แย้งคำสั่งดังกล่าวด้วยเหตุผลดังนี้

1.การใช้ดุลพินิจในการสั่งคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 3 และที่ 7 เมื่อครั้งวันที่ 7 เมษายน 2569 ไม่สอดคล้องกับคำสั่งคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยอื่นในคดีนี้ โดยไม่ปรากฏเหตุผลของเหตุแห่งความไม่สอดคล้องดังกล่าว

กล่าวคือ คดีนี้ โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยทั้งสิบสองในฐานะเลขาธิการ ป.ป.ช. และคณะกรรมการ ป.ป.ช. กล่าวหาว่า จำเลยทั้งสิบสองร่วมกันไม่เปิดเผยข้อมูลให้ถูกต้องครบถ้วนตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด โดยเป็นการกล่าวหาจำเลยทั้งหมดซึ่งดำรงตำแหน่งเดียวกันว่าร่วมกันกระทำความผิดในคราวเดียวกันและเป็นการกระทำกรรมเดียวกัน อันเป็นเหตุลักษณะคดี

ข้อเท็จจริงคดีนี้ปรากฏว่า ก่อนที่โจทก์จะยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 3 และที่ 7 นั้น โจทก์ได้เคยยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 11 และที่ 8 มาก่อนแล้ว ปรากฏตามคำร้องขออนุญาตขอถอนฟ้องจำเลยที่ 11 ฉบับลงวันที่ 21 พฤศจิกายน 2568 และ คำร้องขออนุญาตถอนฟ้องจำเลยที่ 8 ฉบับลงวันที่ 24 มีนาคม 2569 ในสำนวนศาล โดยจำเลยที่ 8 และที่ 11 ต่างก็เป็นกรรมการ ป.ป.ช. เช่นเดียวกับจำเลยที่ 3 และที่ 7 และจำเลยดังกล่าวก็ถูกกล่าวหาว่าร่วมกันกระทำความผิดกรรมเดียวกันกับจำเลยที่ 3 และที่ 7 ด้วย และเมื่อพิจารณาคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 8 และที่ 11 เปรียบเทียบกันกับคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 3 และ 7 แล้ว ก็ปรากฏว่าเหตุแห่งการขอถอนฟ้องก็มิได้ต่างกัน คือ โจทก์ไม่มีความประสงค์จะดำเนินคดีกับจำเลยดังกล่าวอีกต่อไป

ดังนั้น เมื่อจำเลยที่ 3 ที่ 7 ที่ 8 และที่ 11 ถูกกล่าวหาในสถานะและการกระทำเดียวกัน เนื้อหาในคำร้องขอถอนฟ้องมีลักษณะเหมือนกัน และผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและมีคำสั่งคำร้องดังกล่าวของจำเลยที่ 3 ที่ 7 ที่ 8 และที่ 11 ก็เป็นบุคคลเดียวกัน คำสั่งคำร้องย่อมควรต้องเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ด้วยเหตุดังกล่าว จำเลยที่ 3 และที่ 7 จึงขอคัดค้านคำสั่งยกคำร้องขอถอนฟ้องของศาล

2.คดีนี้ จำเลยที่ 3 และที่ 7 เห็นว่า ศาลได้เคยพิจารณากรณีจำเลยที่ 8 และที่ 11 ที่โจทก์ได้ถอนฟ้องและศาลได้อนุญาตไปแล้วว่า กรณีการกระทำคดีนี้มิได้กระทบต่อสาธารณประโยชน์

กล่าวคือ ตามข้อบังคับของประธานศาลฎีกา ว่าด้วยวิธีการดำเนินคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ.2559 ข้อ 14 กำหนดให้ ศาลพิจารณาคำร้องขอถอนฟ้องของโจทก์โดยคำนึงถึงประโยชน์สาธารณะและความเสียหายที่มีผลกระทบต่อรัฐเป็นสำคัญ

