ป.ป.ช. เผยแพร่ความคืบหน้าผลคดีกล่าวหา 'จำนงค์ สาทร' อดีตนายก อบต.ห้วยเหนือ อำเภอขุขันธ์ ศรีสะเกษ ทุจริตโครงการฝึกอบรมศึกษาดูงานประจำปี 58 ล่าสุด ศาลอาญาคดีทุจริตประพฤติมิชอบภาค 3 พิพากษาลงโทษ จำคุก 6 เดือน หลังรับสารภาพ นับโทษต่อคดีเก่า 5 ปี ทุจริตเบิกจ่ายค่าจ้างก่อสร้างให้ผู้รับเหมา
สำนักข่าว Next News รายงานว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้เผยแพร่ความคืบหน้าผลคดีกล่าวหา นายจำนงค์ สาทร เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ห้วยเหนือ อำเภอขุขันธ์ จังหวัดศรีสะเกษ กับพวก ทุจริตโครงการฝึกอบรมและศึกษาดูงานของคณะผู้บริหาร สมาชิกสภา พนักงานส่วนตำบล พนักงานจ้าง ผู้นำชุมชนขององค์การบริหารส่วนตำบล และส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ประจำปี 2558 ซึ่งถูกคณะกรรมการ ป.ป.ช. ลงมติชี้มูลความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147, มาตรา 157, มาตรา 162 (1) และ (4) ประกอบมาตรา 86 และมาตรา 91 รวมทั้งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 123/1 (ปัจจุบันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 172) ตั้งแต่เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2567
โดยคดีนี้ มีจำเลย 5 ราย ได้แก่ นายจำนงค์ สาทร จำเลยที่ 1, นางสาวชิษณุชา หรือ กรรณิการ์ กิ่งผา จำเลยที่ 2, นางสาวนาตยา โสนทอง จำเลยที่ 3, บริษัท ยิ้มละไม จำกัด จำเลยที่ 4 และ นางสาวสรณีย์ โสนทอง จำเลยที่ 5
ล่าสุด เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2568 ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 3 มีคำพิพากษาดังนี้
จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 123/1 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83
จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147, มาตรา 162 (1) และ (4) และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 123/1 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83
จำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147, มาตรา 162 (1) และ (4) และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 123/1 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86
การกระทำของจำเลยทั้งห้าเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท
ให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 123/1 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี
ลงโทษจำเลยที่ 2 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 ประกอบมาตรา 83 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 5 ปี
ลงโทษจำเลยที่ 3 และที่ 5 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 ประกอบมาตรา 86 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 3 ปี 4 เดือน และปรับคนละ 20,000 บาท
ปรับจำเลยที่ 4 เป็นเงิน 20,000 บาท
จำเลยที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 5 ให้การรับสารภาพ ส่วนจำเลยที่ 2 ให้การเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 5 คนละกึ่งหนึ่ง และลดโทษให้จำเลยที่ 2 หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78
คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 6 เดือน
คงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 3 ปี 4 เดือน
คงจำคุกจำเลยที่ 3 และที่ 5 คนละ 1 ปี 8 เดือน และปรับคนละ 10,000 บาท
ปรับจำเลยที่ 4 เป็นเงิน 10,000 บาท
นับโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษจำคุกในคดีหมายเลขแดงที่ อท 216/2565 ของศาลนี้
จำเลยที่ 3 และที่ 5 ไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน ประกอบกับจำเลยที่ 3 วางเงิน 10,000 บาท จำเลยที่ 4 วางเงิน 15,000 บาท และจำเลยที่ 5 วางเงิน 10,000 บาท เพื่อชดใช้ค่าเสียหายแก่องค์การบริหารส่วนตำบลห้วยเหนือ ถือว่าจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 สำนึกต่อความผิดและบรรเทาความเสียหายบางส่วน
