DSI ยืนยันเดินหน้าสอบคดีอั้งยี่-ฮั้ว สว. มั่นใจไม่เจอทางตัน แม้ กกต. ยังไม่เคาะผลวินิจฉัย ย้ำเดินหน้าตามคำสั่งอัยการพิเศษ
สำนักข่าว Next News รายงานว่าเมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2569 อ้างอิงข้อมูลจากแหล่งข่าวในกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ซึ่งยืนยันว่าการสอบสวนคดีอาญาอั้งยี่และฟอกเงินเกี่ยวกับการฮั้วเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ยังคงเดินหน้าต่อเนื่อง ไม่ได้ประสบภาวะทางตันแต่อย่างใด แม้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กำลังอยู่ในระหว่างการพิจารณาผลวินิจฉัยคดีฮั้ว สว. ซึ่งมีผู้ถูกกล่าวหาจำนวนมากถึง 229 ราย
ที่มาของคดีและมติเบื้องต้นของ กกต.
คดีฮั้ว สว. เริ่มเป็นที่สนใจจากรายงานข่าวเมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2569 ที่ระบุถึงความคืบหน้าการวินิจฉัยของคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 ของ กกต. ที่มีมติ 5:2 เสียง ให้ผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 229 ราย ไม่มีมูลความผิด โดยประกอบด้วย สว. ชุดปัจจุบัน 138 ราย และกรรมการบริหารพรรคการเมือง ส.ส. สมาชิกพรรค รวมถึงเครือข่ายที่เกี่ยวข้องอีก 91 ราย อย่างไรก็ตาม มี 2 เสียงที่เห็นควรให้มีมูลความผิด 134 ราย ในกลุ่ม สว. 138 ราย
ความคืบหน้าจาก กกต.
ล่าสุดเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2569 นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธาน กกต. ได้ยืนยันว่า กกต. ได้เริ่มพิจารณาคดีฮั้ว สว. ครั้งแรกไปเมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2569 และจะมีการประชุมร่วมกันทุกวันจันทร์เว้นจันทร์ รวม 12 ครั้ง เพื่อพิจารณาข้อมูลเอกสารอย่างละเอียด รวมถึงอาจแบ่งพิจารณาตามกลุ่มจังหวัดหรือข้อกล่าวหา โดยเริ่มจากจังหวัดสุราษฎร์ธานีแล้ว ส่วนผลการพิจารณาจะประกาศพร้อมกันหมดทุกคนและลงมติในครั้งเดียว
DSI เดินหน้าตามคำสั่งอัยการพิเศษ
ในส่วนของคดีอาญาที่DSI รับเป็นคดีพิเศษที่ 24/2568 กรณีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. นั้น สำนวนคดีได้ถูกส่งกลับจากอัยการคดีพิเศษ หลังมีการสั่งฟ้องผู้ต้องหาล็อตแรก 8 ราย (สว. 2 ราย และเครือข่ายพรรคการเมือง 6 ราย) โดยอัยการพิเศษได้สั่งการให้DSI สอบสวนเพิ่มเติมให้ครบถ้วน และรวบรวมข้อมูลจากสำนวนของ กกต. ที่สืบสวนสอบสวนบุคคล 7 กลุ่มที่เกี่ยวข้องในคดีฮั้ว สว. เพื่อนำมาประกอบสำนวนคดีอาญาของDSI ด้วย