เมื่อคดีนี้ปรากฏว่า ศาลนี้โดยผู้พิพากษาท่านเดียวกันได้เคยพิจารณาคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 8 และที่ 11 ซึ่งถูกกล่าวหาว่าร่วมกันกับจำเลยที่ 3 และที่ 7 ในการกระทำความผิดกรรมเดียวกันแล้วและได้มีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องจำเลยที่ 8 และที่ 11 ดังกล่าวได้

แสดงว่า ศาลนี้ได้พิจารณาคำร้องขอถอนฟ้องของโจทก์โดยคำนึงถึงประโยชน์สาธารณะและความเสียหายที่มีผลกระทบต่อรัฐเป็นสำคัญตามข้อ 14 ของข้อบังคับของประธานศาลฎีกา ว่าด้วยวิธีการดำเนินคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ.2559 แล้วเห็นว่าการกระทำคดีนี้ไม่กระทบต่อประโยชน์สาธารณะ เพราะหากศาลเห็นว่าคดีนี้เกี่ยวพันถึงประโยชน์สาธารณะแล้ว ศาลย่อมไม่อาจให้ถอนฟ้องจำเลยที่ 8 และที่ 11 ได้ เพราะจะเป็นการขัดต่อข้อบังคับของประธานศาลฎีกา ว่าด้วยวิธีการดำเนินคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ.2559 ข้อ 14 ดังกล่าวข้างต้น

ดังนั้น การที่ศาลมีคำสั่งยกคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 3 และที่ 7 เพราะเหตุว่า “... หากศาลนี้ได้พิจารณาคดีต่อไปจนสิ้นกระแสความย่อมเกิดประโยชน์ต่อสาธารณชน”

จึงขัดแย้งกับดุลพินิจของศาลเองซึ่งเคยได้วินิจฉัยไปก่อนหน้าแล้วในการพิจารณาอนุญาตให้ถอนฟ้องจำเลยที่ 8 และที่ 11 ทั้งศาลก็มิได้ให้เหตุผลว่าเพราะเหตุใดศาลจึงเห็นว่าการพิจารณาพิพากษาคดีในส่วนของจำเลยที่ 3 และที่ 7 เท่านั้นจึงจะเป็นประโยชน์สาธารณะ แต่คดีในส่วนของจำเลยที่ 8 และที่ 11 ซึ่งถูกกล่าวหาอย่างเดียวกันกลับไม่กระทบต่อประโยชน์สาธารณะ ด้วยเหตุดังกล่าว จำเลยที่ 3 และที่ 7 จึงขอคัดค้านคำสั่งยกคำร้องขอถอนฟ้องของศาล

นอกจากนี้ จำเลยที่ 3 และที่ 7 ขอเรียนต่อศาลว่า มูลเหตุคดีนี้เกี่ยวพันถึงการดำเนินการเปิดเผยข้อมูลให้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด ซึ่งประเด็นดังกล่าวปัจจุบันยังคงเป็นข้อพิพาทที่ยังคงอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลปกครอง โดยเป็นการโต้แย้งระหว่างตัวโจทก์ผู้ขอเอกสารและสำนักงานป.ป.ช. ว่าจะต้องมีการดำเนินการตามคำพิพากษาคดีหนึ่งๆ อย่างไร มิได้เป็นประเด็นที่กระทบต่อสาธารณชนหรือมีผลกระทบต่อรัฐเป็นสำคัญแต่อย่างใด

@ ทำไมอนุญาต ถอนฟ้อง วิทยา-ณัฐจักร

3.การใช้ดุลพินิจของศาลไม่สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2560