เพื่อให้โอกาสจำเลยที่ 3 และที่ 5 กลับตัวเป็นคนดีของสังคม จึงให้รอการลงโทษจำคุกไว้ 2 ปี
ให้จำเลยที่ 3 และที่ 5 รายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติมีกำหนด 3 ครั้ง ภายใน 1 ปี และให้ทำงานบริการสังคมเป็นเวลา 12 ชั่วโมง ตามมาตรา 56
หากจำเลยที่ 3 และที่ 5 ไม่ชำระค่าปรับ ให้จัดการตามมาตรา 29 และมาตรา 30
หากจำเลยที่ 4 ไม่ชำระค่าปรับ ให้จัดการตามมาตรา 29/1
เมื่อจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 วางเงินชดใช้ความเสียหายรวม 35,000 บาท แก่องค์การบริหารส่วนตำบลห้วยเหนือ อำเภอขุขันธ์ จังหวัดศรีสะเกษแล้ว จึงให้จำเลยทั้งห้าคืนเงินแก่องค์การบริหารส่วนตำบลห้วยเหนือในส่วนที่เหลือ จำนวน 57,000 บาท
เบื้องต้น คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีการประชุมเมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2569 ได้พิจารณาแล้ว มีมติเห็นชอบในการที่อัยการสูงสุด (อสส.) จะไม่อุทธรณ์คำพิพากษาดังกล่าว
สำหรับประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 ระบุว่า ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด เบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตน หรือเป็นของผู้อื่นโดยทุจริต หรือโดยทุจริตยอมให้ผู้อื่นเอาทรัพย์นั้นเสีย ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี หรือจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่หนึ่งแสนบาทถึงสี่แสนบาท

เอกสารแสดงผลคดีของ ป.ป.ช.
กล่าวสำหรับ นายจำนงค์ สาทร ก่อนหน้านี้ ถูกศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 3 พิพากษาลงโทษจำคุก 5 ปี ในคดีเบิกจ่ายเงินงบประมาณเป็นค่าจ้างก่อสร้างรวม 4 โครงการ ให้ผู้รับจ้าง ทั้งที่ไม่ได้มีการดำเนินโครงการดังกล่าว ไปแล้ว
โดยคดีนี้ มีจำเลย 5 ราย คือ นายจำนงค์ สาทร นายสุทธศิลป์ สิงหวิโรจน์ นางสาวกรรณิการ์ กิ่งผา นายณัฐวัฒน์ บุญเยี่ยมธนดิลก และบริษัท ชมรม ดร.ทองดี การเกษตรและก่อสร้างหรือเครื่องเขียน จำกัด คณะกรรมการ ป.ป.ช. ลงมติชี้มูลความผิดทางอาญา ตามมาตรา 147, 157 และ 162 (1), (4) ประกอบมาตรา 86 ตั้งแต่เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2563
เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2565 ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 3 มีคำพิพากษาดังนี้
1. นายจำนงค์ สาทร จำเลยที่ 1 นายสุทธศิลป์ สิงหวิโรจน์ จำเลยที่ 2 นางสาวกรรณิการ์ กิ่งผา จำเลยที่ 3 นายณัฐวัฒน์ บุญเยี่ยมธนดิลก จำเลยที่ 4 มีความผิดตามมาตรา 147, 157 , 162 (4) ประกอบมาตรา 83 พ.ร.ป.ป.ป.ช. พ.ศ. 2561 มาตรา 172
การกระทำเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป และเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามมาตรา 147 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด
จำคุกคนละกระทงละ 5 ปี และปรับ จำเลยที่ 2 และที่ 4 คนละ กระทงละ 10,000 บาท และปรับจำเลยที่ 3 กระทงละ 15,000 บาท
2. บริษัท ชมรม ดร.ทองดี การเกษตรและก่อสร้างหรือเครื่องเขียน จำกัด จำเลยที่ 5 มีความผิด ตาม มาตรา 147, 157, 162 (4) พ.ร.ป.ป.ป.ช. พ.ศ.2561 มาตรา 172 ประกอบมาตรา 86
การกระทำเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ความผิดตามมาตรา 147,157 ,162 (4) ประกอบมาตรา 86 เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามมาตรา 147 ประกอบมาตรา 86 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด
ปรับกระทงละ 20,000 บาท รวม 4 กระทง ปรับ 80,000 บาท
เท่ากับว่า นายจำนงค์ สาทร ถูกศาลฯ พิพากษาลงโทษคดีทุจริต 2 คดี คดีแรก จำคุก 5 ปี คดีสอง จำคุก 6 เดือน

เอกสารแสดงผลคดีของ ป.ป.ช.