รายงานภายใน DSI เปิดเผยว่า คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษยังคงเดินหน้าสอบปากคำพยานและรวบรวมพยานหลักฐานตามคำแนะนำ 5 ข้อของอัยการคดีพิเศษ ไม่ว่าจะเป็นการรวมสำนวนเดียวกับกลุ่มผู้ร่วมกระทำผิดอื่น ๆ หรือการนำพยานหลักฐานสำคัญจากสำนวนไต่สวนของ กกต. มารวมประกอบ โดยเฉพาะความเห็นของคณะอนุกรรมการสืบสวนและไต่สวนส่วนกลาง คณะที่ 26 ที่เคยมีมติให้ดำเนินคดีผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 229 ราย และความเห็นของคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดฯ คณะที่ 36 ที่เห็นว่าไม่มีมูลความผิด ซึ่งความเห็นเหล่านี้ถูกส่งไปยังคณะกรรมการ กกต. แล้ว
พยานหลักฐานและเส้นทางการเงินยังคงอยู่
DSI ยืนยันว่าในการสอบสวนปากคำพยานที่ผ่านมา พยานยังคงให้การยืนยันในหลักฐานเส้นทางการเงินที่เชื่อมโยงกับขบวนการผู้ถูกกล่าวหา อย่างไรก็ตาม เพื่อความเป็นธรรม คณะพนักงานสอบสวนจำเป็นต้องรอผลการพิจารณาของคณะกรรมการ กกต. ที่จะพิจารณาว่าเห็นควรหรือไม่เห็นควรดำเนินคดีผู้ใดบ้างตามกฎหมายเลือกตั้ง เพราะมติของ กกต. จะมีเหตุผลประกอบ ซึ่งDSI จะนำความเห็นพิจารณาสุดท้ายของ กกต. มาประกอบเข้าสำนวนการสอบสวนคดีอาญาอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. เช่นกัน
เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว คณะพนักงานสอบสวนของDSI ได้มีการประชุมหารือร่วมกับพนักงานอัยการ สำนักงานการสอบสวน เพื่อรายงานความคืบหน้าคดี รวมถึงการสอบปากคำพยานรายใหม่ที่ไม่เคยปรากฏในสำนวนมาก่อน
ความแตกต่างของกฎหมายและภารกิจ
DSI ชี้แจงว่า คดีนี้ไม่ได้เจอทางตันแต่อย่างใด เพราะDSI ต้องสอบสวนและชี้ข้อเท็จจริงตามพยานหลักฐานและคำให้การพยาน และไม่สามารถสรุปได้ทันทีว่าผลการพิจารณาของ กกต. จะมีผลกระทบต่อสำนวนคดีอั้งยี่-ฟอกเงินของDSI ทั้งหมด เพราะยังไงก็ต้องนำความเห็นมาประกอบกันก่อน
DSI ยอมรับว่า กฎหมายเลือกตั้งที่ กกต. รับผิดชอบมีความเข้มข้นไม่ต่างจากคดีอาญา และหาก กกต. พบว่ามีการกระทำความผิดตามกฎหมายเลือกตั้ง ก็จะมีแนวทางการดำเนินการอยู่แล้ว แต่การที่จะระบุว่าสำนวนคดีอาญาอั้งยี่-ฟอกเงินของDSI จะมีความเห็นสอดคล้องหรือแตกต่างกับมติของ กกต. นั้น ยังไม่สามารถทำได้
ทั้งนี้ DSI มีหน้าที่นำผลการพิจารณาของคณะกรรมการ กกต. มาประกอบในสำนวนคดีอาญาตามคำสั่งของอัยการคดีพิเศษ และประเด็นนี้ไม่เกี่ยวกับลำดับศักดิ์ของกฎหมายเลือกตั้งที่จะมีผลต่อกฎหมายคดีอาญา เพราะDSI รับผิดชอบโทษทางอาญา ส่วน กกต. รับผิดชอบโทษตามกฎหมายเลือกตั้ง ซึ่งเป็นกฎหมายคนละฉบับ นอกจากนี้ DSI ยังมีกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องที่สามารถใช้พิจารณาร่วมได้ ซึ่งไม่ใช่การซ้ำซ้อนในอำนาจหน้าที่ระหว่างสองหน่วยงาน เพียงแต่พยานหลักฐานบางรายการอาจต้องใช้ร่วมกัน สิ่งสำคัญที่สุดคือ DSI ต้องนำความเห็นผลพิจารณาของคณะกรรมการ กกต. มาประกอบในสำนวนคดี