จำเลยที่ 3 และที่ 7 ขอแถลงต่อศาลว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 27 วางหลักว่า บุคคลย่อมเสมอกันในกฎหมาย มีสิทธิและเสรีภาพและได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายเท่าเทียมกัน ซึ่งหลักดังกล่าวนี้เองมีความหมายว่า “สิ่งที่เหมือนกันต้องได้รับการปฏิบัติที่เหมือนกัน สิ่งที่แตกต่างกันต้องได้รับการปฏิบัติที่แตกต่างกัน” โดยรัฐธรรมนูญมุ่งคุ้มครองมิให้รัฐมีการปฏิบัติต่อสิ่งที่มีสาระสำคัญเหมือนกันให้แตกต่างกันตามอำเภอใจได้

เกี่ยวกับคดีนี้ เมื่อพิจารณาถึงการกระทำที่โจทก์กล่าวหาว่าจำเลยทั้งหลายกระทำความผิดสถานความเป็นกรรมการ ป.ป.ช. ของจำเลยที่ 3 ที่ 7 ที่ 8 และ ที่ 11 ประกอบกับคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 8 คำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 11 คำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 3 และที่ 7 เปรียบเทียบ กันโดยละเอียดแล้ว ปรากฏว่ามิได้แตกต่างกันในสาระสำคัญเลยแม้แต่น้อย

ดังนั้น จำเลยที่ 3 ที่ 7 ที่ 8 และที่ 11 พึงต้องได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมและเสมอภาคกันในการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีนี้

แต่ศาลกลับยกคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 3 และที่ 7 แต่อนุญาตให้ถอนฟ้องจำเลยที่ 8 และที่ 11 โดยไม่ปรากฏเหตุว่าเพราะเหตุใดจำเลยที่ 3 และที่ 7 จึงได้รับการปฏิบัติที่แตกต่างกันกับจำเลยที่ 8 และที่ 11 เป็นเหตุให้จำเลยที่ 3 และที่ 7 ถูกดำเนินคดีโดยมิได้รับการปฏิบัติอย่างเสมอภาคและเท่าเทียมกับจำเลยอื่นซึ่งมีสถานะเดียวกันและถูกกล่าวหาเพราะการกระทำเดียวกัน

ด้วยเหตุดังกล่าว จำเลยที่ 3 และที่ 7 จึงเห็นว่า การใช้ดุลพินิจของศาลไม่สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 27

3. จำเลยที่ 3 และที่ 7 ขอเรียนว่า จำเลยที่ 3 และที่ 7 เคารพในกระบวนการยุติธรรมมาโดยตลอด และเชื่อมั่นว่าจำเลยทั้งสองดังกล่าวจะได้รับการปฏิบัติอย่างเป็นธรรมจากศาลโดยเท่าเทียมกับจำเลยอื่น

อย่างไรก็ตาม ภายหลังจากการสืบพยาน จำเลยที่ 3 และที่ 7 ได้ตรวจสำนวนศาลแล้วพบว่า ศาลได้อนุญาตให้ถอนฟ้องจำเลยที่ 8 และที่ 11 ไป โดยไม่กล่าวถึงประเด็นประโยชน์สาธารณะแต่อย่างใด ทั้งที่ข้อเท็จจริงปรากฏตามคำฟ้องของโจทก์และตามทางต่อสู้ของฝ่ายจำเลยว่า ในการพิจารณาเรื่องการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารตามคำสั่งของศาลปกครองสูงสุดนั้น จำเลยที่ 3 ที่ 7 ที่ 8 และที่ 11 ต่างก็ได้พิจารณาและมีมติร่วมกัน โดยเป็นการดำเนินการในลักษณะองค์กรกลุ่ม

อีกทั้งเป็นการพิจารณาและมีมติในคราวเดียวกันวันเวลาเดียวกันเสมอ แต่กลับมีเพียงจำเลยที่ 3 จำเลยที่ 7 เท่านั้นที่เมื่อโจทก์ขออนุญาตถอนฟ้องแล้ว ศาลกลับไม่อนุญาตให้ถอนฟ้องดังเช่นจำเลยที่ 8 และจำเลยที่ 11

จำเลยที่ 3 และที่ 7 ขอเรียนยืนยันว่า จำเลยที่ 3 และที่ 7 เคารพดุลพินิจในการพิจารณาสั่งคำร้องต่างๆ ของศาล

อย่างไรก็ตาม ด้วยเหตุความไม่สอดคล้องดังกล่าวข้างต้น โดยเฉพาะในประเด็นประโยชน์สาธารณะซึ่งศาลมิได้หยิบยกขึ้นวินิจฉัยในการอนุญาตให้ถอนฟ้องจำเลยที่ 8 และที่ 11 แต่กลับหยิบยกขึ้นมาเป็นเหตุไม่อนุญาตให้ถอนฟ้องจำเลยที่ 3 และที่ 7 จำเลยที่ 3 และที่ 7 จึงไม่อาจเห็นพ้องด้วยกับคำสั่งยกคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 3 และที่ 7 ดังกล่าวได้ และขอคัดค้านคำสั่งยกคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 3 และที่ 7 ดังกล่าว

@ ข้อคัดค้าน พล.ต.อ.วัชรพล -สุภา ไม่เป็นผล -สั่งจำคุกคนละ 3 ปี

ทั้งหมดนี้ เป็นข้อคัดค้านคำสั่งไม่อนุญาตให้ถอนฟ้องคดี ของ พล.ต.อ.วัชรพล และนางสาวสุภา ที่ยื่นต่อศาลฯ

ขณะที่ในสรุปคำพิพากษาคดีนี้ ของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 ที่เผยแพร่ต่อสาธารณชนเป็นทางการ ระบุว่า ชั้นไต่สวนมูลฟ้อง ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 พิพากษาว่า พฤติการณ์การกระทำของจำเลยที่ 3 ที่ 7 ที่ 8 และที่ 11 ที่ลงมติไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด มีมูลว่าเป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบด้วยกฎหมายเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 จึงให้ประทับฟ้องจำเลยที่ 3 ที่ 7 ที่ 8 และที่ 11 ไว้พิจารณาต่อไป ยกฟ้องจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 5 ที่ 6 ที่ 9 ที่ 10 และที่ 12

ระหว่างพิจารณา โจทก์ขอถอนฟ้องจำเลยที่ 8 ที่ 11 ศาลอนุญาต วันสืบพยานโจทก์ขอถอนฟ้องจำเลยที่ 3 และที่ 7 ศาลยกคำร้อง ด้วยเหตุคำร้องขอถอนฟ้องของโจทก์ไม่เป็นประโยชน์แก่สาธารณะ และอาจเกิดความเสียหายที่มีผลกระทบต่อรัฐเป็นสำคัญ ตามรายงานกระบวนพิจารณา ลงวันที่ 7 เมษายน 2569 ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 วินิจฉัยว่า "...โจทก์เป็นนักสิทธิมนุษยชนทำหน้าที่ช่วยเหลือราชการด้านภัยคอร์รัปชั่น การที่โจทก์ขอข้อมูลข่าวสารจากสำนักงานคณะกรรมการ ป.ป.ช. และ คณะกรรมการ ป.ป.ช. ล้วนแต่เป็นไปเพื่อการตรวจสอบการทุจริตคอร์รัปชั่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายหลังศาลปกครองสูงสุดก็ได้พิพากษาให้โจทก์มีสิทธิได้รับเอกสารที่เกี่ยวกับการตรวจสอบทรัพย์สินในเรื่องที่กล่าวหาว่ามีการกระทำการโดยทุจริต โจทก์จึงเป็นผู้เสียหายโดยตรงจากการกระทำของจำเลยที่ 3 (พล.ต.อ.วัชรพล ) และที่ 7 (น.ส.สุภา ปียะจิตติ) และ เป็นผู้เสียหายโดยนิตินัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องตามมาตรา 28 (2) ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ. 2559 มาตรา 6 วรรคหนึ่ง...การกระทำของจำเลยที่ 3 และที่ 7 เป็นความผิดตามฟ้อง แต่มีเจตนาเดียวเพื่อมิให้โจทก์ได้รับข้อมูลข่าวสารทั้ง 3 รายการตั้งแต่ต้น จึงเป็นการกระทำกรรมเดียว"

ก่อนที่จะมีคำพิพากษาว่า จำเลยที่ 3 และที่ 7 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ประกอบมาตรา 83 จำคุกคนละ 3 ปี ตามที่ปรากฏเป็นข่าวไปแล้วก่อนหน้านี้

ทั้งนี้เป็นข้อมูลเชิงลึกที่สำนักข่าว Next News ตรวจสอบพบล่าสุด

อย่างไรก็ดี คดีนี้ ยังไม่สิ้นสุด จำเลยทั้ง 2 ได้ประกันตัวสู้คดีในชั้นอุทธรณ์ หลังวางหลักทรัพย์ประกันตัวคนละ 4 แสนบาท แต่ห้ามเดินทางออกนอกประเทศ

บทสรุปสุดท้ายคดีนี้ จะออกมาเป็นอย่างไร ต้องติดตามดูกันต่อไป

แต่สิ่งที่เห็นและเป็นไปแล้ว คือ ท้ายที่สุดแล้ว คดีนี้อาจไม่ได้เป็นเพียงคดีอาญาทั่วไปของอดีตกรรมการ ป.ป.ช. ที่ถูกศาลพิพากษาลงโทษจำคุก หากแต่คดีนี้ กำลังถูกจดจำในฐานะ “คดีประวัติศาสตร์” ที่สังคมใช้จับตาบทบาท ความโปร่งใส และความรับผิดชอบขององค์กรอิสระซึ่งมีหน้าที่ตรวจสอบการทุจริตของประเทศโดยตรง

โดยเฉพาะคำวินิจฉัยของศาลที่ระบุชัดว่า การไม่เปิดเผยข้อมูลตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด อาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชน กระทบต่อกระบวนการยุติธรรม และกระทบต่อรัฐในภาพรวม จนไม่อาจอนุญาตให้ถอนฟ้องได้ แม้คู่กรณีจะเจรจาปรับความเข้าใจกันแล้วก็ตาม

และยังกลายจะเป็นบรรทัดฐานสำคัญที่สะท้อนว่า เมื่อเรื่องใดเกี่ยวข้องกับประโยชน์สาธารณะและความเชื่อมั่นต่อองค์กรตรวจสอบของรัฐแล้ว กระบวนการยุติธรรมอาจต้องเดินหน้าต่อ แม้ผู้ฟ้องจะเปลี่ยนใจไม่ติดใจเอาความก็ตาม อีกด้วย

ส่วนบุคคลเดียว ที่ดูเหมือนจะรอดพ้น จากคดีความเรื่องนาฬิกาหรู คือ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เพราะป.ป.ช.ตีตกข้อกล่าวหาสำคัญไปหมดแล้ว

อ่านประกอบ

ป.ป.ช.ซุ่มเงียบตีตกคดี ‘นาฬิกาหรูบิ๊กป้อม’รับเกิน3 พัน เกือบ 3 ปีแล้ว

ภาพประกอบรายงาน

ภาพประกอบรายงาน



แท็กที่เกี่ยวข้อง
ข่าวทุจริต
คดีปกปิดผลสอบนาฬิกาหรู
ปกปิดเอกสารคดีนาฬิกาหรูบิ๊กป้อม
สุภา ปิยะจิตติ
ป.ป.ช.
วีระ สมความคิด
วัชรพล ประสารราชกิจ



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ทรัพย์สิน 96 ล้าน 'เศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์' เลขาฯส.ป.ก. เงินฝาก 10 ล.
ทรัพย์สิน 96 ล้าน 'เศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์' เลขาฯส.ป.ก. เงินฝาก 10 ล.